เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ลูกหมาที่ไร้ความรับผิดชอบ

บทที่ 3 ลูกหมาที่ไร้ความรับผิดชอบ

บทที่ 3 ลูกหมาที่ไร้ความรับผิดชอบ


แสงไฟในบ้านที่กระจกถูกทุบแตกสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงด่าทอด้วยความโมโหดังลั่นออกมาจากตรอกเงียบสงบยามค่ำคืน

เจิ้งชิงกลั้นหายใจแล้วเตรียมวิ่งหนีแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าก็รู้สึกหนักที่ปลายขาแล้วมีเสียงครางเบาๆอย่างเจ็บปวดดังมาจากข้างๆ พอเขาก้มลงไปดูก็เห็นลูกหมาตัวนั้นกำลังคาบขากางเกงของเขาไว้แน่น ดวงตาเรียวยาวเบิกกว้างจ้องมาที่เขาพร้อมกับกระดิกหางอย่างประจบ

“ช่วยเป็นพยานให้ด้วยนะว่าตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่” เขาพูดพลางพยักหน้าแบบไม่รับผิดชอบใดๆ ไม่สนใจสายตาไม่พอใจของเจ้าหมาตัวนั้นแม้แต่น้อย จากนั้นก็พยายามจะเข็นจักรยานหนีแต่ขากางเกงกลับถูกดึงไว้ไม่ยอมปล่อย

เจิ้งชิงจำใจต้องก้มลงไปดูแล้วก็พบว่าขาหลังของเจ้าหมาดูผิดรูปไปอย่างเห็นได้ชัดคงได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อครู่

เมื่อเห็นว่าลูกหมายังฝืนคาบขากางเกงเขาไว้แน่นพลางส่งเสียงครางเบาๆอย่างน่าสงสาร ไม่รู้เพราะอะไร เจิ้งชิงกลับรู้สึกสงสารขึ้นมาความรู้สึกปั่นป่วนในใจทำให้เขาไม่ทันได้คิดอะไร เขายื่นมือไปจับหนังเหนือหัวของเจ้าหมาน้อยยกขึ้นแล้วโยนมันลงไปในตะกร้าหน้าจักรยานของตัวเองจากนั้นก็รีบหนีไปทันทีท่ามกลางเสียงด่าทอที่ดังออกมาจากในบ้านหลังนั้น

ระยะทางร้อยเมตรเศษๆถูกเขาปั่นหนีมาได้ในชั่วพริบตา เมื่อมาถึงถนนใหญ่ที่มีแสงไฟสว่างไสวรอบด้านเจิ้งชิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันกลับไปมอง ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นยังคงเงียบสงบและเขาเห็นเพียงเงาดำขนาดใหญ่ร่างหนึ่งกำลังโบยบินลับหายไปในความมืด

ลูกหมาที่นอนฟุบอยู่ในตะกร้าหน้ารถอย่างเกียจคร้านเงยหน้าขึ้นมามองเจิ้งชิง ดวงตาสีดำมันวาวของมันส่องประกายระยิบระยับราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เจิ้งชิงพลันรู้สึกว่า บางทีการพาเจ้าตัวเล็กนี่กลับบ้านอาจจะดีกว่าทิ้งมันไว้ข้างทาง อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตสองชีวิตในร่างเดียวหรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ถ้าปล่อยมันทิ้งไว้ที่ถนนแบบนี้หมาตัวเล็กที่บาดเจ็บขนาดนี้อาจจะไม่รอดถึงเช้าแน่

ในความรีบร้อนอยากกลับบ้านเขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ริมมุมปากของลูกหมาน้อยมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แวบผ่านไป หากตอนนั้นเขามองเห็นเข้าจริงๆเจิ้งชิงคงควักยันต์ออกมาขว้างใส่มันทันทีโดยไม่ลังเล

***

สีแดงสุดลูกหูลูกตา สีแดงเข้มจัดจ้าน สีแดงที่ปกคลุมทั่วท้องฟ้าและผืนดินเป็นสีเดียวที่มีอยู่ในโลกใบนี้ราวกับโลกทั้งใบถูกย้อมด้วยเลือดสดๆเต็มไปด้วยบรรยากาศของความอำมหิตและสิ้นหวัง เจิ้งชิงยืนอยู่เพียงลำพังกลางทะเลสีแดงนั้น จ้องมองอยู่เงียบๆอย่างตะลึงงัน ไม่ขยับ ไม่พูด ไม่คิดเพียงมองดูโลกที่มีเพียงสีเดียวนี้อย่างนิ่งเฉย

ไม่นานเสียงพึมพำเบาๆก็เริ่มดังขึ้นในความเงียบ เสียงนั้นค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นเสียงโหยหวนและกึกก้องดังก้องไปทั่วราวกับฝูงหมาป่านับหมื่นกำลังเงยหน้าหอนรับดวงจันทร์ หรือไม่ก็เหมือนกองทัพทหารหุ้มเกราะนับพันกำลังตะโกนโห่ร้องและตีกลองในทุ่งโล่ง เสียงนั้นทั้งดิบ ทั้งทรงพลังและขัดแย้งอย่างประหลาด

แต่เจิ้งชิงที่ยืนอยู่เพียงลำพังในโลกนี้กลับไม่รู้สึกอะไรเลย เขาเพียงแค่กางแขนออก หลับตาและยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สีแดงเข้มราวกับเลือดค่อยๆหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นเมฆก้อนใหญ่สีเลือดที่ก่อตัวอยู่เหนือศีรษะของเขา หนักขึ้น หนักขึ้น จนในที่สุดทุกสิ่งก็ถาโถมเข้ากลืนเขาทั้งตัว

“ตุบ!” พร้อมเสียงร้องโอดครวญ เจิ้งชิงก็ผงะลุกขึ้นจากพื้น เขาตกเตียงอีกแล้ว — ครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้ เจิ้งชิงได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจแต่ก็ช่วยไม่ได้จะให้มัดตัวเองไว้บนเตียงตอนนอนก็คงไม่ใช่เรื่อง

เมื่อเทียบกับตอนเด็กๆที่เคยปวดหัวจนเอาหัวโขกกำแพงหรือเดินละเมอขึ้นไปบนตู้ การตกเตียงตอนนอนก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไร

เขานวดขมับที่ปวดตุบๆไปมา ตอนนี้เขาลืมความฝันสีเลือดเมื่อครู่ไปหมดสิ้นเหลือเพียงความทรงจำว่าถูกบางสิ่งขนาดมหึมาติดตามไล่ล่าและในภาพจำที่ยังชัดเจนที่สุด — คือดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นของนกอินทรีตัวใหญ่

พอคิดถึงนกอินทรี เจิ้งชิงก็รีบเงยหน้าขึ้นมองหามันรอบห้องด้วยความตื่นตัว แล้วในที่สุดเขาก็เห็นมัน — ไม่ใช่นกอินทรีแต่คือลูกหมาน้อยตัวนั้นกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนกองเสื้อผ้าที่หัวเตียงของเขา

เมื่อวานเพราะรู้สึกมึนๆเล็กน้อยเขาเลยแค่ล้างตัวให้ลูกหมาคร่าวๆแล้วก็เข้านอนเองตามลำพัง ไม่นึกเลยว่าเจ้าหมาตัวนี้จะรู้หน้าที่ดีถึงขนาดหามุมสบายๆนอนเองได้ด้วย เจิ้งชิงเอื้อมมือไปเกาหูที่ตั้งชันของลูกหมาเบาๆแล้วรู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กนี่น่ารักจริงๆ

เขากวาดตามองนาฬิกาปลุกข้างหมอน — ยังไม่ถึงหกโมง เจิ้งชิงเดินเท้าเปล่าอย่างเงียบๆออกไปที่ระเบียงแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า

ดีเลย ดาวรุ่งยังส่องแสงอยู่

เขาหยิบเมล็ดพืชเม็ดเล็กๆสีทองกำหนึ่งออกมาโรยลงบนขอบหน้าต่างตรงระเบียง เจิ้งชิงเหลือบมองมุมกำแพงด้วยหางตา มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหลับตาตั้งสมาธิลมหายใจลงสู่ท้องน้อยแล้วค่อยๆยื่นหมัด เตะขา ตามจังหวะหายใจของตนเองอย่างช้าๆ

ท่าทางคล้ายกับไทเก็กแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ท่าเคลื่อนไหวชุดนี้เป็น “วิชาชักนำ” ที่เจิ้งชิงฝึกมาตลอดเกือบเจ็ดปีแล้วตามคำสั่งของอาจารย์เขาต้องฝึกทุกวันโดยไม่ให้ขาด

ก้อนกระดาษที่มุมผนังเริ่มไหวตะกุกตะกัก

ครู่หนึ่งต่อมามีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่มีลายขนสีน้ำตาลแดง รูปร่างอ้วนกลม ค่อยๆไต่ขึ้นมาตามกำแพงเรียบจนถึงขอบหน้าต่าง พอเจิ้งชิงฝึกท่าจนจบชุด สงบลมหายใจรวบรวมพลังแล้วก็เห็นเจ้าตัวเล็กนั่นกำลังยัดเมล็ดสีทองเข้าปากอย่างเมามัน

“ค่อยๆกิน ไม่มีใครแย่งหรอก” เจิ้งชิงปรับจังหวะหายใจ พลางมองเจ้าหนูตัวนั้นด้วยความอารมณ์ดี

เจ้าตัวเล็กไม่สนใจคำพูดเขาเลยเอาแต่ยัดเมล็ดพืชเข้าปากเรื่อยๆจนกระทั่งกระพุ้งแก้มโป่งพองอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงยกขาหน้ามาปัดหนวดเบาๆแล้วค่อยหยุดลงเล็กน้อย

ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหนูตัวนี้เป็นพันธุ์อะไร แต่ดูแล้วคล้ายกับหนูตะเภาเพราะมีรูปร่างสั้นป้อม หูกลม ตาดำแขนขาสั้น ไม่มีหาง ขนาดตัวราวกำปั้นแต่ก็ดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์อยู่เหมือนกันเพราะขนาดเล็ก มีถุงเก็บอาหารที่แก้ม และฟันหน้าแหลมคม ตั้งแต่เจอเจ้าตัวเล็กนี่ครั้งแรกเมื่อยังเป็นเด็กรูปร่างของมันก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย — เป็นอะไรที่แปลกประหลาดมากทีเดียว

แม้จะไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์พันธุ์อะไรแต่เจ้าตัวเล็กนี่ไม่เคยขาดชื่อเรียกเลย เมื่อตอนที่การ์ตูน ชูเค่อและเบต้าร์ (การ์ตูนอนิเมชันจีน)โด่งดัง เจ้าหนูนี่ก็ถูกเจิ้งชิงตั้งชื่อว่า "ชูต้า" แถมยังถูกยัดเข้าไปในเครื่องบินจำลองให้ไปสู้กับสัตว์ประหลาดต่างๆอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อภาพยนตร์ Alvin and the Chipmunks ออกฉาย มันก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ต้าป่าว" ตามกระแส เรียกได้ว่า “ต้าป่าวทุกวันเจอกัน” เลยทีเดียว

วันนี้หลังจากฝึกวิชาชักนำจนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เจิ้งชิงก็เกิดอยากตั้งชื่อใหม่ให้เจ้าตัวเล็กอีกครั้ง

“อืม… ในเมื่อข้าผู้ยิ่งใหญ่บัดนี้ได้อิสรภาพเต็มที่แล้ว งั้นเจ้าก็ชื่อ ‘อิสรภาพ’ แล้วกัน แต่ชื่อ ‘อิสรภาพ’ นี่มันก็ดูบ้านๆ ไปหน่อย แปลงเป็นภาษาอังกฤษก็ได้เป็น Free ซึ่ง ‘Free’ นี่ก็อ่านว่า ‘ฟู่รุ่ย’ เป็นมงคลดี แต่ดูจากไขมันเจ้าที่กลมป่องขนาดนี้ ‘ฟู่’ ที่แปลว่าโชค คงเหมาะจะเปลี่ยนเป็น ‘เฟย’ ที่แปลว่าอ้วนมากกว่า”

“งั้นตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าก็ชื่อ ‘เฟย์รุ่ย’  ล่ะกัน!” เจิ้งชิงขมวดคิ้วตั้งชื่ออย่างเป็นระบบตามตรรกะซับซ้อนของตัวเอง

เจ้าหนูตัวเล็กกลืนเมล็ดทองเม็ดสุดท้ายลงไปแล้วเหลือบตามองมนุษย์ผู้พูดอะไรไม่รู้เรื่องคนนั้น ก่อนจะเช็ดหน้าป้อยๆอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยๆเดินทอดน่องไปที่ริมหน้าต่าง ไต่ตามท่อเครื่องทำความร้อนกลับไปยังรังเล็กๆที่มันขุดไว้เป็นที่อยู่ของตัวเอง

เจิ้งชิงเบะปากใช้มือถูหน้าตัวเองแรงๆแล้วเดินกลับห้องอย่างอิดโรยก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงแบบหมดอารมณ์ โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

อิสรภาพ — เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่า สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุดก็คือชีวิตแบบนี้แต่พอได้ปลดปล่อย พอได้ผ่อนคลายจริงๆ ความรู้สึกว่างเปล่าที่ควบคุมไม่ได้ก็ค่อยๆเอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

เขาจำได้ว่าเมื่อตอนเด็กเคยอ่านหนังสือปรัชญาเล่มหนึ่ง จำชื่อสายปรัชญานั้นไม่ได้แล้วแต่หัวข้อที่พูดถึงคือเรื่องของ ความหมายของชีวิต หรือเรียกอีกอย่างว่า ความหมายของการดำรงอยู่ สำหรับพวกเขาแล้วชีวิตนั้น ไม่มีความหมาย มนุษย์เกิดมาเพื่อจะตาย เวลาหลายสิบปีที่มีอยู่ก็แค่ดำเนินไปแบบซ้ำซากและชืดชาแล้วสุดท้ายทั้งหมดนั้น… ก็เพื่ออะไร?

จู่ๆเสียงเพลง Canon ที่แผ่วเบาและปลอบประโลมก็ดังขึ้นมา เจิ้งชิงคว้ามือถือขึ้นมาโดยอัตโนมัติแล้วฮัมออกไปว่า “โมชิโมชิ?”

เขาถูกเรียกออกไปสังสรรค์อีกแล้ว ใบหน้าของเจิ้งชิงปรากฏรอยยิ้มเจือขมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ทุกวันก็เป็นแบบนี้—กินให้อิ่มแล้วนอน พอตื่นมาก็กินอีก ไม่ก็เล่นคอมพิวเตอร์ ชีวิตที่ดูสบายขนาดนี้เมื่อก่อนเขาคงรู้สึกว่ามันช่างเพลิดเพลินและงดงามเพียงใดแต่ตอนนี้…เฮ้อ เจิ้งชิงกลับพบว่าตัวเองแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะให้ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมาเสียที ไม่ว่าจะดีหรือแย่อย่างน้อยก็จะได้มีเป้าหมายให้ก้าวต่อไป ถ้าสอบตกก็อาจออกไปทำงาน ถ้าสอบได้ก็คงได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันมานานเสียที

ลูกหมาที่นอนหลับอยู่พลิกตัวไปมาหางฟูของมันสะบัดเบาๆอย่างเป็นธรรมชาติ เจิ้งชิงกระพริบตาเล็กน้อยแต่ก็รีบหันหน้าไปอีกทางทันทีพยายามโยนความคิดเมื่อครู่ทิ้งไป—เขาเหมือนจะเห็นมันมีสามหาง!

แม้ว่าหางของเจ้าหมาตัวนี้จะแปลกอยู่แล้วดูคล้ายหางกระรอกมากกว่าแต่ยังไงมันก็ไม่มีทางมีสามหางแน่ๆ

คงเป็นภาพลวงตาแน่ๆ แค่ตาฝาดเท่านั้น

เขาเชื่อในสายตาตัวเองและเชื่อในความรู้สึกของตัวเองมากกว่า เจ้าตัวเล็กนี่เขาเป็นคนอุ้มกลับมาด้วยมือของตัวเองแน่นอน มันไม่ใช่สิ่งสกปรกหรือของไม่ดีแน่ๆ

ที่บ้านก็ไม่ได้ห้ามเรื่องเลี้ยงสัตว์ตราบเท่าที่มันไม่ส่งกลิ่นเหม็นและไม่ก่อให้เกิดความสกปรก หลังจากเจิ้งชิงขวนขวายจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อย เจ้าหมาท้องโตตัวนั้นก็ได้อยู่ในบ้านของเจิ้งชิงอย่างเป็นทางการ

วันเวลาผ่านไปทีละวัน ชีวิตของเจิ้งชิงยังคงวนเวียนอยู่ระหว่างความมีสติและความเฉื่อยชา สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดคือเจ้าหมาท้องโตที่เขาเก็บมานั่นเอง

หลังจากแผลของมันหายดีแล้ว เจ้าหมาท้องโตตัวนั้นก็คลอดลูกหมาตัวหนึ่งซึ่งตัวเล็กเท่ากระรอก แต่พอลูกน้อยเติบโตจนมีขนาดเท่ากำปั้นและไม่ต้องดูดนมอีกต่อไปเจ้าหมาท้องโตก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

มันสะบัดหางหนึ่งทีจากไป ไม่ทิ้งแม้เศษเสี้ยวของความวุ่นวายไว้เบื้องหลังทิ้งไว้เพียงกองขนยาวฟูเต็มพื้น…และลูกหมาสีขาวตัวน้อยที่น่าสงสารเพียงตัวเดียวเท่านั้น

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 3 ลูกหมาที่ไร้ความรับผิดชอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว