- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น ชาวภูเขาผู้รุ่งโรจน์
- บทที่ 30 ได้โฉนดที่ดินมาไว้ในครอบครอง, งานของกู้ต้าหนิว
บทที่ 30 ได้โฉนดที่ดินมาไว้ในครอบครอง, งานของกู้ต้าหนิว
บทที่ 30 ได้โฉนดที่ดินมาไว้ในครอบครอง, งานของกู้ต้าหนิว
เจิ้นจ่างได้ฟังแล้วก็มีสีหน้าครุ่นคิด ตอนนี้โลกภายนอกไม่สงบจริงๆ นั่นแหละ เขาจะสามารถตอบกู้สุ่ยซิ่วไปเช่นนั้นได้เลย แต่เมื่อคิดว่าสองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วซื้อที่ดินมากมายให้เขาทำผลงานในตำแหน่งได้ไม่น้อย หากพูดไปเช่นนั้นตรงๆ ก็อาจจะดูไม่สมควร
ถึงได้บอกว่าคุณธรรมของคนโบราณนั้นยังถือว่าดีนัก
เจิ้นจ่างคิดอยู่นานจึงกล่าวว่า “ข้างนอกไม่สงบจริงๆ แต่หากน้องชายของเจ้าอยากจะออกไปเผชิญโลกก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พอดีเดือนหน้าศาลากลางอำเภอจะรับคนชุดหนึ่ง มีทั้งเจ้าหน้าที่ประจำศาลและคนทำงานจิปาถะ ถ้าพวกเจ้าเต็มใจ ข้าจะไปทำเรื่องให้พวกเจ้าเอง แล้วเขียนจดหมายแนะนำให้ท่านนายอำเภอ โอกาสที่เขาจะได้เข้าไปทำงานก็เป็นไปได้สูง”
กู้สุ่ยซิ่วดีใจมาก นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจิ้นจ่างถึงทุ่มเทช่วยพวกเขาถึงเพียงนี้ จนรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
“นี่…นี่จะรบกวนท่านให้ต้องลำบากได้อย่างไร!”
เจิ้นจ่างโบกมือเป็นเชิงว่าเรื่องเล็กน้อย แล้วหัวเราะว่า “พวกเจ้าซื้อภูเขาข้าก็ต้องไปที่อำเภอจือสุ่ยอยู่แล้ว ที่ดินเหล่านี้จะต้องให้ศาลากลางอำเภออนุมัติและประทับตราถึงจะถือเป็นทางการ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพวกเจ้าจะต้องจ่ายเงินให้ศาลากลางอำเภออีกประมาณห้าตำลึง เพื่อให้ได้โฉนดสีแดงที่สบายใจกว่าไม่ใช่หรือ?”
กู้สุ่ยซิ่วพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ที่ท่านเจิ้นจ่างกล่าวถูกต้อง เมื่อมีท่านคอยช่วยเหลือพวกเราก็สบายใจ ต้องทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น หากต้องจ่ายเงินอื่นใดอีก ท่านบอกมาได้เลย”
ทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงกันอย่างรวดเร็ว เจิ้นจ่างรีบเขียนโฉนดที่ดินขึ้นมาหนึ่งฉบับ แล้วรับเงินจากกู้สุ่ยซิ่วสองร้อยหกสิบตำลึง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกหักออกไป หากมีเงินเหลือก็จะถือว่าเป็นค่าตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของเจิ้นจ่าง
ทั้งสองคนต่างรู้กันโดยไม่ต้องพูด เรื่องนี้จึงจัดการได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมาจากเรือนของเจิ้นจ่าง กู้สุ่ยซิ่วก็รู้สึกโล่งใจ นางคล้องแขนต่งเฉิงหูแล้วกล่าวว่า “เจิ้นจ่างบอกว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางไปที่อำเภอจือสุ่ย กว่าเขาจะกลับมาก็คงใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงแปดวัน พวกเราค่อยกลับมาเอาโฉนดที่ดินหลังจากนั้นอีกแปดวันก็แล้วกัน”
ต่งเฉิงหูได้แต่ยิ้มซื่อๆ พลางพยักหน้า อีกสิบวันเขาก็จะมีทรัพย์สินแล้ว ไม่ใช่ยาจกที่ยากจนราวกับถูกซักล้างจนหมดตัวอีกต่อไป
เพื่อรอข่าวจากเจิ้นจ่าง กู้สุ่ยซิ่วและต่งเฉิงหูตัดสินใจอยู่ที่ตำบลผานหลงเจ็ดถึงแปดวัน แล้วค่อยกลับไปที่เขาชุ่ยจู๋เมื่อได้โฉนดที่ดินมาแล้ว
ส่วนกู้ต้าหนิวก็ถูกกู้สุ่ยซิ่วสั่งให้กลับไปก่อน เพราะเรือนสกุลกู้ยังมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ และที่นี่ก็ไม่จำเป็นต้องมีคนถึงสามคน
แปดวันผ่านไปในพริบตา อาการของกู้หมิงเต๋อดีขึ้นมาก กู้สุ่ยซิ่วต้มซุปกระดูกและไข่ตุ๋นให้เขาทุกวัน และท่านหมอก็ตรวจดูอาการและทายาให้เขาทุกวันเช่นกัน ด้วยการดูแลที่เอาใจใส่ทุกรายละเอียดเช่นนี้ กู้หมิงเต๋อจึงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะถูกเลี้ยงจนกลายเป็นหมูแล้ว
เช้าตรู่วันนั้นต่งเฉิงหูได้ไปที่เรือนของเจิ้นจ่างแต่เช้า ไม่เพียงแต่นำโฉนดสีแดงกลับมาเท่านั้น แต่ยังนำข่าวดีมาด้วย เจิ้นจ่างแนะนำให้กู้ต้าหนิวเข้าไปทำงานจิปาถะที่ศาลากลางอำเภอ คอยช่วยงานในห้องครัวด้านหลัง ในช่วงแรกเดือนหนึ่งจะได้รับเงินสองร้อยอีแปะ และเมื่อคุ้นชินแล้ว ค่าแรงก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละสี่ร้อยอีแปะ
ในสายตาของกู้หมิงเต๋อแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากนัก ค่าใช้จ่ายของครอบครัวพวกเขาในหนึ่งเดือนยังใช้ไม่ถึงหนึ่งร้อยอีแปะเลยด้วยซ้ำ กู้หมิงเต๋อเกือบจะคุกเข่ากราบขอบคุณเจิ้นจ่างแล้ว
กู้สุ่ยซิ่วต้องพูดหว่านล้อมอยู่นานกว่าจะทำให้เขาสงบลงได้
ในวันนั้นกู้สุ่ยซิ่วได้พูดคุยกับท่านหมอจนเข้าใจ ว่าให้ศิษย์ฝึกหัดของโรงหมอคนหนึ่งคอยดูแลเรื่องการกินอยู่หลับนอนของกู้หมิงเต๋อ สองสามีภรรยาจะต้องรีบกลับไปที่เขาชุ่ยจู๋ เพราะเรือนของพวกเขายังต้องรีบสร้างให้เสร็จ หากเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนที่มีฝนตกมากแล้วก็จะลำบาก
ก่อนที่ทั้งสองจะกลับไป พวกเขาก็ซื้อเสบียงอาหารอีกจำนวนหนึ่ง อย่างไรเสียหลังจากนี้ก็จะวุ่นวายกับการสร้างเรือนแล้ว จะไม่มีเวลาไปล่าสัตว์หรือขายของ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บเสบียงสำรองไว้ก่อน
กู้สุ่ยซิ่วถือโอกาสนี้ซื้อรถล่อมาหนึ่งคัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกให้กับคนในครอบครัวสกุลกู้เท่านั้น แต่ในภายหน้าพวกเขาก็จะสามารถเดินทางไปที่ตำบลผานหลงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น เงินที่ใช้ซื้อรถล่อในสายตาของพวกเขานั้นก็เหมือนขนเก้าวัวหนึ่งเส้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
เมื่อต่งเฉิงหูขับรถล่อเข้าไปในหมู่บ้านเฉ่าจื่อ หมู่บ้านทั้งหมู่ก็เดือดพล่าน รถล่อมีชาวบ้านจำนวนมากที่ชอบดูเรื่องสนุกติดตามมาด้านหลัง
เมื่อรถล่อขับเข้ามาในลานเรือนของสกุลกู้ แม่จ้าวที่ได้ยินเสียงผู้คนดังอื้ออึงด้านนอกก็ตกใจ เมื่อออกมาดูก็เห็นว่าเป็นสองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วจึงโล่งใจ จากนั้นเมื่อนางเห็นรถล่อที่ต่งเฉิงหูกำลังขับอยู่ ก็ตกใจจนหุบปากไม่ลง
ชาวบ้านต่างอิจฉาและพูดกับแม่จ้าวว่า “บุตรเขยของท่านประสบความสำเร็จแล้ว ถึงขนาดซื้อรถล่อมาเลย นี่ต้องใช้เงินเท่าไรกัน!”
“ใช่ๆ ข้างบ้านในหมู่บ้านข้างเคียงมีคนซื้อรถล่อคันหนึ่ง ได้ยินว่าต้องใช้เงินเป็นสิบกว่าตำลึงเลยนะ!”
“โอ้สวรรค์! สิบกว่าตำลึง! ต่อให้ขายข้าทิ้งก็ยังซื้อไม่ได้เลย!”
…
ผู้คนต่างพูดเจ็ดปากแปดลิ้นถึงเรื่องรถล่อ แต่ต่งเฉิงหูและกู้สุ่ยซิ่วไม่มีเวลาจะไปพูดพล่ามกับพวกเขา จึงรีบขนของบนรถล่อลงมา แล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ครอบครัวสกุลกู้ ส่วนที่เหลือพวกเขาก็จะนำกลับไป
“ท่านแม่ ต้าหนิวเล่า?” ตอนนี้กู้สุ่ยซิ่วถึงได้สังเกตว่าไม่เห็นกู้ต้าหนิว
แม่จ้าวยังคงตกอยู่ในภวังค์เพราะความตื่นตะลึงจากรถล่อ เมื่อได้ยินคำถามของกู้สุ่ยซิ่วจึงได้สติกลับคืนมา แล้วรีบเข้ามาช่วยงาน
“ต้าหนิวไปช่วยที่นาแล้ว เจ้ามีธุระอะไรกับเขาหรือ? ว่าแต่ท่านพ่อของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ที่นี่ข้ายุ่งจนปลีกตัวไปดูแลเขาไม่ได้เลย”
กู้สุ่ยซิ่วไม่สนใจชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกที่อยู่ข้างๆ หอบหายใจแล้วพูดกับแม่จ้าวว่า “ข้าฝากฝังคนหาตำแหน่งงานให้ต้าหนิวที่ศาลากลางอำเภอจือสุ่ย ถึงแม้จะเป็นงานในห้องครัวด้านหลัง แต่หากทำดีในอนาคตก็มีอนาคตที่สดใส เรื่องนี้ท่านพ่อได้ตกลงแล้ว ท่านช่วยบอกต้าหนิวด้วยนะว่าเดือนหน้าต่งเฉิงหูจะมารับเขาไปรายงานตัวที่อำเภอจือสุ่ย”
นอกจากนี้ รถล่อคันนี้ก็จะจอดอยู่ที่เรือนของพวกเรานะ หลังจากนี้พวกท่านจะออกไปไหนมาไหนก็สะดวก พวกเราอยากจะใช้เมื่อไรก็จะมาเอาไปเอง เจ้าล่อกินเพียงแค่หญ้าแห้งหรือถั่วก็พอแล้ว หลังจากนี้พวกท่านก็เลี้ยงมันไว้หน่อย มันสามารถช่วยทำนาได้ด้วย ประโยชน์ของมันมีไม่น้อยเลย…”
กู้สุ่ยซิ่วพร่ำบ่นอยู่นาน ส่วนชาวบ้านที่อยู่ข้างๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา
กู้ต้าหนิวผู้นี้ได้งานที่ศาลากลางอำเภอเชียวหรือ? นี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก! ทั่วทั้งสิบลี้แปดตำบลก็ไม่เคยได้ยินว่าใครมีความสามารถไปทำงานที่ศาลากลางอำเภอได้เลยสักคน อีกทั้งฟังจากคำพูดของกู้สุ่ยซิ่วแล้ว รถล่อคันนี้ก็ซื้อมาให้ครอบครัวสกุลกู้ใช้ กู้สุ่ยซิ่วไปร่ำรวยมาตั้งแต่เมื่อไรกัน? ดูท่าว่าครอบครัวกู้หมิงเต๋อกำลังจะพลิกสถานการณ์แล้ว!
เมื่อทุกคนคิดเช่นนี้แล้ว สายตาที่มองกู้สุ่ยซิ่วและคนอื่นๆ ก็เริ่มมีความรู้สึกยำเกรงและเอาใจ พวกเขาพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับแม่จ้าว
แม่จ้าวเองก็ยังไม่ได้ทำความเข้าใจความหมายของกู้สุ่ยซิ่วทั้งหมด นางได้แต่รับคำแสดงความยินดีจากชาวบ้านด้วยความงงงัน จนกระทั่งผู้คนเดินจากไปเกือบหมดแล้ว จึงนึกขึ้นได้ว่าจะต้องถามกู้สุ่ยซิ่วให้รู้เรื่อง แต่ที่ไหนจะยังเห็นเงาคนของกู้สุ่ยซิ่วอยู่อีก มีเพียงแค่กู้เอ้อหนิวที่ช่วยเก็บของเท่านั้น
แม่จ้าวถามกู้เอ้อหนิวว่า “พี่หญิงใหญ่และพี่เขยของเจ้าไปไหนแล้ว?”
กู้เอ้อหนิวมีสีหน้าจนปัญญา “ท่าแม่ ท่านมัวแต่ทักทายเพื่อนบ้าน พี่หญิงใหญ่กับพี่เขยของข้าจึงไม่ได้รบกวนท่าน พวกเขาไปกันตั้งนานแล้ว พี่เขยกับพี่หญิงใหญ่บอกว่าที่เรือนยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ แล้วอีกไม่นานเมื่อพี่ใหญ่จะไปที่ศาลากลางอำเภอแล้วพวกเขาจะกลับมารับ”
แม่จ้าวเม้มปาก มีเรื่องหนักใจเต็มท้องไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นางจึงรีบวิ่งไปที่นาเพื่อบอกข่าวนี้กับกู้ต้าหนิว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่ากู้ต้าหนิวจะตื่นเต้นดีใจแค่ไหนเมื่อได้ยินข่าวนี้
ครอบครัวกู้ไหลฝูก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน ท่านพ่อกู้ยิ่งรู้สึกเสียดายที่สูญเสียหลานเขยอย่างต่งเฉิงหูไป ส่วนกู้ไหลฝูนั้นรู้สึกอิจฉาโชคดีของครอบครัวกู้หมิงเต๋อ หากไม่ได้เพราะเขาเป็นแม่สื่อแม่ชัก กู้สุ่ยซิ่วจะไปแต่งงานกับต่งเฉิงหูได้อย่างไร? แล้วครอบครัวกู้หมิงเต๋อจะแซงหน้าครอบครัวของพวกเขาได้อย่างไรกัน?