เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - การจัดเตรียม

บทที่ 47 - การจัดเตรียม

บทที่ 47 - การจัดเตรียม


บทที่ 47 - การจัดเตรียม

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้คนที่ยืนอยู่ตรงทางออกต่างหน้าซีดเผือด ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับจิตวิญญาณท่านใดกำลังประลองเวทกันอยู่ ต่างพากันถอยร่นออกมาอย่างร้อนรนด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลง

โชคยังดีที่อัสนีสีทองและร่างธรรมนั้นเพียงแค่หยั่งเชิงกัน ยังไม่ได้ลงมือห้ำหั่นกันจริงๆ จึงยังไม่ทำให้มิติความว่างเปล่าภายนอกแตกสลาย

อัสนีสีทองนั้นแปรรูปเป็นนักพรตผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดสีทอง มือถือกระจกสายฟ้า ภายในกระจกปรากฏภาพภูตผีหัวนกตัวคน กระพือปีกคู่ยักษ์ เคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คอยลำเลียงแสงอัสนีออกมาไม่ขาดสาย

ส่วนร่างธรรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยิ่งดูดุร้ายน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ศีรษะสัตว์ร้ายคำรามกึกก้อง ทั้งเสียงม้าขาว เสียงวัวเขียว แผ่กลิ่นอายโบราณอันดิบเถื่อนออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ

ทั้งสองฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่ เนื่องจากศิษย์สายตรงของแต่ละฝ่ายยังอยู่ที่นี่ ยอดฝีมือระดับจิตวิญญาณย่อมไม่กล้าลงมือเต็มกำลัง อีกทั้งความว่างเปล่ารอบข้างยังมีการเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่ามีผู้ยิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อยรีบรุดมาเพื่อห้ามปราม

"ท่านนักพรตผู้ถือกระจกน่าจะเป็นปรมาจารย์หลิงหมิงแห่งวิถีอัสนีบัญชา แซ่ลั่ว ส่วนร่างธรรมหัวสัตว์นั่นมาจากเป่ยเหลียว ไม่ใช่ระดับจิตวิญญาณของแคว้นต้าหลี"

หยางหยวนซินมองออกไป ดูเหมือนนางจะได้รับการติดต่อจากจ้าวอสูรเต้าเยี่ยนแล้วจึงวางใจลง หันมาแนะนำยอดฝีมือทั้งสองให้สวี่เสวียนรู้จัก

"ปรมาจารย์หลิงหมิงท่านนี้ใช้อิทธิฤทธิ์สายอัสนีเทพที่ชื่อว่า [ดั่งกฎประกาศิต] เป็นสุดยอดแห่งความเร็วในหมู่สายฟ้า เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งภูตพรายเคียงสายฟ้า"

ไป๋ซูเอ่ยขึ้นเบาๆ เห็นได้ชัดว่านางมีความรอบรู้กว้างขวางกว่า จึงระบุที่มาของอิทธิฤทธิ์ปรมาจารย์หลิงหมิงได้อย่างแม่นยำ สวี่เสวียนมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง ในใจรู้สึกหวั่นไหวเลื่อมใส

'นี่หรือคือระดับจิตวิญญาณ นี่หรือคืออิทธิฤทธิ์ เพียงแค่ลงมือเล็กน้อย มิติก็สั่นสะเทือน ฟ้าดินก็แปรเปลี่ยน'

สวี่เสวียนเคยพบเจอยอดฝีมือขั้นสร้างฐานมาไม่น้อย แต่หากเป็นอาจารย์ของเขาอย่างเวินฝูเฟิงหรือจูอวี๋เฉิงมาอยู่ที่นี่ เกรงว่าเพียงแค่อัสนีสีทองฟาดลงมา หรือเพียงแค่ปราณสีเทาสายหนึ่งกดทับ ก็คงไม่อาจต้านทาน ต้องตกตายอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อศิษย์สายตรงของแต่ละสำนักยังอยู่กันครบ ทั้งสองท่านข้างนอกย่อมไม่กล้าลงมือรุนแรง และในที่สุดก็มีคนมาห้ามทัพ

"หยุดมือเถิด อย่าให้เสียไมตรีต่อกันเลย"

เสียงอันทรงอำนาจดังแว่วมา ราชรถคันหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าอันมัวหมอง บนรถทองคำมีเปลวเพลิงหลีสีเหลืองแอปริคอตพวยพุ่งออกมานับไม่ถ้วน ปราณม่วงก่อกำเนิด สูงส่งจนไม่อาจพรรณนา ราชรถนี้เทียมด้วยม้าวิเศษหกตัว มีสีแดง ดำ ขาว เขียว เทา และเหลือง แต่ละตัวล้วนมีความมหัศจรรย์ กลิ่นอายล้วนอยู่ในขั้นสร้างฐานช่วงปลาย

ตัวราชรถเองนั้นยิ่งเป็นอาวุธวิญญาณระดับขอบเขตจิตวิญญาณ อานุภาพรุนแรงกว่ากระจกสายฟ้าในมือของปรมาจารย์หลิงหมิงผู้นั้นไปไกลโข

'ราชวงศ์แห่งต้าหลี'

สวี่เสวียนสัมผัสได้ทันที [อัคคีหลี] เป็นสิ่งที่ราชวงศ์ต้าหลีฝึกฝนเป็นการเฉพาะ คนนอกไม่อาจแตะต้อง ยอดฝีมือระดับจิตวิญญาณผู้นี้น่าจะออกมาจากวังหลวง เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ในที่นี้อย่างลับๆ แต่ไม่รู้เหตุใดจึงปล่อยให้คนของเป่ยเหลียวเข้ามาได้

นักพรตบนฟ้าและร่างธรรมไม่กล้าต่อสู้อีก ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย ปรมาจารย์หลิงหมิงดูเหมือนจะเสียสติไปบ้าง เขาหัวเราะเสียงเย็นชาอย่างน่าขนลุกสองสามครั้งก่อนจะจากไป

ส่วนร่างธรรมหัวสัตว์นั้นก็เก็บงำอิทธิฤทธิ์ เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคน รูปร่างหน้าตาและการแต่งกายคล้ายคลึงกับเซียวเสวี่ยหยา เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้อาวุโสในตระกูล ยอดฝีมือระดับจิตวิญญาณจากเป่ยเหลียวผู้นี้ผิวปากเบาๆ เรียกม้าตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากความว่างเปล่า หลังของมันมีลวดลายพยัคฆ์และปีกมังกร เป็นปีศาจขั้นสร้างฐานช่วงปลายเช่นกัน

ยอดฝีมือจากเป่ยเหลียวพลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบม้าตรงไปยังราชรถ แล้วเอ่ยเสียงขรึม

"เชิญ"

เสียงตอบรับดังออกมาจากในราชรถ หนึ่งคนขับรถ หนึ่งคนขี่ม้า ต่างพากันมุ่งหน้าลึกเข้าไปในความว่างเปล่า

ภายนอกกลับคืนสู่ความสงบในที่สุด สวี่เสวียนทั้งสามไม่กล้ารอช้า รีบเดินตามเส้นทางออกมา พ้นจากความว่างเปล่ากลับสู่ท้องนฟ้า เรื่องราวในครั้งนี้จบลงแล้ว แต่ละสำนักต่างได้รับสิ่งที่ต้องการและทยอยกันจากไป

ไป๋ซูขอตัวลาไปก่อน นางขี่สายลมหนาวจากไป ส่วนสวี่เสวียนกับหยางหยวนซินยังคงรอคอยการกลับมาของจ้าวอสูรเต้าเยี่ยน

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เห็นเปลวเพลิงปิ่งพุ่งทะลุชั้นเมฆ กลายเป็นแสงตะวันและสายฟ้ากลางเวหา ปรากฏร่างของจ้าวอสูรเต้าเยี่ยน เพียงแต่ลมปราณดูไม่ค่อยเสถียรนัก คล้ายกับเพิ่งผ่านการต่อสู้มา

"ท่านพ่อ!"

หยางหยวนซินเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล ตะโกนเรียกเสียงดัง สวี่เสวียนเองก็ตกใจ ไม่รู้ว่าใครกันที่กล้าไปหาเรื่องจ้าวอสูรผู้นี้

"ไม่เป็นไร แค่ไปเจอกับคนของตระกูลเก่าแก่เมื่อกาลก่อน รู้สึกขัดใจเลยเข้าไปถกเถียงด้วยนิดหน่อย"

พูดพลางจ้าวอสูรเต้าเยี่ยนก็อ้าปากคายก้อนทองก้อนเงินออกมา พอสัมผัสถูกอากาศก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตัว

"กลืนแขนมันไปข้างหนึ่ง [ทองคำซิน] ไม่ถูกโฉลกกับข้า แม้จะมีพลังโลหิตปนอยู่บ้าง แต่ต้องใช้เวลาหลอมรวมนานโข กลับไปให้พวกสำนักเซียนที่ฝึก [อัคคีติง] ช่วยดูก็คงหาย"

จ้าวอสูรเต้าเยี่ยนบอกให้หยางหยวนซินวางใจ ก่อนจะหันมาถามสวี่เสวียน

"โยวตู้ได้วิชามาหรือไม่?"

สวี่เสวียนรู้ความนัย รีบหยิบคัมภีร์เต๋าหยกม่วงออกมาให้จ้าวอสูรชมดู

"ดี ดีมาก 'คัมภีร์มังกรท่องบึงอัสนี' เป็นวิชานี้จริงๆ เจ้าจงนำไปฝึกฝนเถิด หากติดขัดสิ่งใด หรือขาดแคลนทรัพยากร ก็มาบอกข้าได้"

จ้าวอสูรเต้าเยี่ยนเห็นสวี่เสวียนได้วิชามาก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดีขึ้นทันตา เขารีบพาทั้งสองเหาะเหินเดินอากาศ แหวกแสงตะวันกลับไปยังภูเขาถวายเพลิง ร่อนลงหน้าตำหนักปิ่งหยาง

เมื่อถึงยอดเขา จ้าวอสูรเต้าเยี่ยนต้องรีบไปรักษาอาการบาดเจ็บจึงขอตัวไปปิดด่าน มอบหมายให้ปีศาจระดับสร้างฐานอีกตนหนึ่งมารับรองสวี่เสวียน

ปีศาจตนนี้สวมชุดคลุมยาวสีแดงอมน้ำตาล บุคลิกเหนือธรรมดา ระดับพลังอยู่ที่ขั้นสร้างฐานช่วงปลาย เป็นเจ้าของสายตาที่สวี่เสวียนสัมผัสได้ตอนอยู่ใน [ห้วงเร้น] นั่นเอง

"คารวะองค์ชายโยวตู้ ข้ามีนามว่าหยางหยวนอี้ เป็นพี่ชายของหยวนซิน ตอนนี้รับหน้าที่ดูแลเรื่องจิปาถะในเผ่าชั่วคราว"

หยางหยวนอี้เชื้อเชิญสวี่เสวียนเข้าไปในตำหนัก แต่ตัวเขาเองไม่ได้นั่งที่เก้าอี้ประธาน กลับเลือกนั่งเก้าอี้รองด้านข้าง เมื่อสวี่เสวียนนั่งลงแล้ว เขาก็ยิ้มพลางกล่าวว่า

"สหายโยวตู้คิดวางแผนอนาคตไว้หรือยัง ไม่ลองพิจารณาฝึกฝนอยู่ที่ภูเขาของข้า รอจนบรรลุขั้นสร้างฐาน แล้วค่อยเข้าถ้ำสวรรค์ไปเลยเล่า"

หยางหยวนอี้พูดเป็นนัย ต้องการหยั่งเชิงดูว่าองค์ชายมังกรผู้นี้จะไปสร้างฐานที่ไหน หากรั้งตัวให้อยู่ที่นี่ได้ตลอด ย่อมวางใจได้มากที่สุด

แต่สวี่เสวียนไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ร่างอวตารนี้ไม่มีจิตวิญญาณ ร่างต้นทางโน้นก็ไม่มีใครดูแล เขาจึงตอบกลับไปว่า

"ขอบคุณสหายหยวนอี้มาก เพียงแต่แม้ข้าจะฝึกฝน [อัสนีสะท้าน] แต่กำพืดเดิมก็มาจากบึงน้ำ เป็นสายเลือดมังกร [น้ำเริ่น] หากอยู่กับ [อัคคีปิ่ง] นานไปจะไม่ส่งผลดี ขอให้ข้าได้ออกไปท่องเที่ยว ชมดูโลกกว้างข้างนอกจะดีกว่า"

หยางหยวนอี้เงียบไป บรรยากาศในตำหนักเริ่มตึงเครียด เป็นหยางหยวนซินที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยแทรกขึ้นมา

"ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพียงแต่หวังว่าพี่โยวตู้จะยอมทำสัญญาสาบานตนกับเผ่าของข้า เพื่อเป็นสักขีพยาน จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย"

หยางหยวนอี้ที่นั่งอยู่จึงเอ่ยสมทบ

"สหายโยวตู้ ตระกูลอีกาไฟของข้ามีรากฐานเบาบาง หากพลาดจากท่านไป ก็คงหาคนที่เหมาะสมไม่ได้อีกแล้ว"

สองพี่น้องคนหนึ่งรับบทคนดี คนหนึ่งรับบทคนร้าย เห็นได้ชัดว่าวางแผนกันมาล่วงหน้า สัญญานี้คงเลี่ยงไม่ได้

ตอนนั้นเองทะเลปราณของสวี่เสวียนก็ไหววูบ เขานึกถึงเทียนถัวขึ้นมาได้ จึงปลดผนึกปราณบริสุทธิ์ออก ได้ยินเสียงปีศาจเฒ่าบ่นอุบ

"อึดอัดจะตายอยู่แล้ว ในที่สุดเจ้าหนูก็ออกมาสักที โอ้ วิชาระดับห้า ได้ของดีมานี่"

"อย่าเพิ่งพูดเรื่องไร้สาระเลย พวกอีกาไฟจะให้ข้าสาบาน จะตกลงดีหรือไม่?"

สวี่เสวียนแอบถามในใจ เทียนถัวตอบกลับมาอย่างไม่ยี่หระ

"เจ้าจะไม่ตกลงได้หรือ อีกาไฟพวกนี้หมายมั่นปั้นมือกับของใน [สวรรค์คลื่นหายนะ] ไว้มาก เจ้ายอมๆ ไปเถอะ"

'พูดเหมือนไม่ได้พูด'

สวี่เสวียนคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับเทียนถัว เขาหันไปมองหยางหยวนอี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"การสาบานเป็นเรื่องดี ย่อมตกลง แต่ขอให้พูดคุยแผนการหลังจากนี้ให้ชัดเจนเถิด เมื่อถึงเวลาเข้าถ้ำสวรรค์จะได้ลงมือได้ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าแม้จะเป็นถึงพญามังกร แต่บึงมืดไพศาลไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ตอนนี้ข้าติดต่อทางนั้นได้น้อยมาก หวังว่าทางเผ่าท่านจะเข้าใจ"

หยางหยวนอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

"เรื่องนี้เดิมทีก็ต้องแจ้งให้สหายโยวตู้ทราบอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา สหายย่อมรู้เรื่องราวในอดีตสมัยราชวงศ์เซี่ยกระมัง?"

สวี่เสวียนทำสีหน้าจริงจัง ประสานมือกล่าว

"ขอสหายช่วยชี้แนะ"

น้ำเสียงของหยางหยวนอี้ดูเหม่อลอย เล่าความหลังเสียงแผ่ว

"กษัตริย์องค์ที่สองแห่งราชวงศ์เซี่ยสวรรคตอย่างกะทันหัน ท่านอีกาทองคำที่อยู่ในตำแหน่ง [ไท่หยาง] เป็นทั้งจักรพรรดิ เป็นทั้งเซียน และเป็นทั้งเทพเจ้า ขนานนามว่าเทียนตี้ จักรพรรดิสวรรค์องค์นี้ทรงส่งเสริมให้มนุษย์และปีศาจปกครองร่วมกัน สรรพสัตว์รักใคร่ปรองดอง ถึงขั้นลบสายเลือดของโอรสองค์โต ให้ไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์เพื่อสืบทอดราชบัลลังก์"

"นั่นคือยุคทองที่รุ่งเรืองเพียงใด เซียน ปีศาจ มาร พุทธ ต่างทำงานร่วมกันในราชสำนัก ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีใครทำได้บ้าง? แต่จุดจบก็เริ่มจากตรงนี้นี่แหละ แต่ละสำนักล้วนมีจุดยืน ความขัดแย้งเพียงแค่ถูกระงับไว้ชั่วคราว เพราะท่านอีกาทองคำยังอยู่ คุณธรรมของท่าน ไม่มีใครกล้าขัดขืน"

"กระทั่งท่านต้องการก้าวหน้าไปอีกขั้น สร้างแดนเซียนบนดินอย่างแท้จริง จึงเดินทางออกสู่นอกจักรวาลเพื่อพิสูจน์มรรคผล หมายจะทำให้ [ไท่หยาง] เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ไร้ร่องรอยสาบสูญไป"

ภาพจิตรกรรมบนเพดานตำหนักสว่างเรืองรองขึ้น ปรากฏภาพอีกาเทพหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด หยางหยวนอี้หยุดเล่าชั่วครู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความอาลัย ก่อนจะเล่าต่อ

"บุตรชายทั้งเก้าที่เหลืออยู่ต่างมีความคิดเป็นของตนเอง พากันก่อกบฏ ยกทัพมาปราบพี่ชายที่ไปเกิดใหม่คนนั้น จนในที่สุดราชวงศ์ก็ล่มสลาย"

"อัคคีปิ่งและอัคคีหลีล้วนใกล้ชิดกับ [ไท่หยาง] ตระกูลซ่งแห่งแคว้นต้าหลีในปัจจุบัน ในอดีตก็เคยเข้ารับราชการและได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องพร้อมกับเผ่าของข้า จึงมีความผูกพันกันอยู่บ้าง ยอมให้เผ่าข้าตั้งรกรากที่นี่ แต่สำนักเซียนจำนวนมากยังคงไม่พอใจ ลอบทำร้ายบรรพชนของข้า แม้แคว้นต้าหลีจะเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่อาจเข้าข้างเผ่าปีศาจได้เต็มที่ เรื่องราวจบลงอย่างลวกๆ สิ่งที่เรียกว่าเซียนและปีศาจอยู่ร่วมกัน เป็นเพียงความอดกลั้นชั่วคราวเท่านั้น"

เมื่อนึกถึงตรงนี้ เปลวเพลิงปิ่งในมือของหยางหยวนอี้ก็ลุกโชน แววตาฉายแววอำมหิต แค่นเสียงเย็นชา

"บรรพชนของข้าบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ ในตอนนั้นมีโอกาสจะได้ครองตำแหน่งรองของ [อัคคีปิ่ง] แต่กลับถูกยันต์เซียน [ทองคำซิน] แผ่นนั้นตบจนร่วงหล่น เดิมทีวางแผนจะเอา [ขี้เถ้าเซียน] ใน [สวรรค์คุนเวย] มารักษา แต่ [สวรรค์คลื่นหายนะ] จะเปิดออกก่อน [น้ำทิพย์อัสนีเคราะห์] ในนั้นก็สามารถใช้รักษาได้เช่นกัน"

สวี่เสวียนฟังแล้วเหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลัง รู้สึกว่าตนเองมาผิดที่เสียแล้ว ตระกูลอีกาเพลิงนี้มีความพัวพันซับซ้อนลึกซึ้ง เกี่ยวโยงกับสำนักเซียนต่างๆ ไปจนถึงราชวงศ์ต้าหลี หากเขากระโดดลงไป เกรงว่าจะยากถอนตัว

"นึกไม่ถึงว่าจะมีต้นสายปลายเหตุเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้ว เพียงแต่อยากทราบว่า เมื่อเข้าถ้ำสวรรค์ไปแล้ว จะเอา [น้ำทิพย์อัสนีเคราะห์] ออกมาได้อย่างไร?"

สวี่เสวียนต้องถามให้กระจ่างก่อน กลัวจะมีหลุมพรางอะไร เจ้าน้ำทิพย์นี่คงเป็นของวิเศษล้ำค่า ขืนเข้าไปยุ่งอาจจะกลายเป็นเป้ากระสุนตกอยู่กลางวงล้อม

"ย่อมไม่ให้องค์ชายมังกรต้องเอาตัวไปเสี่ยงอันตราย เพียงแค่ท่านใช้วิชาจากตำหนักกวานลวี่สร้างฐาน แล้วถือคัมภีร์เล่มนั้น ก็จะสามารถเข้าถ้ำสวรรค์ได้ก่อนใคร ไม่มีค่ายกลใดขวางกั้น เร็วกว่าสำนักอื่นมากนัก สหายเพียงแค่ระบุตำแหน่ง แล้วช่วยนำทางให้ท่านพ่อของข้าเข้าไป ที่เหลือก็เป็นเรื่องการต่อสู้ของระดับจิตวิญญาณแล้ว"

สวี่เสวียนเข้าใจแจ่มแจ้ง ลองประเมินความเสี่ยงดูแล้ว คิดว่าพอทำได้ เขายังมีไพ่ตายอยู่บ้าง

ข้อหนึ่ง นี่เป็นเพียงร่างอวตาร ต่อให้ตาย ขอแค่จิตวิญญาณไม่แตกสลาย ก็กลับคืนร่างต้นได้

ข้อสอง ในตัวเขามีแผ่นศิลาโบราณคอยปกปิด แถมยังมีเทียนถัวคอยดูอยู่ ความได้เปรียบนี้เหนือกว่าคนอื่นมาก

'[สวรรค์คลื่นหายนะ] นี่คือมรดกตกทอดจากวิหารอัสนีโดยตรง แถมยังเคยมีจินตานเจินจวินกำเนิดขึ้นที่นั่น แค่ของที่หลุดรอดออกมานิดหน่อย ก็มีประโยชน์มหาศาลแล้ว'

นี่แทบจะเป็นวาสนาที่ใหญ่ที่สุดที่สวี่เสวียนเคยพบเจอ เผลอๆ โอกาสในการก้าวสู่ระดับจิตวิญญาณอาจจะอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเข้าไปดูให้ได้

"ตกลง เอาตามที่สหายว่า เรามาสาบานกัน จะไม่ผิดคำพูดตลอดไป"

สวี่เสวียนรับคำเสียงหนักแน่น ทั้งสองจึงเริ่มพิธีสาบาน [เกล็ดย้อนอินเร้น] ของสวี่เสวียนสว่างวาบ แสงอินเร้นอันลึกล้ำพวยพุ่งออกมา ส่วนหยางหยวนอี้ก็อัญเชิญขนนกสีแดงออกมาอย่างนอบน้อม บนนั้นมีไฟวิญญาณลุกไหม้ ทั้งสองต่างชี้ฟ้าสาบานตน

[สัตย์สาบานสวรรค์] นี้มีผลผูกมัดรุนแรงมาก แม้แต่ระดับจิตวิญญาณก็ไม่อาจละเมิด มิเช่นนั้นจะถูกตีกลับอย่างหนัก

หลังจบพิธีสาบาน หยางหยวนอี้ก็ดูผ่อนคลายลงมาก ยิ้มพลางกล่าวว่า

"หากเป็นปีศาจตนอื่น เผ่าข้าย่อมไม่กล้าปล่อยให้ออกไป กลัวว่าพวกเซียนเหล่านั้นจะใช้วิธีสกปรก"

"แต่สหายโยวตู้เป็นสายเลือดมังกรโดยตรง ต่างจากพวกมังกรเลือดผสมที่ถูกเนรเทศออกมา มีชื่อจารึกอยู่ใน [ทำเนียบมังกร] แม้แต่ฝ่ายเซียนก็ต้องให้เกียรติ เพราะวังมังกรทะเลตะวันออกและทะเลเหนือต่างก็ประกาศตัวออกมาแล้ว เคยมีราชโองการว่า หากระดับจิตวิญญาณลงมือกับลูกหลานมังกรที่มีชื่อในทำเนียบโดยตรง จะต้องถูกเอาเรื่อง"

"เพียงแต่คัมภีร์เต๋าเล่มนั้นขอฝากไว้ที่เผ่าของข้าก่อนได้หรือไม่ สหายคัดลอกไปศึกษาได้ ข้ากลัวว่าจะมีคนมาแย่งชิงไป"

เรื่องนี้คุยง่าย สวี่เสวียนต้องการแค่วิชา ส่วนตัวคัมภีร์ที่เป็นกุญแจเข้าถ้ำสวรรค์นั้นเป็นของร้อน เขาจึงตกลง คัดลอกเนื้อหาแล้วส่งต้นฉบับให้หยางหยวนซิน

"สิ่งนี้ขอมอบให้สหายโยวตู้ เพื่อใช้คุ้มครองกาย และเป็นการชดเชย"

กล่าวจบ หยางหยวนอี้ก็ส่งขนนกสีแดงเส้นนั้นมาให้ มันเก็บงำความมหัศจรรย์ลง กลายเป็นขนนกสีแดงเข้มธรรมดา ความยาวหนึ่งศอก

"นี่คือสิ่งใด?"

สวี่เสวียนรับมา รู้สึกได้ว่าขนนกนี้ไม่ธรรมดา ดูคล้ายกับ [เกล็ดย้อนอินเร้น] ที่เทียนถัวให้เขามาอยู่บ้าง

"คือ [ขนนกแท้สถิตเพลิง] ของเผ่าเรา เป็นสิ่งที่บรรพชนทิ้งไว้ ขอมอบให้องค์ชายมังกร หากท่านประสบภัย เพียงกระตุ้นขนนกนี้ ท่านพ่อของข้าก็จะสัมผัสได้"

สวี่เสวียนกล่าวขอบคุณยกใหญ่ นี่ต้องเป็นขนนกประจำกายของระดับจิตวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วแน่นอน ดูท่าว่าพวกอีกาไฟจะทุ่มสุดตัวจริงๆ เพื่อรับประกันว่าเขาจะสร้างฐานสำเร็จ

สวี่เสวียนไม่กล้ารบกวนนาน กลัวพวกอีกาไฟเปลี่ยนใจกักตัวเขาไว้ จึงตกลงกับหยางหยวนอี้ว่าจะติดต่อกันเป็นระยะผ่านทาง [ห้วงเร้น] เมื่อสร้างฐานสำเร็จแล้วจะเข้าถ้ำสวรรค์

เมื่อออกจากภูเขาถวายเพลิงมาแล้ว สวี่เสวียนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าทำไมไม่ขอทรัพยากรมาเพิ่มอีกสักหน่อย น่าจะหน้าหนากว่านี้อีกนิด ไหนๆ จ้าวอสูรเต้าเยี่ยนก็บอกแล้วว่าขาดเหลืออะไรให้บอก

"เจ้าจงพอใจเถอะ พวกอีกาไฟลงทุนมหาศาลแล้ว ใน [ขนนกแท้สถิตเพลิง] นั้นยังมีเชื้อไฟระดับจิตวิญญาณสายอัคคีปิ่งซ่อนอยู่ด้วย น่าจะเป็น [อัคคีแดงสลายพันธะ]"

เทียนถัวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงดูสนใจ

"เชื้อไฟระดับจิตวิญญาณสายอัคคีปิ่ง?"

สวี่เสวียนถามด้วยความสงสัย เทียนถัวจึงอธิบาย

"ตระกูล [อีกาถวายเพลิงสุริยันปิ่ง] น่าจะมีมรดกไฟวิญญาณสามสาย หนึ่งคือ [อัคคีอีกาสถิตสวรรค์] ที่เกิดจากสายเลือด สองคือไฟ [ไท่หยาง] ที่อีกาทองคำประทานให้ และสุดท้าย [อัคคีแดงสลายพันธะ] นี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ราชาอีกาไฟในสมัยราชวงศ์เซี่ยทิ้งไว้หลังสิ้นชีพ"

"เป็นเพียงเชื้อไฟเล็กน้อยเท่านั้น หากเจ้าอยากให้มันสมบูรณ์ ไม่รู้ต้องถมของวิเศษธาตุไฟลงไปเท่าไหร่ แต่ในโลกนี้ น้ำวิเศษไฟวิเศษที่ใช้ฝึกฝนและต่อสู้ได้นั้นล้วนหายากยิ่ง ลำพังแค่เชื้อไฟนี้ ก็มีค่าพอๆ กับขนนกเส้นนั้นแล้ว"

สวี่เสวียนเก็บของสิ่งนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ถอนหายใจกล่าวว่า

"อีกาไฟพวกนี้ฐานะร่ำรวยจริงๆ ลงมือทีก็ให้ทั้งอาวุธโบราณ ขนนกระดับจิตวิญญาณ และไฟวิญญาณ"

"เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย ตระกูลซ่งแห่งแคว้นต้าหลียิ่งไม่ต้องพูดถึง เคยมีเทพเจินจวินสาย [อัคคีหลี] กำเนิดขึ้น ครอบครอง [สวรรค์หลีหยาง] นั่นต่างหากคือความมั่งคั่งที่แท้จริง"

เทียนถัวเองก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เผ่าพันธุ์ที่มีประวัติยาวนานเหล่านี้ รากฐานความมั่งคั่งลึกซึ้ง ไม่ใช่สิ่งที่ระดับจิตวิญญาณเพียงคนเดียวจะสะสมได้

สวี่เสวียนให้เทียนถัวตรวจสอบของทั้งหมดว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แน่ใจว่าอำพรางตัวตนเรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมตัวออกเดินทาง

เขายังคงใช้เส้นทางน้ำ แต่คราวนี้สวี่เสวียนจงใจว่ายอ้อม ตั้งใจจะว่ายไปทางมณฑลธาราสวรรค์ก่อน แล้วค่อยวกกลับมายังมณฑลเมฆาชาด

ตอนนี้ต้องระวังตัวให้มากที่สุด เขาชิงวิชามาได้ ไม่รู้ว่ามีกี่สายตาที่กำลังจ้องมองอยู่ แต่เทียนถัวบอกให้วางใจ ต่อให้ระดับจิตวิญญาณพวกนั้นมองไม่เห็นร่องรอยของสวี่เสวียน ก็จะคิดว่าเป็นฝีมือของบึงมืดไพศาล ไม่ทันคิดไปถึงทางอื่น

สวี่เสวียนกระโจนลงสู่แม่น้ำหลี ว่ายมุ่งหน้าไปทางมณฑลธาราสวรรค์ ปลาคาร์ปเกล็ดเขียวตัวหนึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างสบายอารมณ์ ดูอิสระเสรีไร้กังวล

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - การจัดเตรียม

คัดลอกลิงก์แล้ว