- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากการทดสอบเลื่อนระดับอารยธรรม ฉันก็เริ่มแอ๊บเป็นอัจฉริยะแล้ว
- บทที่ 13 - โถงทางเดินอันโกลาหล
บทที่ 13 - โถงทางเดินอันโกลาหล
บทที่ 13 - โถงทางเดินอันโกลาหล
โถงทางเดินชั้นสอง ในตอนนี้ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง
ฝูงชนที่ตื่นตระหนกราวมกับเขื่อนแตก กำลังทะลักขึ้นมาจากทางบันไดวนอย่างบ้าคลั่ง
เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ การผลักไส การล้มลุกคลุกคลาน
กลิ่นคาวเลือดที่ฉุนกึกผสมกับกลิ่นเหม็นคาวคล้ายสนิมเหล็กคละคลุ้งไปในอากาศ
ชั้นล่าง เสียงคำรามและการฉีกกระชากของอสูรหมาป่าผุพังราวกับกลองมรณะที่เร่งเร้า ดังใกล้เข้ามาและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
"ไสหัวไป! อย่าขวางทาง!"
"แม่จ๋า... แม่!"
"ช่วยด้วย!!!"
หลินอี้ในชุดเกราะสีดำทั้งตัว ถือกระบองยาว ราวกับเรือลำเดียวที่กำลังทวนกระแสน้ำท่ามกลางฝูงชน
เขาพยายามอย่างสุดกำลังที่จะปัดป้องร่างกายที่พุ่งเข้ามาชน สายตาที่ร้อนรนมองทะลุความโกลาหล ล็อกเป้าหมายไปยังป้ายห้องน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในโถงทางเดิน
"อ๊าก!!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนจนแผดเพี้ยนดังมาจากชั้นล่าง ตามมาด้วยเสียงฉีกกระชากที่น่าขนลุกและเสียงคำรามอย่างตื่นเต้นของสัตว์ประหลาด
ความตื่นตระหนกของฝูงชนระเบิดออกในทันที!
"มันขึ้นมาแล้ว! สัตว์ประหลาดจะขึ้นมาแล้ว!!"
"วิ่งสิ รีบไปซ่อนเร็ว!!!"
ฝูงชนยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้น คนส่วนใหญ่ราวกับแมลงวันที่หัวขาด กรีดร้องพลางวิ่งพล่านไปทั่ว หรือพยายามที่จะพุ่งชนประตูห้องจัดเลี้ยงอื่นๆ ที่ปิดสนิท
"ใครไม่อยากตายฟังทางนี้!"
เมื่อมองดูโถงทางเดินที่โกลาหลและแออัด หลินอี้ก็ตะโกนลั่นพลางพยายามพุ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง
"ไปที่ห้องฝูซิ่วด้านหลังฉัน! ข้างในไม่มีคน ประตูเปิดอยู่ รีบไป! เข้าไปซ่อนแล้วขวางประตูให้ดี!"
หลินอี้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
นั่นคือห้องจัดเลี้ยงว่างห้องหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นตอนที่เดินผ่านมาเมื่อครู่นี้ ประตูเปิดอยู่ ในตอนนี้มันคือที่หลบภัยที่ใกล้ที่สุด
ท่ามกลางความโกลาหล เมื่อได้ยินคนชี้ทาง คนส่วนใหญ่ก็มองไปยังทิศทางที่เขาชี้ตามสัญชาตญาณ ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายไว้ได้ เริ่มพยายามเบียดเสียดกันไปยังห้องฝูซิ่ว
"ใครที่เบียดเข้าห้องฝูซิ่วไม่ได้ ก็หาห้องจัดเลี้ยงว่างที่ใกล้ที่สุด ล็อกประตู! ขวางให้สนิท!"
หลินอี้ยังคงตะโกนต่อไปพลางพุ่งไปข้างหน้า เสียงแหบแห้งเพราะความร้อนใจ "หรือวิ่งขึ้นไปชั้นสาม อย่ามาออตันกันที่โถงทางเดิน! เปิดทางรอดให้คนข้างหลังด้วย!"
ในตอนนั้นเอง แม่ยังสาวคนหนึ่งที่กำลังอุ้มทารกและเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ก็ถูกฝูงชนผลักจนล้มลงแทบเท้าของหลินอี้ ทารกในอ้อมแขนส่งเสียงร้องไห้แผ่วเบา ดวงตาของเธอว่างเปล่า ดูเหมือนจะสิ้นหวังแล้ว
"ลุกขึ้น!"
หลินอี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย คว้าแขนของเธอไว้มั่น ดึงเธอให้ลุกขึ้นมา
หลินอี้จ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและคราบเลือดของเธอ ไม่มีเวลาจะพูดอะไรมาก เพียงแค่พูดประโยคง่ายๆ "คิดถึงลูกของคุณสิ ไปที่ห้องฝูซิ่ว เร็วเข้า!"
คำพูดนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าความสิ้นหวังของหญิงผู้เป็นแม่ เธอก้มลงมองผ้าอ้อมในอ้อมแขนแวบหนึ่ง จากนั้นก็กอดลูกไว้แน่น วิ่งโซซัดโซเซเข้าไปสมทบกับฝูงชนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังห้องฝูซิ่ว
หลินอี้ไม่มีเวลามองตาม เขายังคงทวนกระแสฝูงชนต่อไป อันดับแรกเขาพยายามผลักชายวัยกลางคนที่กำลังสติแตกและพยายามจะคว้าชุดเกราะของเขาไว้ไม่ให้ปล่อยออกไป จากนั้นก็ใช้กระบองยาวยันผู้หญิงอีกคนที่ขวางอยู่ด้านหน้าซึ่งเอาแต่กรีดร้องและวิ่งชนไปทั่วอย่างไม่เกรงใจ เปิดเส้นทางออกไปอย่างแข็งขัน
ในที่สุด เขาก็พุ่งมาถึงหน้าประตูห้องน้ำ และพบว่าประตูห้องน้ำหญิงถูกปิดไว้
เขาลองบิดลูกบิดประตูดู บิดไม่ไป มันล็อกอยู่
"เสี่ยวเหมิง! อยู่ข้างในหรือเปล่า"
หลินอี้ทุบไปที่ประตูไม้ของห้องน้ำหญิงอย่างร้อนใจ
"พี่ชายเหรอ พี่! ใช่พี่หรือเปล่า"
เสียงตอบกลับที่เจือปนเสียงสะอื้นและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของโจวเหมิงเหมิงดังมาจากข้างในทันที ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความดีใจที่ได้พบแสงสว่างในยามคับขัน
"ฉันเอง! เสี่ยวเหมิง! เปิดประตู เร็วเข้า!"
ในใจของหลินอี้คลายลง อย่างน้อยคนก็ไม่เป็นอะไร ยังอยู่ข้างใน
แกร็ก
กลอนประตูถูกปลดจากด้านใน เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา มันคือโจวเหมิงเหมิง
เมื่อเธอเห็นพี่ชายที่สวมชุดเกราะและถือกระบองยาวอยู่ด้านนอก ก็ร้องไห้โฮออกมา พุ่งเข้าไปกอดหลินอี้
"พวกเธอเป็นใคร"
หลินอี้ดึงเสี่ยวเหมิงไปหลบอยู่ด้านหลังก่อน จากนั้นก็ใช้ตัวยันประตูไว้ สายตาคมกริบกวาดมองเข้าไปด้านใน
เขาเห็นคนสามคนกำลังขดตัวสั่นเทาอยู่ที่มุมด้านในของห้องน้ำแคบๆ สองคนเป็นเด็กสาวในชุดพนักงานเสิร์ฟ และอีกคนเป็นสาวออฟฟิศในชุดทำงานที่เปรอะเปื้อนคราบเลือด กำลังถือโทรศัพท์มือถือสั่นเทาไม่หยุด
ใบหน้าของพวกเธอซีดขาวราวกับกระดาษ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด เบียดตัวเข้าหากันแน่น ร่างกายสั่นเทาราวกับใบไม้ที่ต้องลม
"พี่ พวกเขา"
โจวเหมิงเหมิงสะอื้นพลางอธิบาย "เมื่อกี้หนูกำลังล้างมืออยู่ ข้างนอกก็จู่ๆ ก็เสียงดังมาก แล้วก็ได้ยินเสียงกรี๊ด... พี่สาวพนักงานเสิร์ฟสองคนนี้กับพี่สาวคนนี้ก็วิ่งเข้ามาค่ะ"
โจวเหมิงเหมิงชี้ไปที่สาวออฟฟิศคนนั้น "พวกเขาบอกว่าข้างล่างมี... มีสัตว์ประหลาดกินคนพุ่งเข้ามา! ก็เลยดึงหนูเข้ามาหลบอยู่ด้วยกันค่ะ"
สาวออฟฟิศเหลือบมองหลินอี้แวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง นิ้วจิ้มไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างบ้าคลั่ง
"โทรไม่ติด... ยังไงก็โทรไม่ติด!"
เสียงของเธอแหลมเล็กและสิ้นหวัง แสงจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าที่ซีดไร้สีเลือดของเธอ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าไปอีก
"เบอร์แจ้งตำรวจสายไม่ว่างตลอดเลย โทรฉุกเฉินก็ไม่ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้!"
แจ้งตำรวจ
หลินอี้ถอนหายใจในใจ
เบอร์แจ้งตำรวจตอนนี้คงจะถูกโทรเข้าไปจนสายไหม้หมดแล้ว และอีกไม่นานแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์มือถือก็จะหายไปด้วย
เพราะการจุติของอสูรห้วงอเวจีเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ยิ่งเป็นสถานที่และสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะปรากฏรังอสูรห้วงอเวจีระดับสูงในบริเวณใกล้เคียงก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงไฟฟ้า สถานีฐานการสื่อสาร และอื่นๆ ทยอยใช้งานไม่ได้ อีกไม่นาน พื้นที่ส่วนใหญ่ไฟฟ้า เครือข่าย และการสื่อสารก็จะถูกตัดขาด
ส่วนกองทัพ ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องไปหวัง พวกเขาในตอนนี้ส่วนใหญ่คงจะตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยากลำบากแล้ว
ทว่า เพียงแค่ร่างกายของคนธรรมดาอย่างพวกเขา ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอสูรห้วงอเวจีระดับสูงเลยแม้แต่น้อย ในท้ายที่สุดส่วนใหญ่ก็จะถูกตีจนแตกกระเจิงและถูกบีบให้ต้องแยกย้ายกันถอยหนี
กำลังรบเดียวภายในเขตเมืองที่ยังพอจะทำอะไรได้บ้างก็คือกำลังตำรวจ ทหาร และอื่นๆ แต่เนื่องจากจำนวนคนที่น้อยเกินไป บวกกับกระสุนและเสบียงอื่นๆ ที่มีจำกัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นอสูรห้วงอเวจีลูกแรกที่ถาโถมเข้ามา ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำหยดเดียวในกองเพลิง
ดังนั้น อย่าไปหวังพึ่งการขอความช่วยเหลือเลย ในเวลาแบบนี้ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ออกมาตรงๆ ได้
เมื่อเสียงคำรามและเสียงกรีดร้องโหยหวนจากทางฝั่งบันไดดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลินอี้ก็ทำได้เพียงเร่งเร้าอย่างร้อนรน
"เสี่ยวเหมิง ตามฉันมา คุณลุงคุณป้ากำลังเป็นห่วง พวกเขารออยู่ในห้องจัดเลี้ยง! ที่นี่ไม่ปลอดภัย!"
สายตาของเขากวาดมองคนทั้งสามที่อยู่ข้างใน น้ำเสียงจริงจังอย่างที่สุด
"อยู่ที่นี่ไม่ได้ ประตูนี่มันบางเกินไป ข้างล่างยังมีช่องระบายอากาศอีก มันไม่ปิดทึบ! ตามฉันไป ไปที่ห้องจัดเลี้ยง พวกเรากำลังใช้โต๊ะเก้าอี้ขวางประตูอยู่ ปลอดภัยกว่าที่นี่เยอะ! เร็วเข้า!"
เห็นแก่ที่พวกเธอดึงเสี่ยวเหมิงเข้าไปหลบในห้องน้ำด้วย หลินอี้จึงได้เตือนเป็นพิเศษ
เขารู้ดีว่าอสูรห้วงอเวจีมันเป็นตัวอะไร รังอสูรห้วงอเวจีขนาดจิ๋วไม่ได้ผลิตแค่อสูรหมาป่าผุพังเพียงชนิดเดียว การที่ยังคงอยู่ในห้องน้ำ อาศัยเพียงประตูไม้บางๆ บานนี้ แถมยังไม่มีอะไรมาใช้ขวางประตูได้อีก มีแต่ตายสถานเดียว
"แต่... แต่ข้างนอก"
เด็กสาวพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งมองไปยังเสียงอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากส่วนลึกของโถงทางเดินด้วยความตกใจ เสียงสั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์
"จะตามมาหรือจะรอความตาย ก็เลือกเอาเอง!"
เสียงของหลินอี้พลันกดต่ำลงในทันใด เขาไม่พูดอะไรอีก มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของเสี่ยวเหมิงไว้แล้วดึงเธอมาอยู่ด้านหลัง ส่วนมืออีกข้างก็กำกระบองยาวไว้แน่น หันหลังเดินออกไปทันที
โจวเหมิงเหมิงในตอนนี้หยุดสะอื้นแล้ว เธอกำขอบชุดเกราะของพี่ชายไว้แน่น เดินตามไปอย่างเชื่อฟัง
เด็กสาวพนักงานเสิร์ฟทั้งสองคนมองดูแผ่นหลังที่แม้จะดูอ่อนเยาว์แต่กลับแน่วแน่อย่างน่าประหลาดของหลินอี้ รวมถึงชุดเกราะที่ดูไม่ธรรมดาบนตัวเขาและกระบองยาวที่ดูหนักอึ้งในมือ เมื่อได้ยินเขาบอกว่าในห้องจัดเลี้ยงกำลังจัดการป้องกันตัว สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดก็มีชัยเหนือความกลัวในที่สุด
พวกเธอสบตากัน กัดฟัน พยุงกันและกัน วิ่งโซซัดโซเซตามหลังหลินอี้ไป
"โทรศัพท์ยังไม่ติด... จบสิ้นแล้ว พวกเราจบสิ้นกันหมดแล้ว"
สาวออฟฟิศเห็นคนอื่นไปกันหมดแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ตามลำพัง เธอวิ่งตามออกมาอย่างเหม่อลอย ในมือยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ปากก็พึมพำไม่หยุด เห็นได้ชัดว่ากำลังอยู่บนขอบเหวของการสติแตก
"ถ้าจะตามมาก็อย่าส่งเสียง! เก็บโทรศัพท์มือถือไปซะ!"
หลินอี้ตะคอกเสียงต่ำ ดึงเสี่ยวเหมิงมาหลบอยู่ด้านในชิดกำแพง ส่วนตัวเองก็ถือกระบองยาว เดินอยู่ด้านนอกของกลุ่ม
"แล้วอีกอย่าง ถ้าเผื่อว่าเจอสัตว์ประหลาดเข้า พวกเธอจำไว้ว่าให้หลบไปไกลๆ อย่ามาเกะกะเด็ดขาด"
สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังหัวมุมโถงทางเดินด้านหน้าที่เชื่อมต่อไปยังบันได ราวกับคบเพลิง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะกำชับ
เสียงเสียดสีของชุดเกราะในตอนนี้ดังแสบแก้วหูอยู่บ้างในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า แต่เขาก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว
ในตอนนี้เวลาคือชีวิต การ "บังเอิญ" เจอกับอสูรหมาป่าผุพังกลับเป็นเรื่องรอง โอกาสมีอยู่ถมไป ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพาเสี่ยวเหมิงกลับไปก่อน
เพราะอย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงร่างกายของคนธรรมดา การป้องกันตัวเองแม้จะไม่มีปัญหา แต่การที่จะต้องคอยปกป้องเสี่ยวเหมิงไปด้วย ก็ยังคงต้องระมัดระวังไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
(จบแล้ว)