เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49

ตอนที่ 49

ตอนที่ 49


บทที่ ๔๙ : 

หลังจากยืนยันว่าระดับการวาดยันต์ประกายทองของตนเข้าที่เข้าทางแล้ว... คลาวน์ก็นำกระดาษยันต์ออกมา... เทของเหลวสุริยันอัคคีครึ่งถ้วยออกมาจากลูกแก้วผลึกแห่งทะเลจิตสำนึก

เช่นเดียวกับน้ำค้างจันทรา... หากต้องการจะเก็บรักษาของเหลวสุริยันอัคคี... ก็จำเป็นต้องใช้ขวดหยกเช่นกัน... ที่ดีที่สุดคือหยกอุ่น... เช่นนี้จึงจะสามารถรับประกันได้ว่าสรรพคุณจะไม่สูญเสียไป

แล้วข้าจะไปหาของแบบนั้นมาจากไหน... คนที่นี่ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับหยก... คิดว่ามันเป็นเพียงแร่ที่สวยงามชนิดหนึ่งเท่านั้น... อยากจะซื้อก็หาที่ซื้อไม่ได้

เขาเตรียมจะรอให้กองคาราวานของชาวยิปซีมาถึงในครั้งต่อไป... แล้วค่อยสอบถามดูว่าอีกฝ่ายจะพอจะช่วยหามาให้ได้บ้างหรือไม่

เนื่องจากมีการเตรียมการที่พร้อมสรรพและมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว... ครั้งนี้ความเร็วในการวาดยันต์จึงเพิ่มขึ้นไม่น้อย... ไม่ถึงสองชั่วโมง... กระดาษยันต์ในมือก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น

ได้ยันต์ประกายทองมาทั้งหมดสี่สิบสองแผ่น... อัตราความสำเร็จต่ำกว่าการวาดยันต์ชำระจิตเล็กน้อย... แต่ก็มีอัตราความสำเร็จถึง 50%

คลาวน์ปลดกระดุมเสื้อ... แปะยันต์ประกายทองไว้ที่หน้าอก

เขากดลงบนกระดาษยันต์เบาๆ... จากนั้นราวกับมีแรงดูดจางๆ ส่งผ่านมา... อักขระยันต์ดูดติดอยู่บนผิวหนัง

สองสามวินาทีต่อมา... กระแสธารอันอบอุ่นก็แผ่ออกมาจากหน้าอก... แผ่ซ่านไปทั่วแขนขา ทั่วร่าง

ขณะเดียวกัน... 'รอยหมึก' บนอักขระยันต์ก็มีประกายแสงสีทองไหลเวียนอยู่จางๆ

เขารู้สึกว่าตนเองราวกับอยู่ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น... แต่กลับไม่รู้สึกร้อน... สบายมาก

เขาลองใช้วิธีอื่นดูอีก... เช่น แปะไว้ที่หน้าผากหรือแขน... แล้วสังเกต

สุดท้าย... เขาก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง: ยันต์ประกายทองขอเพียงสัมผัสกับผิวหนังของคนโดยตรง... ก็จะมีผลทั้งสิ้น... ยันต์ประกายทองหนึ่งแผ่น... คงอยู่ได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง)

ส่วนที่ว่าขับไล่สิ่งชั่วร้ายภายนอกนั้น... ตอนนี้ยังไม่มีเป้าหมายให้ทดลอง... คงต้องรอพิสูจน์ในภายหลัง

คลาวน์นั่งขัดสมาธิข้างเตียง... จินตภาพมนตราประกายทองเพื่อฟื้นฟูพลังใจของตน

หลังจากผ่านไปห้าหกรอบใหญ่... เขาก็ออกจากสภาวะจินตภาพ

เขาชกมวย... เตะขา... ยืดเส้นยืดสาย

ขณะเดียวกัน... เขาก็กำลังครุ่นคิดว่าควรจะประยุกต์ใช้อักขระยันต์อย่างไรดี

การปลุกพลังของอักขระยันต์น่าจะมีวิธีการอื่นอีกสินะ?

คลาวน์พึมพำกับตัวเอง... ยันต์ประกายทองยังดีหน่อย... แปะไว้บนเนื้อหนังตรงไหนก็ได้

อย่างยันต์ชำระจิต... หากอยู่ในการต่อสู้ แล้วอยากจะใช้... จะมีโอกาสที่ไหนไปเตรียมน้ำสะอาดมาจุดไฟดื่ม?

เมื่อคิดได้ดังนี้... เขาหยิบยันต์ชำระจิตออกมาแผ่นหนึ่ง... ลองแปะไว้ที่หน้าผาก

ยันต์ชำระจิตส่งแรงดูดออกมาจางๆ... ดูดติดอยู่ที่หน้าผากอย่างมั่นคง

สองสามวินาทีต่อมา... ความรู้สึกเย็นสบายก็เริ่มจากหน้าผาก... เคลื่อนไปยังทุกส่วนของร่างกาย

สำเร็จแล้ว... ดูท่าคำแนะนำในทักษะก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น... คิดดูก็น่าจะใช่... ต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นเพียงคำอธิบายเบื้องต้น ไม่ใช่คู่มือการใช้งานฉบับละเอียด

คลาวน์กดไลค์ให้จิตวิญญาณแห่งการสำรวจของตนเองครั้งใหญ่

กระดาษยันต์ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว... ในที่สุดเขาก็มีเวลาหยิบตำรับยาที่นักล่าอสูรให้มาแล้วก็ค่อยๆ ศึกษา

ตำรับยาที่เกรอลท์ให้มามีอยู่สองอย่าง... อย่างแรกคือโอสถพละกำลัง... สามารถเสริมพละกำลังจำนวนมากให้แก่ผู้รับได้อย่างรวดเร็ว... สมุนไพรข้างในล้วนเป็นสมุนไพรประเภทบำรุงกำลังอย่างยิ่ง... อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าโอสถเสริมพลัง... สามารถกระตุ้นศักยภาพของคนได้ชั่วคราว... เพิ่มพูนพลังกล้ามเนื้อ... ผลข้างเคียงคือจะมีช่วงเวลาที่อ่อนแรงอยู่ระยะหนึ่ง

ระยะเวลาของผลข้างเคียงนี้ไม่แน่นอน... จะแตกต่างกันไปตามร่างกายของแต่ละคน... ประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมง... อาจจะสั้นกว่านี้... หรือก็อาจจะยาวกว่านี้ก็ได้

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดถึงสมุนไพรที่ต้องการและความยุ่งยากของขั้นตอนการปรุงแล้ว... คลาวน์ตัดสินใจว่าจะฝึกปรุงโอสถเสริมพลังก่อน

การจินตภาพมนตราประกายทองมอบพลังใจที่เปี่ยมล้นและความอดทนที่ยอดเยี่ยมให้แก่เขา... ความต้องการที่จะปรุงโอสถพละกำลังของเขาจึงไม่ได้รุนแรงนัก... แต่โอสถเสริมพลังนั้นต่างออกไป... มันสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้ในทันที... หากพกติดตัวไว้สักสองสามหลอด... ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้

ในกรณีที่มีอาหารเพียงพอ... มนตราประกายทองสามารถเสริมพลังใจและพละกำลังได้อย่างรวดเร็ว... หากเขาใช้โอสถเสริมพลัง... ระยะเวลาของผลข้างเคียงก็น่าจะลดลงจนถึงค่าที่ต่ำอย่างยิ่ง

เมื่อมองดูวัตถุดิบต่างๆ ที่บันทึกไว้ในโอสถเสริมพลัง... ในสมองของคลาวน์ก็ปรากฏภาพการเตรียมวัตถุดิบเหล่านี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว... และยังจำลองขั้นตอนการปรุงในสมองด้วย... เขาคาดการณ์ว่าขั้นตอนไหนจะเกิดปัญหา... และควรจะรับมืออย่างไร

เมื่อเขารู้สึกว่าตนเองเข้าใจจนกระจ่างแจ้งแล้ว... เขาก็มายังห้องปรุงยา

นับตั้งแต่ที่ทำข้อตกลงกับชาวยิปซีเสร็จสิ้น... เขาก็ไม่ได้ปรุงยาอะไรอีกเลย

บนโต๊ะเล่นแร่แปรธาตุ... ก็มีฝุ่นเกาะอยู่ชั้นหนึ่ง

คลาวน์หยิบผ้าขี้ริ้วเปียกมา... ทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว

จากนั้น...  เขาก็หันไปเปิดหีบยาประจำตัว แล้วค่อยๆ คัดเลือกสมุนไพรตามตำรับที่ต้องการ

สุดท้าย... ก็รวบรวมวัตถุดิบได้เพียงหนึ่งชุด... วัตถุดิบหนึ่งชุดสามารถปรุงยาออกมาได้หนึ่งกลุ่ม... ก็คือสามขวด

มีวัตถุดิบชนิดหนึ่งเรียกว่า "ใบเฟิร์นดาวหยาดโลหิต"... เป็นพันธุ์ที่กลายพันธุ์ของใบเฟิร์นดาว... บนใบมีจุดด่างคล้ายหยดเลือดสีแดง... สมุนไพรชนิดนี้หายากมาก... ในมือของเขามีเพียงต้นเดียว

เขาบดสมุนไพรใส่ลงในภาชนะเพื่อสกัด... ของเหลวที่ได้ก็นำมาแบ่งออกเป็นสามส่วนเล็กๆ

เช่นนี้... ก็จะสามารถปรุงได้สามครั้ง... เขาก็จะสามารถสะสมประสบการณ์ได้มากขึ้น... หากโชคดีสำเร็จสักครั้งหนึ่ง... ไม่เพียงแต่จะคืนทุน... ยังได้กำไรเล็กน้อยอีกด้วย

จากขั้นตอนการปรุงและความยากง่ายในการจัดการสมุนไพร... โอสถเสริมพลังนั้นมีความยากสูงกว่าโอสถโลหิตเดือดเล็กน้อย... แต่คลาวน์ก็ยังมีความมั่นใจว่าจะสำเร็จในสักครั้งหนึ่ง

คุณลักษณะของกำแพงสีทองมอบความกล้าที่แตกต่างจากนักเล่นแร่แปรธาตุทั่วไปให้แก่เขา... ความสามารถของเขาไม่มีขึ้นลง... อาจจะน้อยครั้งที่จะทำได้ดีเกินคาด... แต่ก็อยู่ในระดับที่ดีที่ค่อนข้างคงที่อย่างแน่นอน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา... คลาวน์ดับตะเกียงแอลกอฮอล์... มือไวตาเร็วเทยาต้มสีเหลืองดินในเบ้าหลอมลงในหลอดยาทดลองแล้ววางไว้บนชั้นวางให้เย็นตัว

รออยู่ครู่หนึ่ง... เมื่อยาเย็นลงพอสมควร... เขาก็ใช้คีบคีบหลอดยาทดลองขึ้นมา...และ เขย่าเบาๆ

สีของยายังคงสดใส... ไม่มีตะกอนใดๆ... กลิ่นเผ็ดจางๆ ระเหยออกมา

"แปะ" เขาดีดนิ้วอย่างยินดี... พึมพำหนึ่งที "เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง"

เขาทำความสะอาดเครื่องมือ... ปรุงต่อไป... และก็สำเร็จอีกครั้ง

เขาเรียกกำแพงสีทองออกมา... ค่าความชำนาญของศาสตร์สมุนไพรเพิ่มขึ้นประมาณยี่สิบแต้ม

【สมุนไพรศาสตร์: 1294/5000; ขั้นที่สาม】

หนึ่งการไถหว่านหนึ่งการเก็บเกี่ยว... ความรู้สึกนี้มันสุดยอดจริงๆ

คลาวน์เก็บยา... เขาจินตภาพมนตราประกายทองไปสองรอบใหญ่... แล้วนอนหลับอย่างสบายใจ

...

หมู่บ้านคาลิมเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ทุรกันดารที่สุดของอาณาจักรฟารูค... มันตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาแอนดีส

เนื่องจากการติดต่อกับโลกภายนอกมีอยู่อย่างจำกัด วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ยังคงเรียบง่ายและยึดถือขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น

หมู่บ้านอยู่ห่างจากเมืองที่ใกล้ที่สุดคือเขตซาค... ต้องเดินเท้าข้ามเขานานเจ็ดถึงแปดวันจึงจะถึง

พวกเขาอาศัยการล่าสัตว์และเก็บของป่าเป็นอาชีพ... เทือกเขาแอนดีสอันอุดมสมบูรณ์คือสวรรค์ของสัตว์ป่า... สัตว์นานาชนิดและรับประกันว่าชาวบ้านมีเนื้อสัตว์บริโภคอย่างเพียงพอ... ทั้งชาย หญิง เด็ก คนชราล้วนเติบโตอย่างแข็งแรงและสูงใหญ่

สองสามวันก่อน... ในป่าเขาเริ่มมีม่านหมอกสีเทาแผ่ขยาย... ข้างในมีกลิ่นคาวปลาจางๆ

หมอกนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง... หลังจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจะหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด... และที่หลบซ่อนนั้นก็จะเกิดเป็นสีดำหนาทึบ

พอตะวันตกดิน... ก็กลับแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

เฒ่ามิลตันคือผู้ใหญ่บ้านของที่นี่... เขารู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง

นับตั้งแต่ที่หมู่บ้านถูกม่านหมอกล้อมรอบ... อารมณ์ของชาวบ้านก็พลันร้อนรุ่มขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป... มักจะเกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆบ่อยครั้ง

ไม่ใช่แค่ระหว่างเพื่อนบ้านที่เกิดเรื่องเช่นนี้... ระหว่างคนในครอบครัวที่สนิทสนมกันก็จะเกิดการทะเลาะวิวาทหรือถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเพราะเรื่องเล็กน้อย

ราตรีดึกสงัด... เขานอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงนอนและไม่หลับ... คิดว่าพรุ่งนี้จะเรียกประชุมชาวบ้าน... หารือถึงมาตรการรับมือ

"แง...แง..."

ห้องข้างๆ เสียงเด็กร้องไห้ดัง... ที่นั่นมีหลานสาวสองคนของเขาอยู่... คนโตเก้าขวบ... คนเล็กห้าขวบ... สองพี่น้องมักจะทะเลาะกันบ่อยครั้ง... พี่สาวนานๆ ครั้งจะทุบตีน้องสาวอย่างแรง

สองพี่น้องต่างก็รักปู่... ตอนกลางคืนมักจะมานอนที่ลานบ้านของเขา

เฒ่ามิลตันพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา... ป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีก!

เขาลุกขึ้นนั่ง... เตรียมจะสวมรองเท้าไปสั่งสอนสองพี่น้องให้ดีสักครั้ง

"อ๊า" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น... แล้วก็พลันเงียบกริบลงทันที

ในใจของเฒ่ามิลตันสั่นสะท้าน... ไม่ทันได้สวมรองเท้า... ก็พุ่งไปยังห้องข้างๆ

ในห้องยังคงมีแสงไฟสว่างอยู่... การตกแต่งในห้องเรียบง่าย... เมื่อกวาดตามองปราดเดียวก็เห็นหมด

เขาเห็นเพียงหลานสาวคนเล็กผมเผ้ายุ่งเหยิงยืนอยู่ข้างเตียง... เงาของหลานสาวคนโตหายไปอย่างไร้ร่องรอย

"แล้วพี่สาวเจ้าล่ะ?"

เฒ่ามิลตันมองไปรอบๆ อย่างงุนงง... ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

" พี่สาว-พี่สาว" ในปากของหลานสาวคนเล็กเคี้ยวเสียงดังและหัวเราะประหลาดเย็นเยียบ... นางชี้ไปยังปากของตนเอง "ถูกข้ากินไปแล้ว"

"เด็กดี... อย่าเล่นน่า" ผู้เฒ่าคุกเข่าลง... กอดไหล่ของเด็กหญิงตัวน้อย

เขาปัดผมที่ยุ่งเหยิงของหลานสาวออก... เห็นว่าในดวงตาของนางเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย... ส่องประกายสีแดงจางๆ

คิดว่าหลานสาวของตนตกใจกลัว... เขาจึงปลอบโยนเสียงเบา "เด็กดี... อย่ากลัว... เกิดอะไรขึ้น... บอกปู่มา"

"ถูกข้ากินไปแล้ว" เด็กหญิงตัวน้อยจ้องเขม็งมาที่เขา... และพูดคำนี้ซ้ำ

ในใจของเฒ่ามิลตันก็พลันเกิดโทสะขึ้นมา... และเสียงก็เข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว "กิน... กินอย่างไร... ปากเจ้าเล็กแค่นี้!"

"ปากข้าเล็ก... แต่กลับอ้าได้กว้างมากนะ" ปากของเด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆ อ้าออก... ใบหน้าบิดเบี้ยววิปลาส

ปากของนางอ้าออกจนกลายเป็นอ่างโลหิต... อ่างโลหิตที่แท้จริง

ยิ่งราตรีดึกสงัดลงเท่าใด ในหมู่บ้านอันมืดมิดก็ยิ่งขับขานเสียงโหยหวนและเสียงเคี้ยวขบอันน่าสยดสยองให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 49

คัดลอกลิงก์แล้ว