เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37

ตอนที่ 37

ตอนที่ 37


บทที่ ๓๗ :  

หมู่บ้านซารูโดตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตซาค ห่างออกไปเจ็ดถึงแปดกิโลเมตร... ณ ตีนเขาแห่งเทือกเขาแอนดีส

ขณะนี้... ที่ลานหน้าหมู่บ้าน... กองไฟขนาดใหญ่ลุกโชติช่วง... ส่งเสียงประทุเปรี๊ยะปร๊ะ

กลุ่มชนเผ่าร่างเล็กผิวสีคล้ำกระจายตัวออก... ล้อมรอบกองไฟแห่งนี้

พวกเขาใช้เพียงหนังสัตว์พันรอบเอวเพื่อปกปิดอวัยวะพิเศษ... ท่ามกลางลมราตรีอันหนาวเหน็บ... บนร่างกายกลับมีเหงื่อผุดขึ้นมาไม่น้อย

ในเงามืดของคนเหล่านี้... เด็กกลุ่มหนึ่งถูกมัดตราสังข์โยนทิ้งไว้บนพื้น... หลายคนส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น

สตรีผู้เปี่ยมเสน่ห์อันน่าหวาดหวั่นสวมหมวกที่ถักทอจากขนนก... บนใบหน้าทาไว้ด้วยลวดลายสีแดงฉานและสีขาว... นางยกมือขึ้น... เขย่ากระดิ่งสีเงินในมือ

เสียงกระดิ่งไม่ดังนัก... มีเสียงใสกังวาน... แต่กลับสามารถแทรกผ่านความดังเข้าไปในหูของทุกคนได้อย่างชัดเจน

สตรีผู้นั้นอ้าปากกรีดร้องอะไรบางอย่าง... มือชี้ลงล่าง... น้ำเสียงของนางโหยหวนน่าขนลุกดุจเสียงนกเค้าแมวยามค่ำคืน

ชนเผ่าร่างเล็กเริ่มทยอยกันถืออ่าง... นำของเหลวสีแดงในอ่างสาดลงไปยังที่ที่กำหนดไว้แต่เดิม

ไม่นาน... บนพื้นก็ปรากฏลวดลายดาราแปดแฉกสีแดงอันน่าพิศวง... รอบๆ ลวดลายนั้น... มีวงแหวนสัญลักษณ์ที่ไม่อาจเข้าใจความหมายได้อยู่

เพียงแค่ได้เห็นสัญลักษณ์เหล่านี้... ก็สามารถให้ความรู้สึกชั่วร้ายอย่างสุดซึ้งได้

สตรีผู้นั้นยกกระดิ่งขึ้นเหนือศีรษะ... เขย่าอย่างบ้าคลั่ง

ใบหน้าของชนเผ่าร่างเล็กที่อยู่รอบนอกปรากฏรอยยิ้มอันโหดเหี้ยม... เผยให้เห็นฟันที่แหลมคม

พวกเขาดึงมีดหินสีดำออกมาจากเข็มขัดหนังสัตว์ที่เอว... และเดินไปยังกลุ่มเด็กที่ถูกมัดอยู่

ร่างกายของสตรีผู้เปี่ยมเสน่ห์คลี่คลายอย่างแผ่วเบา... และเริ่มต้นการร่ายรำ... ในปากกรีดร้องไม่หยุด

พร้อมกับการเคลื่อนไหวของนาง... ชนเผ่าร่างเล็กคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ก็เข้าร่วมด้วย... พวกเขาเหยียบย่ำไปตามจังหวะกลอง... เริ่มต้นการโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างบ้าคลั่ง

ภายใต้การกระทำที่ไม่อาจทราบได้... ดาราแปดแฉกก็ส่องแสงสีแดงออกมา... กองหัวใจดวงเล็กๆ ที่กองอยู่ตรงกลางราวกับน้ำแข็งสีแดง... เริ่มละลาย

การร่ายรำอันป่าเถื่อนสิ้นสุดลงในที่สุด... อวัยวะเหล่านั้นหลอมรวมกันเป็นก้อนเจลลาตินก้อนหนึ่ง

ก้อนเจลลาตินเหล่านี้ราวกับมีจิตสำนึกเหมือนสัตว์... ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปยังทิศทางหนึ่ง

ผู้คนต่างหลีกทางให้มัน... ก้อนเจลลาตินก้อนนี้คลานไปยังบนร่างของเด็กเหล่านั้น

ก้อนเจลลาตินห่อหุ้มเด็กคนหนึ่ง... หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง... ก็เห็นว่าขนาดของมันใหญ่ขึ้นหลายส่วน

จากนั้น... มันก็ทำการกระทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความเร็วของมันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ... ในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้ายก็สามารถกลืนกินซากศพหนึ่งร่างได้

สุดท้าย... มันก็กลายสภาพเป็นอสูรกายที่คล้ายหมูป่าโดยสมบูรณ์... แต่กลับน่าสะพรึงกลัวกว่าหมูป่าหลายเท่านัก

ผิวหนังของอสูรกายเป็นสีขาวซีดอันน่าพิศวง... สูงประมาณสองเมตร... ลำตัวยาวประมาณสามเมตร... มุมปากมีเขี้ยวยาว9นิ้วสองซี่งอกยื่นออกมา

สตรีผู้เปี่ยมเสน่ห์ยินดียิ่ง... ร่างกายกลายเป็นเงารางๆ... วาบไปยังข้างกายอสูรกาย

ในปากของนางพ่นเส้นใยละเอียดคล้ายหนวดเนื้อสีเทาออกมาหนาแน่น... ห่อหุ้มหมูป่าไว้

ทันทีที่เส้นใยสัมผัสกับมัน... หมูป่าก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมา

ไม่นาน... เสียงก็พลันเงียบกริบลงทันที

เส้นใยนั้นราวกับรังไหม... ห่อหุ้มหมูป่าไว้... ไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย

สตรีผู้นั้นจ้องเขม็งไปยังรังไหมสีเทา... นางยื่นมือออกไปลูบไล้อย่างอ่อนโยนราวกับกำลังลูบไล้คนรัก

ไม่นานหลังจากนั้น... รังไหมสีเทาก็พลันแห้งเหี่ยวและผุพังลงอย่างรวดเร็ว

อสูรกายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม... ได้ทะลวงรังไหมออกมา

มุมปากของหมูป่า... บัดนี้มีเขี้ยวยาวสี่ซี่แล้ว

บนแผ่นหลังของมัน... มีหนามกระดูกสีขาวงอกออกมาหนาเท่าหัวแม่มือ... ส่วนบนท้องทั้งสองข้างกลับงอกออกมาเป็นดวงตานับไม่ถ้วน!

ในดวงตานั้น... เผยให้เห็นสายตาที่แตกต่างกันไป... บ้างก็โหดเหี้ยม... บ้างก็หวาดกลัว... บ้างก็สิ้นหวัง... และยังมีความบ้าคลั่งอีกด้วย...

"โฮก!" ดวงตาทั้งหมดของอสูรกายส่องแสงสีแดง... คำรามลั่นใส่ฟากฟ้า

สตรีผู้เปี่ยมเสน่ห์เดินกลับมายังข้างกองไฟ... หยิบถ่านดำที่ยังลุกไหม้อยู่ก้อนหนึ่ง... เขียนสัญลักษณ์บิดๆเบี้ยวๆชุดหนึ่งลงบนที่ว่าง

เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ... นางก็ยกมือขึ้น... เขย่ากระดิ่งในมือ... แล้วมุ่งหน้าไปยังทิวเขา

อสูรกายวิ่งทะยานไปอยู่ข้างกายนาง... ชนเผ่าร่างเล็กก็รีบตามไป...

...

ห้าวันต่อมา, ณ โบสถ์

แสงแดดสาดส่องลงมาจากหน้าต่างเล็กๆ บนเพดาน... ทิ้งไว้เป็นทางเดินแห่งแสง

คลาวน์นั่งตัวตรงราวกับเด็กนักเรียนประถม... ส่วนบาทหลวงกลับเอนกายพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน... เล่าความรู้เกี่ยวกับอสูรกายต่างๆ

"แวมไพร์เป็นมนุษย์ที่กลายพันธุ์และชั่วร้ายชนิดหนึ่ง... ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้นไม่สามารถสืบหาได้... พวกเขารังเกียจแสงแดด... ในยามกลางวันที่แดดจ้าพวกมันจะอ่อนแอลง... แต่ในยามค่ำคืน... กลับสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้"

"พวกเขามีความเร็วที่สูงอย่างยิ่ง... พละกำลังมากกว่าคนธรรมดาไม่น้อย... แต่กลับอ่อนแอกว่ามนุษย์หมาป่าเล็กน้อย"

"พวกเขามีเวทมนตร์สายโลหิต... สามารถดูดซับพลังชีวิตที่แฝงอยู่ในเลือดเพื่อฟื้นฟูพละกำลังและบาดแผลได้..."

ก๊อก... ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน

นิคขมวดคิ้วเล็กน้อย... ใบหน้าฉายแววไม่พอใจ

เขาได้กำชับไว้เป็นพิเศษแล้วว่า... ช่วงเวลานี้ห้ามมีใครมารบกวน

"ท่านบาทหลวง... ท่านนายอำเภอเฮอร์มีเรื่องด่วนขอพบเจ้าค่ะ" เสียงที่อ่อนโยนและไพเราะของเอวิน่าดังมาจากนอกประตู

"ข้าจะออกไปเดี๋ยว" นิคสั่งเสียหนึ่งประโยค... แล้วก้าวใหญ่ๆ เดินจากไป

ประมาณ15 นาที ผ่านไป... บาทหลวงก็อุ้มหนังสือสองสามเล่มเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน "ข้าต้องออกไปทำธุระ... เจ้าก็เรียนต่อไป... นี่คือบันทึกเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลี้ลับของข้าเมื่อก่อน... เจ้าก็ศึกษาให้ดี... การฝึกฝนร่างกายก็อย่าได้หย่อนยาน... เมื่อศาสนจักรดำเนินการตามคำร้องของข้าเสร็จ... โอสถเวทเหนือธรรมชาติก็จะถูกส่งมาให้"

"เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ... บางที... ข้าอาจจะช่วยได้"

คลาวน์ลุกขึ้นยืน... แสดงความจำนงว่าอยากจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านบาทหลวง

หลังจากผ่านการฝึกฝนด้วยเหรียญทองในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา... เพลงดาบของเขาก็บรรลุถึงระดับที่ทำให้นักล่าอสูรตัวจริงยังต้องตกตะลึง

นิคส่ายหน้า "ตอนนี้ยังไม่ต้องการหรอก... พ่อหนุ่ม... รอจนเจ้ากลายเป็นผู้เหนือธรรมชาติที่แท้จริงเสียก่อน... ถึงจะช่วยได้... อย่าคิดว่าเพลงดาบของเจ้าตอนนี้ฝึกมาได้ไม่เลวแล้ว... หากข้าใช้พลังเต็มที่... ความเร็วและพละกำลังจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ... เมื่อพละกำลังมากพอ... ความเร็วเร็วพอ... อย่าให้ช่องว่างที่ดูเหมือนเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดนี้หลอกเอาได้... แท้จริงแล้วมันคือความต่างชั้นราวฟ้ากับเหวที่ไม่มีเทคนิคใดสามารถทลายลงได้"

เขากำลังจะพูดอะไรต่อ... บาทหลวงก็ได้โบกมือแล้วหันหลังเดินจากไป

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้อง... ศีรษะของนิคก็หันกลับมาเล็กน้อย... กล่าวเสียงเบา "เจ้าคงไม่ได้คิดว่าครั้งก่อนที่โรงฆ่าสัตว์... พลังของข้าได้แสดงออกมาอย่างสมบูรณ์แล้วหรอกนะ?"

หรือว่าไม่ใช่?

คลาวน์ลุกขึ้นยืน... ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

"พลังของข้า... แสดงออกมาเพียงไม่ถึงครึ่ง... หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติแล้ว... เจ้าจะพบว่าได้เข้าสู่โลกใบใหม่... ดังนั้น... ช่วงเวลานี้เจ้าเพียงแค่ต้องขุดค้นศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด... อย่าได้ทำการผจญภัยใดๆ"

"แสดงออกมาเพียงไม่ถึงครึ่งของพลังทั้งหมด"

นอกจากความตกตะลึงแล้ว... คลาวน์ก็เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง

เขากำมือเป็นหมัดแน่น... ในใจแน่วแน่ 'ด้วยอาศัยกำแพงสีทอง... การเติบโตของข้าจะบรรลุถึงระดับที่ผู้คนทำได้เพียงแหงนมอง'

จบบทที่ ตอนที่ 37

คัดลอกลิงก์แล้ว