- หน้าแรก
- ข้าจะฟาร์มเวลในโลกคธูลูให้ดู !!
- ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
บทที่ ๑๔ :
กำแพงสีทองปรากฏขึ้นเบื้องหน้า... คลาวน์จ้องเขม็งไปยังแถวของมนตราประกายทอง
【มนตราประกายทอง: 4638/10000; ขั้นที่ศูนย์】 (พลังชีวิตของท่านเปี่ยมล้น ท่านต้องการการนอนหลับเพียงสี่ชั่วโมงต่อวันก็สามารถรักษาความกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดทั้งวัน)
"ฟู่ว..." เขาถอนหายใจยาว
หลังจากที่ศาสตร์สมุนไพรเลื่อนขึ้นสู่ขั้นที่สามแล้ว การปรุงยาทั่วไปก็ไม่สามารถเพิ่มค่าความชำนาญได้อีกต่อไป ส่วนโอสถโลหิตเดือดที่เขาเชี่ยวชาญนั้นก็ยังขาดวัตถุดิบบางอย่าง สองสามวันนี้เขาจึงทำได้เพียงกักตุนยาและยาพอกธรรมดาๆ ไว้เท่านั้น
เขาตัดสินใจลดเวลาในการปรุงยาในแต่ละวันลงเหลือเพียงสองชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือทั้งหมดจะทุ่มเทให้กับการฟาร์มเลเวลมนตราประกายทอง
ในเมื่อมนตราประกายทองสามารถบรรเทาอาการอันน่าพิศวงนี้ได้... เช่นนั้นก็ฟาร์มมันให้ขึ้นสู่ขั้นที่หนึ่งเสียก่อนเลย!
ในฐานะที่เป็นทักษะระดับศูนย์ที่ปรากฏขึ้นมาเป็นสีเขียวตั้งแต่แรก... ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ด้วยประสิทธิภาพของเขาในปัจจุบัน หากทุ่มเทฟาร์มอย่างเต็มที่ เขาคาดว่าอีกสิบวันก็จะสามารถเลื่อนขั้นได้
...
แปดวันต่อมา, ณ ยามราตรี
คลาวน์นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง... จิตใจทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการทำสมาธิจินตภาพมนตราประกายทอง
สี่วันก่อน... เขากลับมามีอาการร่างกายอ่อนแออย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อตื่นนอนตอนเช้า
วันนั้นใบหน้าของเขาซีดจนเขียวคล้ำ... ทั่วร่างสั่นสะท้านไม่หยุด
เขาจึงตัดสินใจเลิกปรุงยาไปโดยสิ้นเชิง... ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกฝนมนตราประกายทอง
ทุกครั้งที่อาการอ่อนเพลียนั้นกำเริบ... ร่างกายของเขาก็ต้องการเวลาในการฝึกมนตราประกายทองนานขึ้นจึงจะฟื้นฟูได้
คลาวน์กลัวว่าหากเป็นเช่นนี้อีกสักสองครั้ง... ร่างของเขาคงจะดับสูญไปโดยตรง
เขานึกจินตภาพให้หัวใจส่องแสงสีทองอร่าม ขยายใหญ่ขึ้นจากเล็กน้อย กลายเป็นดั่งดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ฉายแสงสีทองนับหมื่นสายส่องสว่างไปทั่วทั้งช่องอกและอวัยวะภายใน
จากนั้น เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนดวงตะวันสีแดงนั้นมาหยุดนิ่งที่หทัยสถานครู่หนึ่ง แล้วจึงจินตภาพให้ดวงตะวันนั้นเข้าสู่ตันเถียน
ท้ายที่สุด เขาก็นึกจินตภาพให้แสงสีทองนับหมื่นสายขยายตัวออกไปไม่หยุดยั้ง แสงสีทองแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ทะลุผ่านรูขุมทุกอณู ขยายออกไปรอบทิศเป็นทรงกลม
เมื่อจบการจินตภาพหนึ่งรอบ... ความรู้สึกอันลึกล้ำสุดหยั่งถึงก็พลั่งพรูเข้ามาในใจ... ในสมองของเขาพลันปรากฏวิธีการสร้างยันต์เต๋าสองชนิดและมุทราสองแบบขึ้นมา!
ยันต์ชำระจิต : ทำให้จิตใจบริสุทธิ์แจ่มใส ปราบปรามมารในใจ... วิธีใช้: วาดอักขระยันต์ จุดไฟแล้วละลายในน้ำสะอาดเพื่อดื่ม
ยันต์ประกายทอง : แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง ขับไล่สิ่งชั่วร้ายภายนอก... วิธีใช้: วาดอักขระยันต์แล้วติดไว้ที่หน้าอกและแผ่นหลัง หรือติดไว้บนเครื่องใช้ จะสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายภายนอกได้เอง
มุทราสุริยัน : นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างชิดกัน นิ้วที่เหลือประสานกันแน่น
มุทราจันทรา : นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จรดกันเป็นวงกลม นิ้วที่เหลือคลี่ออกตามธรรมชาติ
คำอธิบายของยันต์เต๋าทั้งสองชนิดนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง พร้อมทั้งมีภาพประกอบแนะนำวัตถุดิบและวิธีการวาด
คลาวน์ไม่ได้ให้ความสนใจกับการสร้างยันต์มากนัก... เขารีบร้อนเรียกกำแพงสีทองออกมา
แสงสีทองวาบขึ้น... อักขระในแถวของมนตราประกายทอง... ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแล้ว
【มนตราประกายทอง: 1/50000; ขั้นที่หนึ่ง】 (ทำให้จิตใจสงบระงับ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย... ยามโหย่ว (17:00-19:00) บูชาจันทรา อาบไล้แสงจันทร์ สองมือประสานมุทราจันทรา จินตภาพถึงแสงจันทร์อันสงบนิ่งและชำระล้างดวงวิญญาณ; ยามเหม่า (05:00-07:00) เผชิญหน้ากับอรุณรุ่ง อาบไล้แสงตะวัน ประสานมุทราสุริยัน จินตภาพถึงแสงแห่งสุริยันหลอมรวมร่างของตน หมายเหตุ: เข้าสู่ขั้นปฐมบทของวิชา ในขั้นนี้ท่านสามารถทนรับแก่นแท้แห่งจันทราและสุริยันได้เพียงสองช่วงเวลานี้เท่านั้น...!)
ทำให้จิตใจสงบระงับ... ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย! มนตราประกายทองขั้นที่หนึ่งก็เกี่ยวข้องกับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทราแล้ว! ดี!
ในใจของคลาวน์เปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง... เงามืดในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมาพลันถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น
อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขาในช่วงนี้... เขารู้สึกว่าน่าจะเป็นผลข้างเคียงที่หลงเหลือจากการคุกคามของวิญญาณร้าย
การที่ท่านบาทหลวงประกอบพิธีที่เรียกว่า "การชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์" ถึงสองครั้งในโบสถ์แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดภัยแฝงนี้ให้หมดสิ้นไปได้... ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาไม่ยอมไปขอความช่วยเหลือจากท่านบาทหลวง
รับเงินไปแล้วแต่ทำงานไม่สำเร็จ... ขืนไปขอความช่วยเหลืออีกก็โง่เต็มทนแล้ว!
ราตรีนั้น... คลาวน์หลับใหลอย่างหอมหวาน
...
รุ่งเช้า... ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีคลาวน์ก็ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่
เขาล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ แล้วต้มไข่สิบกว่าฟองอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อต้มเสร็จ เขาก็ตักไข่ใส่ลงในถุงกระดาษหนังวัว คว้าปืนพก เอากระติกน้ำและถุงกระดาษใส่ลงในเป้... แล้วออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกของเมือง
เขาจะไปยืนอยู่บนยอดเนินเขา... เพื่อรอรับแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง
เมื่อคืนก่อนนอน เขาได้พิจารณาการฝึกฝนมนตราประกายทองอย่างละเอียดแล้ว
จากคำแนะนำบนกำแพงสีทอง เขาเข้าใจว่าต่อไปนี้ในยามเหม่าและยามโหย่วจะต้องทำการจินตภาพสั้นๆ แยกต่างหาก
ยามเหม่า... ภายใต้แสงอรุณรุ่ง จินตภาพให้หัวใจและทั่วร่างส่องสว่างเจิดจ้า สองมือประสานมุทราสุริยัน... ยามโหย่ว... จินตภาพเพียงแสงจันทร์อันสงบนิ่งสาดส่องทั่วร่าง
บัดนี้เขาสามารถทำได้เพียงอาศัยสุริยันจันทรามาชำระล้างร่างกายของตนเท่านั้น... ยังไม่สามารถนำแก่นแท้แห่งฟ้าดินเหล่านี้มาใช้ได้เลย
เนื่องจากร่างกายของเขายังคงเปราะบางอย่างยิ่ง... ในช่วงเวลาอื่นจึงห้ามทำการจินตภาพภายใต้แสงของสุริยันจันทราโดยเด็ดขาด
หลังจากเดินมาเกือบหนึ่งชั่วโมง... ในที่สุดคลาวน์ก็มาถึงจุดหมายที่คาดไว้
ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น... แต่ก็สามารถมองเห็นเมฆบนขอบฟ้าเป็นดั่งปุยฝ้ายสีทองแล้ว
เขาเตะก้อนหิน กิ่งไม้ และเศษขยะอื่นๆ ใต้เท้าออกไป... แล้วจึงนั่งลงกับพื้น
และหันหน้าไปยังทิศที่อรุณจะรุ่ง... สองมือของเขาประสานมุทราแสงทอง... เริ่มต้นการจินตภาพ
สิบกว่านาทีต่อมา... ขณะที่เขาจินตภาพถึงดวงตะวันสีแดง ณ ตันเถียนที่กำลังแผ่รังสีแสงสีทองออกมาอีกครั้ง... อรุณรุ่งก็ได้โผล่พ้นขอบฟ้า... สาดแสงลงบนร่างของเขา
คลาวน์พลันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แตกต่างแผ่ซ่านไปทั่วร่าง... พลันมีลูกแก้วผลึกใสกระจ่างลูกหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขา
ลูกแก้วผลึกนั้นลอยอยู่นิ่งๆ... ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจินตภาพของเขาเลยแม้แต่น้อย
จากมุมมองในขณะนี้... คลาวน์เห็นว่าในลูกแก้วผลึกนั้นมีเส้นแบ่งรูปตัว S อยู่... และที่ด้านล่างซ้ายของลูกแก้ว... ดูเหมือนจะมีประกายสีทองปรากฏขึ้นมาหนึ่งจุด
เขากำลังจะสังเกตอย่างละเอียด... พลันเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น!
เสียงกรีดร้องอันบ้าคลั่งและหวาดกลัวดังขึ้นในสมองของเขา! ในน้ำเสียงนั้นยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายอันไม่อาจอธิบายได้!
คลาวน์ถูกเตะออกจากสภาวะจินตภาพในทันที! เขารู้สึกเหมือนมีคนกำลังใช้ฆ้องทุบอยู่ข้างขมับอย่างเอาเป็นเอาตาย... ทั่วทั้งศีรษะดังอื้ออึงไปหมด
เขาเบิกตากว้าง... เห็นเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นบนแขน!
เส้นเลือดนั้นปูดโปนบิดเบี้ยว... เคลื่อนไหวไปมาดุจฝูงตะขาบ!
ใต้ผิวหนังของเขาปรากฏก้อนนูนขึ้นมาเป็นจุดๆ... ราวกับมีฝูงหนูที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ใต้ผ้าปูที่นอน!
เส้นเลือดฝอยเส้นแล้วเส้นเล่าปริแตก... ผิวหนังของเขาพลันกลายเป็นดั่งมหาสมุทรที่บุปผาโลหิตกำลังเบ่งบาน!
ขณะเดียวกัน... ณ บริเวณที่บุปผาโลหิตปริแตก... ก็ปรากฏจุดด่างดำขึ้นมาเป็นหย่อมๆ... พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดแสบไหม้!
สิ่งที่คลาวน์มองไม่เห็นก็คือ... ทั่วทั้งใบหน้า... ทั่วทั้งร่างกายของเขา... ล้วนเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น!
มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในร่างกายของข้า!
ความเย็นเยียบสายหนึ่งแล่นจากศีรษะจรดปลายเท้า... เขากำหมัดแน่น... กัดฟันกรอด... ทนรับความเจ็บปวดนี้ไว้
เวลาผ่านไปประมาณสิบกว่านาที... ความผิดปกตินี้จึงค่อยๆ บรรเทาลง... แต่จุดด่างดำนั้นยังคงหลงเหลืออยู่
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น... จ้องมองจุดด่างดำเหล่านี้... พลันเกิดความรู้สึกชราภาพขึ้นมา
คล้ายกับการจ้องมองคนชราที่ชีวิตใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด... กลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายนั้นโชยปะทะใบหน้า
หลังจากหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง... คลาวน์ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เขามีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง... ว่าวิญญาณร้ายที่ออกอาละวาดสังหารผู้คนในเมืองตลอดช่วงเวลานี้... บัดนี้ได้สิงสถิตอยู่ในร่างกายของเขาแล้ว
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้ตัดสินเช่นนี้... แต่กลับมีความรู้สึกมั่นใจอย่างประหลาด
เมื่อได้ข้อสรุปนี้... แขนขาของคลาวน์ก็สั่นเทาเล็กน้อย
ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางรับมือเสียทีเดียว... อย่างน้อยมนตราประกายทองก็สามารถข่มมันไว้ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้... คลาวน์ก็ถอนหายใจยาว
เขาเปิดเป้ หยิบถุงกระดาษและกระติกน้ำออกมา... ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก... แล้วจึงเริ่มแกะไข่กิน
หลังจากกินไข่จนหมดและดื่มน้ำไปครึ่งกระติก... พักผ่อนอีกครู่หนึ่ง... คลาวน์ก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงฟื้นคืนมาเล็กน้อย
เขาสะพายเป้ขึ้นหลัง... มุ่งหน้ากลับเมือง
ฟ้าสว่างจ้าแล้ว... บนถนนเริ่มมีผู้คนสัญจร... ต่อให้รีบร้อนเพียงใดก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่เพื่อทำสมาธิต่อได้
ไม่ต้องพูดถึงว่าที่นี่เริ่มจะไม่สงบแล้ว... หากเกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อครู่ขึ้นอีกครั้งแล้วมีคนมาพบเห็นเข้า... เกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นคนถูกวิญญาณสิงเป็นแน่
และสภาพของเขาในตอนนี้... ก็ยืนยันได้แล้วว่า... เขาถูกสิงสู่จริงๆ!