- หน้าแรก
- ข้าจะฟาร์มเวลในโลกคธูลูให้ดู !!
- ตอนที่ 4
ตอนที่ 4
ตอนที่ 4
บทที่ ๔ :
หนึ่งร้อยหกสิบสามปีก่อน จันทราสีโลหิตได้ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็มิอาจบดบังรัศมีของมันได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่าสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายในตำนานก็เริ่มออกอาละวาดไปทั่วโลก มนุษย์หมาป่า, แวมไพร์, เลเชน , วิญญาณร้าย และอมนุษย์อื่นๆ ต่างพากันปรากฏตัวขึ้น ทว่าในขณะเดียวกัน พิธีกรรมเหนือธรรมชาติอันหลากหลายที่เคยถูกฝังกลบอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของศาสนจักร ก็ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง
โบสถ์ทุกแห่งหนจึงได้สร้างห้องลับและสถานศักดิ์สิทธิ์ไว้ใต้ดิน
ทั้งบนผนังของสถานศักดิ์สิทธิ์และบนพื้นของโถงโบสถ์ ต่างสลักเสลาไว้ด้วยค่ายกลอาคมอันซับซ้อน
ค่ายกลอาคมเหล่านี้สามารถรวบรวม "แสงแห่งศรัทธา" ที่บังเกิดจากการสวดภาวนาอันแรงกล้าของเหล่าสาวก แล้วนำไปชำระล้างให้กลายเป็นของเหลวศักดิ์สิทธิ์ เก็บสะสมไว้ในสถานศักดิ์สิทธิ์
แสงสว่างนี้ ปุถุชนคนธรรมดามิอาจมองเห็นได้ มีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางเหนือธรรมชาติแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถแลเห็น
"น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์" ที่ทางโบสถ์วางขายและกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรคนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงของเหลวศักดิ์สิทธิ์นี้ที่ถูกนำไปเจือจางกับน้ำธรรมดาเท่านั้นเอง
เขตซาคเป็นเพียงเมืองเล็กๆ พลังแห่งศรัทธาที่รวบรวมได้ในแต่ละปีนั้น เพียงพอให้ประกอบพิธีชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น มีหรือที่บาทหลวงนิคจะไม่รู้สึกปวดใจ
"ระหว่างพิธีชำระล้าง ร่างกายของเจ้าถูกชำระล้างไอหมอกสีดำออกมาเป็นจำนวนมาก นั่นคือพิษร้ายแห่งวิญญาณที่วิญญาณร้ายทิ้งไว้บนร่างของเจ้า หากมิได้รับการชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองครั้งนี้ แล้วปล่อยให้มันสะสมอยู่ในร่างของเจ้านานวันเข้า เจ้าจะต้องกลายเป็นอสูรร้ายที่บ้าคลั่งอย่างแน่นอน"
บาทหลวงทำสีหน้าราวกับว่าคลาวน์เป็นฝ่ายได้กำไรมหาศาล "100 เหรียญทองแลกกับชีวิตใหม่ ถือว่าไม่แพงเลยแม้แต่น้อย เส้นทางชีวิตของเจ้ายังอีกยาวไกลนัก"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คลาวน์ก็มั่นใจอย่างสมบูรณ์แล้วว่าตนเองผ่านด่านเคราะห์นี้แล้ว หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายพลันวางลงได้ในที่สุด
ส่วนเรื่องหนี้สินที่ว่านั่นน่ะรึ... เขาเมินมันไปโดยอัตโนมัติ
อย่างมากก็แค่เป็นลูกหนี้ชั้นเลว ภพชาติก่อนอุตส่าห์เป็นคนเคารพกฎหมาย ไม่เคยคิดติดหนี้ใคร ภพชาตินี้ลองใช้ชีวิตแบบอื่นดูบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย... เขาคิดในใจเช่นนั้น
...
ยามสนธยามาเยือน ณ ลานกว้างหน้าโบสถ์ กองไฟสามกองได้ถูกจุดขึ้นลุกโชติช่วง บาทหลวงกำลังประกอบพิธีฌาปนกิจให้กับเหล่าผู้ศรัทธาที่ล่วงลับไปในเหตุการณ์วิญญาณร้าย
สิบแปดชีวิตจากสามครอบครัวได้จบสิ้นลงในเหตุการณ์ครั้งนั้น เพื่อนบ้านและมิตรสหายที่คุ้นเคยต่างมาร่วมส่งพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ฝูงชนในชุดดำเบียดเสียดกันจนเต็มลานกว้าง บนพื้นหินนั้นเต็มไปด้วยแสงเทียนที่ทุกคนนำมาวางไว้
ผู้คนเชื่อว่า แสงเทียนจะส่องนำทางให้ดวงวิญญาณสามารถเดินทางบนเส้นทางสู่สรวงสวรรค์ขององค์เทพได้
คลาวน์ยืนอยู่ข้างกองไฟกองหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
เขาได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความรู้สึกที่แสดงออกมาในยามนี้จึงเป็นของจริงแท้ทุกประการ
เปลวไฟอันร้อนแรงสะท้อนอยู่ในแววตาของเขา สองมือประสานกันไว้ที่หน้าอก พลางสวดภาวนาในใจ "ขอให้เปลวเพลิงชำระล้างบาปของพวกเรา ขัดเกลาจิตวิญญาณของพวกเรา ขอให้สรวงสวรรค์ไร้ซึ่งความเศร้าโศก"
มิตรสหายที่คุ้นเคยเดินเข้ามาหาเป็นระยะ บ้างก็สวมกอด บ้างก็ตบไหล่ให้กำลังใจ คลาวน์ตอบรับทุกการปลอบประโลมด้วยรอยยิ้มขอบคุณ
เปลวเพลิงค่อยๆ มอดดับลง ลมราตรีพัดปะทะหน้าผากของเขาจนเย็นเยียบ
คลาวน์บรรจุอัฐิของครอบครัวลงในโถดินเผาสีดำ ตั้งใจว่าเมื่อถึงเดือนแห่งการผลิบานในปีหน้า จะนำอัฐิไปฝังไว้ที่สุสานกลางแจ้ง แล้วปลูกต้นสนทอลล์ไว้หนึ่งต้น
ตามหลักคำสอนของจ้าวแห่งเปลวเพลิง มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นบนโลกเพื่อเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากนานัปการ อันเป็นการชดใช้บาปของตน เมื่อสิ้นอายุขัย ก็จะได้รับการชำระล้างในกองเพลิงศักดิ์สิทธิ์ แล้วจึงโปรยอัฐิลงสู่ผืนดินเพื่อเป็นปุ๋ยบำรุงพืชพันธุ์ให้เติบใหญ่ พืชพันธุ์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ส่องสว่างให้แก่โลกมนุษย์ต่อไป เป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนไม่รู้จบ
เหล่าแม่ชีช่วยกันเก็บเถ้ากระดูกของอีกสองครอบครัวที่เหลือ พวกเขาไม่มีญาติอื่นใดอีกแล้ว
ฝูงชนค่อยๆ สลายตัว แสงเทียนบนลานกว้างก็ค่อยๆ ดับแสงลง
บาทหลวงนิคเดินเข้ามาหา "บ้านที่ถูกวิญญาณร้ายรุกรานจะต้องผ่านการชำระล้างเสียก่อนจึงจะกลับเข้าไปอยู่ได้ คืนนี้ เจ้าไปพักที่กระท่อมของคนเฝ้าประตูโบสถ์ก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะไปชำระล้างบ้านให้"
คลาวน์ก้มศีรษะลงคารวะ "ขอบคุณท่านบาทหลวง... ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ขอรับ?"
"ฮ่าๆ" บาทหลวงหัวเราะออกมา "ครั้งนี้ไม่ต้อง การทำให้ที่อยู่อาศัยของเหล่าผู้ศรัทธาได้อาบไล้ในแสงแห่งองค์จ้าว ถือเป็นหน้าที่ของข้า"
เห็นแก่ที่เจ้าติดหนี้ข้าก้อนโต ครั้งนี้ให้ฟรีก็แล้วกัน!
นิคเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปลอบใจ "ผู้ล่วงลับได้จากไปแล้ว ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องเข้มแข็งต่อไป ขอให้แสงแห่งจ้าวเปลวเพลิงส่องนำทางเจ้าและข้า!"
"ขอให้แสงแห่งองค์จ้าวส่องนำทางท่านและข้า!"
...
คนเฝ้าประตูเป็นชายชราที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและมีผมขาวโพลน
ในอดีตเขาเป็นคนชราที่โดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตร เมื่อสามปีก่อนหลังจากโบสถ์สร้างเสร็จ ท่านบาทหลวงจึงเกิดความสงสารและมอบงานนี้ให้แก่เขา
แม้ค่าจ้างจะน้อยนิดจนน่าใจหาย แต่ทางโบสถ์ก็มีอาหารให้สามมื้อ แถมยังรสชาติดีอีกด้วย
ท่านบาทหลวงคงจะกำชับไว้แล้ว เมื่อคลาวน์มาถึง ชายชราก็ชี้ไปยังประตูเล็กๆ ด้านในห้องด้วยท่าทีเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คืนนี้เจ้านอนข้างในนั้นนะ เตียงอาจจะแคบไปหน่อย"
เขาทอดถอนใจอีกครั้ง "มออาผู้พ่อยังอยู่ในวัยฉกรรจ์แท้ๆ น่าเสียดายจริงๆ"
คลาวน์รู้สึกจุกในลำคอ ก้มหน้าลงเล็กน้อย "ขอบคุณครับ!"
เขาไม่พูดอะไรอีก เดินเข้าไปในห้องด้านในแล้วปิดประตูลงเบาๆ
ข้างในนั้นคับแคบอย่างยิ่ง พอดีสำหรับวางเตียงแคบๆ หนึ่งหลัง เก้าอี้หนึ่งตัว และกระจกเงาฐานไม้บานหนึ่งที่กว้างราวหนึ่งฉื่อตั้งพิงกำแพงไว้ บนผิวกระจกยังมีรอยร้าวอยู่สองรอย
คลาวน์วางโถอัฐิไว้ใต้เตียง พลางคิดว่าพรุ่งนี้จะไปที่หน่วยลาดตระเวนเพื่อขอของใช้ส่วนตัวคืน
ทันทีที่เอนกายนอนลงบนเตียง ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กของห้อง แอบลอบเลียใบหน้าของผู้ที่กำลังหลับใหล
คลาวน์พลันเบิกตาโพลง ลุกขึ้นนั่งบนเตียง
เขาก้าวลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า เดินไปยังหน้ากระจกแล้วเอียงศีรษะสำรวจคนในเงาสะท้อน
ม่านตาของคนในกระจกเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ก่อนจะค่อยๆ เรียวยาวและแบนลง กลายเป็นดวงตาแนวตั้งอันน่าพิศวง
บนใบหน้าของมันมีหนวดเนื้อเส้นใหญ่ๆ งอกออกมาหลายเส้น มันแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวยาวสี่ซี่ที่งอกออกมาจากขากรรไกรบนและล่าง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงในกระจกเงา... ร่างของคลาวน์ที่อยู่ด้านนอกไม่มีความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย
พลันมีควันดำพวยพุ่งออกมาจากหูของคนในกระจก ก่อนที่อสูรปลาหมึกที่มีหนวดระยางและปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมจะปรากฏร่างออกมาอย่างสมบูรณ์
หนวดของอสูรกายตะครุบขอบกระจก ก่อนจะกระโจนพรวดออกมาด้านนอก ผิวกระจกพลันเกิดระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำ
ดวงตาของคลาวน์ปิดลงทันที ร่างกายของเขาลอยขึ้นกลางอากาศและหล่นกลับไปนอนบนเตียงดังเดิม
ร่างของอสูรกายค่อยๆ โปร่งแสงขึ้น ก่อนจะลอยทะลุหลังคาออกไปราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
ใต้ชายคาของกระท่อมคนเฝ้าประตู มีระฆังทองแดงโบราณขนาดเท่ากาน้ำแขวนอยู่ลูกหนึ่ง บนตัวระฆังเต็มไปด้วยลวดลายเมฆาอัคคีอันซับซ้อน
ระฆังทองแดงส่งเสียงดังใสกังวาน... แต่แล้วก็พลันเงียบกริบลงทันที
ชายชราผู้ห่มเสื้อคลุมขนสัตว์หนานั่งหลับยามอยู่บน เขาเก้าอี้สะดุ้งตื่นจากนิทรา เขาได้ยินเสียงระฆังที่กังวานลึกถึงจิตวิญญาณแว่วมาหนึ่งครั้ง
เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แต่กลับได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิวดังมาจากข้างนอก
ชายชราส่ายหน้า ห่อตัวในเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นอีกนิด ก้มหน้าลงแล้วผล็อยหลับไปอีกครั้ง
...
รุ่งเช้า คลาวน์ใช้มือข้างหนึ่งกำหมัดทุบหลังเอวของตนเอง เดินออกจากห้องด้วยใบหน้าทุกข์ระทม
ข้าก็แค่หลับไปงีบเดียว ทำไมถึงรู้สึกแขนขาอ่อนแรงเช่นนี้?
เขารู้สึกว่าทุกย่างก้าวเหมือนกำลังเหยียบอยู่บนปุยนุ่น
"เจ้าเป็นอะไรไป สีหน้าดูไม่ดีเลย" บาทหลวงนิคที่เดินสวนมาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังจนเกลี้ยง... คลาวน์ได้แต่ฝืนยิ้มตอบ "ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ พอตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอมาก ไม่มีเรี่ยวแรงเลย"
ดูท่าแล้ว... พลังของวิญญาณร้ายตนนั้นคงจะชั่วร้ายเกินกว่าที่คาดไว้ พิธีชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ถึงกับกำจัดอิทธิพลของมันไปได้ไม่หมดสิ้น
นิคหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด
คลาวน์ทุบหลังเอวตัวเองอีกครั้ง สายตาเผลอเหลือบขึ้นไปมองด้านบน... แล้วก็พลันชะงักงันไป
ศาสนจักรคงไม่ขาดแคลนเงินหรอกใช่ไหม?
เขาชี้ไปยังระฆังทองแดงใต้ชายคา แล้วเอ่ยถามข้อสงสัยของตนออกไป "ท่านบาทหลวง ทำไมระฆังที่งดงามลูกนี้ถึงไม่มีลิ้นระฆังล่ะขอรับ?"