- หน้าแรก
- อุตส่าห์ฝึกยุทธ์แทบตาย สุดท้ายปลากัดนิ้วทีเดียวได้เป็นเซียนเฉย
- บทที่ 36 - รายงานสำนัก
บทที่ 36 - รายงานสำนัก
บทที่ 36 - รายงานสำนัก
บทที่ 36 - รายงานสำนัก
จ้าวฉุนไม่ได้ออกเดินทางในทันที แต่พักรักษาตัวอยู่ที่ตระกูลถูต่ออีกสองวัน
ข่าวการเปลี่ยนแปลงในตระกูลถูแพร่กระจายไปทั่วเขาซงซาน ยามนี้ตระกูลกำลังอ่อนแอ ถูซิ่นจึงจำต้องปล่อยข่าวเรื่องอาคันตุกะจ้าวออกไปเพื่อข่มขวัญพวกมิจฉาชีพ
ลำพังนางที่อยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่ย่อมมีบารมีจำกัด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเกรงกลัวคือสถานะศิษย์ของผู้อาวุโสสำนักหลิงเจิน ชื่อเสียงของสำนักใหญ่ในอดีตยังคงฝังลึกในใจผู้คนและยังไม่เลือนหายไปจากความทรงจำของตระกูลเหล่านี้
หมัดของถูเหมี่ยนนั้นรุนแรงหมายจะเอาชีวิต โชคดีที่มีกระจกแปดวิเศษคุ้มกาย นางจึงบาดเจ็บเพียงที่แขนทั้งสองข้าง ผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีคำว่าต้องนอนหยอดน้ำข้าวร้อยวัน อาศัยยาดีช่วยรักษา พักฟื้นเพียงสองวันก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ที่น่าเสียดายคือกระจกแปดวิเศษ ของวิเศษชิ้นนี้ใช้แล้วหมดไป หลังจากรับการโจมตีเต็มแรงของถูเหมี่ยน ผิวหน้ากระจกก็แตกร้าวราวกับผิวหนังที่แห้งแตก ตามคำกล่าวของโถงหลอมเซียน มันควรจะรับการโจมตีของระดับกลางได้สามครั้ง แต่ดูจากสภาพในตอนนี้ จ้าวฉุนก็ไม่รู้ว่ามันจะยังใช้การได้อีกหรือไม่
นางรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง นึกถึงศิลาชุ่ยหกร้อยก้อนที่ละลายหายไปในพริบตา แต่ก็ยังนึกโล่งใจที่เตรียมตัวมาดีก่อนออกเดินทาง ใช้เงินฟาดเคราะห์แลกกับชีวิตก็นับว่าคุ้มค่า
วันที่ออกเดินทาง ถูฉงเหวินได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก การวางตัวเหมาะสม ไม่หลงเหลือเค้าโครงของเด็กหนุ่มเลือดร้อนอีกต่อไป
"มีชื่อของท่านอาคันตุกะคอยคุมอยู่ ตระกูลอื่นคงไม่กล้าบุ่มบ่าม ท่านวางใจกลับสำนักเถิดขอรับ" เขาพาคนในตระกูลมาส่งที่ปากทางเข้าหุบเขาพลางประสานมือคารวะ
จ้าวฉุนพยักหน้า "หากมีเรื่องอันใด ข้าจะแจ้งผ่านยันต์สื่อสาร" นางโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ต้องส่งแล้ว ก่อนจะหยิบยันต์เรือควันออกมาแล้วเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
กว่าจะถึงหุบเขาลึกลับเวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งเดือน
จ้าวฉุนจัดแจงแยกประเภทของที่ได้มา นางไปส่งภารกิจการสอบย่อยที่เรือนพักศิษย์ก่อน จากนั้นจึงนำซากคุณไสยและของดูต่างหน้ามุ่งหน้าไปหาอาจารย์จำเป็น
ตำหนักซู่หงของผู้อาวุโสนั้นตั้งอยู่ที่ต้นแม่น้ำกว้านเทียน กินพื้นที่กว้างขวาง มีอาคารซ้อนกันเป็นชั้นๆ บ่าวไพร่ที่เดินขวักไขว่ล้วนสวมใส่ผ้าไหมเนื้อดี บุคลิกสง่างามราวกับที่พำนักของเซียนวิเศษ
หลังจากกราบเป็นศิษย์ จ้าวฉุนยังไม่เคยพบหน้าหลี่ซู่ ครั้งนี้จึงเป็นการมาขอเข้าพบครั้งแรก
หน้าประตูตำหนักมีนางเซียนหน้าหยกผู้หนึ่ง แต่งหน้าทาปากงดงาม เมื่อเห็นจ้าวฉุนนางก็ยิ้มทัก "เจ้าเป็นศิษย์บ้านไหน? มาขอพบผู้ใด?"
ยามนางก้าวย่างดูแช่มช้อย พลิ้วไหวราวสายลมพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ จ้าวฉุนไม่กล้าดูแคลน เพราะนางเซียนผู้นี้มีระดับพลังสูงล้ำจนนางไม่อาจประเมินได้
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนี้กลับเป็นได้เพียงคนเฝ้าประตู จ้าวฉุนตื่นตระหนกในใจ รีบหยิบป้ายประจำตัวยื่นให้พลางกล่าวอย่างนอบน้อม
"ศิษย์เป็นศิษย์ในสังกัดท่านผู้อาวุโสหลี่ซู่ ลำดับที่สิบเก้า มีเรื่องสำคัญจะมารายงานเจ้าค่ะ!"
"ที่แท้ก็เป็นศิษย์ใหม่ของท่านผู้อาวุโสนี่เอง เสียมารยาทแล้ว" ปากบอกเสียมารยาทแต่ใบหน้ากลับยังคงรอยยิ้มจางๆ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด "ข้าเป็นผู้ดูแลตำหนักซู่หง แซ่จู้ ผู้อาวุโสหลี่เพิ่งออกจากฌานเมื่อสามวันก่อน เจ้านับว่ามาได้จังหวะพอดี ตามข้ามาเถิด"
ผู้ดูแลที่เข้าเวรในตำหนักผู้อาวุโสนั้นย่อมแตกต่างจากเฉาเหวินกวน ส่วนใหญ่จะอยู่ระดับสร้างรากฐาน และเนื่องจากได้อยู่ใกล้ชิดผู้อาวุโส สถานะจึงไม่ธรรมดา
จ้าวฉุนพยักหน้ารับ เดินตามหลังนางผ่านระเบียงยาวสามสี่แห่ง ประตูใหญ่อีกสองบาน จนมาถึงที่พักของหลี่ซู่
ป่าไผ่เขียวขจีโอบล้อม มีลำธารใสไหลผ่าน ช่างเป็นสถานที่ที่เงียบสงบยิ่งนัก
เมื่อนางไปถึง หลี่ซู่นั่งอยู่บนเบาะฟางท่ามกลางป่าไผ่ จ้าวฉุนเดินเข้าไปคารวะ ก้มหน้ากล่าว "ศิษย์จ้าวฉุน คารวะท่านอาจารย์"
นางไม่มีพิธีไหว้ครูอย่างเป็นทางการ และไม่เคยถูกหลี่ซู่พาไปแนะนำให้ใครรู้จัก ทำได้เพียงเรียกตัวเองว่าเป็นศิษย์จดชื่อ ซึ่งแตกต่างจากศิษย์สายตรงอย่างเจิ้งเฉินชิงที่มีพิธีการใหญ่โต
โลกใบนี้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์อย่างมาก การเคารพอาจารย์เป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกตน หลักการ 'เป็นครูหนึ่งวัน เหมือนเป็นบิดาตลอดชีวิต' ก็ใช้ได้กับที่นี่เช่นกัน
แต่หลักการนี้ใช้กับศิษย์สายตรงเท่านั้น ศิษย์จดชื่อมีบุญคุณเพียงแค่การถ่ายทอดวิชา ไม่จำเป็นต้องเคารพดุจบิดา จ้าวฉุนจึงไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไร อาจารย์จำเป็นผู้นี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนาง นางก็ไม่คิดจะไปผูกพันอะไรมากมาย
"อืม" หลี่ซู่ไม่ขยับปาก เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างขอไปที
จ้าวฉุนไม่โกรธเคือง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ศิษย์มีเรื่องสำคัญจะรายงานท่านอาจารย์"
เขาหลับตาลง ไม่มีความเคลื่อนไหว ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปาก "เรื่องอันใด?"
"หลายวันก่อนศิษย์เดินทางไปทำภารกิจสอบย่อยที่เขตเขาซงซาน นึกไม่ถึงว่าจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลถูซึ่งเป็นตระกูลบริวาร" จ้าวฉุนเล่าเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน "เดิมทีเป็นเพียงความวุ่นวายภายในตระกูล ไม่ควรมารบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านอาจารย์ แต่ศิษย์กลับพบว่าผู้ที่ก่อความวุ่นวายนั้นมีความเกี่ยวข้องกับพรรคมารเริ่นหยาง ศิษย์เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ จึงมารายงานท่านอาจารย์เพื่อให้แจ้งต่อท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ"
ตอนแรกหลี่ซู่ยังมีท่าทีนิ่งเฉย พอได้ยินเรื่องความวุ่นวายในตระกูล สีหน้าก็ฉายแววรำคาญเล็กน้อยที่จ้าวฉุนนำเรื่องขี้ปะติ๋วมาฟ้อง แต่พอคำว่า 'พรรคมารเริ่นหยาง' เข้าหู เขาก็ลืมตาโพลงขึ้นทันที ใบหน้าเคร่งเครียด "เรื่องจริงรึ?"
จ้าวฉุนนำซากจักจั่นทมิฬและตะขาบคุณไสยออกมา พร้อมยื่นป้ายประจำตัวที่พบบนศพถูเหมี่ยนให้ดู ปากก็กล่าว "ที่ศิษย์กล่าวมาล้วนเป็นความจริง ท่านอาจารย์โปรดดู..."
เพียงแค่เห็นซากคุณไสย หัวใจของหลี่ซู่ก็หนักอึ้ง พอหยิบป้ายขึ้นมาพิจารณา เขาก็ระเบิดโทสะ "วิชาชั่วร้ายนัก ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว มันยังไม่ยอมลามืออีกรึ!"
เขาหันมามองจ้าวฉุน ถามว่า "สาวกผู้นี้เจ้าเป็นคนฆ่ารึ?"
"ศิษย์ฝีมือไม่ถึง เป็นมหาค่ายกลเชื่อมฟ้าชักนำอัสนีที่สังหารมันเจ้าค่ะ"
หลี่ซู่พยักหน้า พอรู้ว่านางพูดความจริง โทสะก็คลายลงเล็กน้อย "นับว่าซื่อสัตย์ดี วิชามารของพรรคมารเริ่นหยางนั้นผู้ฝึกตนทั่วไปยากจะต่อกร เจ้าถือว่าโชคดีที่ได้ค่ายกลเก่าของสำนักคุ้มครองจึงรักษาชีวิตไว้ได้"
"แม้เจ้าจะไม่ได้ลงมือสังหารเอง แต่ก็นับว่าเป็นความชอบของเจ้า เรื่องนี้หลังจากแจ้งเจ้าสำนักแล้ว ข้าจะบันทึกความดีความชอบครั้งใหญ่ให้เจ้า"
เขาเก็บข้าวของเหล่านั้นไป สีหน้ายังคงเคร่งขรึมดุจผิวน้ำที่สงบนิ่งทว่าลึกล้ำ
[จบแล้ว]