- หน้าแรก
- ตำนานนักบุญเงาแห่งต้าซวน
- บทที่ 5 : โยวอิ๋ง (รีไรท์)
บทที่ 5 : โยวอิ๋ง (รีไรท์)
บทที่ 5 : โยวอิ๋ง (รีไรท์)
หลังจากออกจากคุก
เฉินมู่ก็รีบเดินออกมา
เขาไม่ต้องการอยู่ในกองบัญชาการองครักษ์เมืองนานเกินความจำเป็น บรรยากาศที่นั่นค่อนข้างน่าอึดอัด
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เฉินมู่เดินกลับมายังลานด้านหน้าและกลับมายืนอยู่หน้าหอคอยป้องกันเมืองที่สูงตระหง่าน หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวบนระเบียงชั้นสี่โดยไม่ได้ตั้งใจ เผยให้เห็นร่างของใครบางคนในชุดคลุมลายปลาบินสีขาว
แม้จะอยู่ไกล เขาก็ยังพอจะมองออกว่าเป็นผู้หญิง และน่าจะยังสาวมาก เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของนางแล้ว นางอาจคู่ควรกับคำยกย่องที่ว่า 'มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา' (สำนวนจีนโบราณที่ใช้อธิบายถึงความงามอันน่าทึ่งของสตรี หมายถึง งดงามจนทำให้ฝูงปลาที่กำลังแหวกว่ายถึงกับจมลงสู่ใต้น้ำ และฝูงนกที่กำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าถึงกับร่วงหล่นลงมา) ได้อย่างสบายๆ แม้จะเป็นคำเยินยอก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงไปทั้งหมด
"นั่นคือผู้บัญชาการของเขตเมืองใต้หรือ?"
เฉินมู่เหลือบมองเพียงชั่วครู่ด้วยหางตาก่อนจะรีบเบนสายตากลับมา
ในบรรดาสี่เขตเมือง—ตะวันออก, ใต้, ตะวันตก, เหนือ—มีเพียงผู้บัญชาการของเขตเมืองใต้เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครกล้าดูถูกนางเพียงเพราะเหตุผลนี้
ท้ายที่สุดแล้ว หัวหน้ามือปราบอาจขึ้นสู่ตำแหน่งได้ด้วยเส้นสาย และนายกองอาจจะไร้ความสามารถ แต่ในฐานะผู้บัญชาการที่ดูแลกองบัญชาการองครักษ์เมืองใต้ทั้งหมด คงเป็นไปไม่ได้ที่จะดำรงตำแหน่งเช่นนี้ได้หากไม่มีความสามารถส่วนตัวที่แท้จริง ไม่ว่าเบื้องหลังจะมีอำนาจหนุนหลังเพียงใด
ในใจของเขา อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวิชาภายนอกต่างๆ ของโลกนี้ เช่น เคล็ดวิชาดาบและวิชากระบี่ รวมถึง 'วิชาภายใน' ที่เป็นที่เล่าลือ
เท่าที่เขารู้ วิชาภายในมีอยู่จริง แต่ไม่ว่าจะเป็นความยากในการฝึกฝนหรือข้อกำหนดต่างๆ ก็ล้วนอยู่เหนือกว่าวิชาภายนอกไปมาก ผงยาเพียงขวดเดียวอาจมีราคาหลายสิบเหรียญเงิน และการฝึกวิชาภายในก็แทบจะมีความหมายเดียวกับการเผาเงิน ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ฝึกน้อยคนนัก
แต่ยอดฝีมือที่แท้จริงคือผู้ที่บ่มเพาะวิชาภายใน การอาศัยเพียงวิชาภายนอกอาจไปถึงจุดสูงสุดและแสดงกระแสพลังดาบออกมาได้ สามารถต่อกรกับศัตรูสิบคน แต่นั่นก็คือขีดจำกัดแล้ว ในขณะที่การบ่มเพาะวิชาภายในสามารถนำไปสู่ลมหายใจภายในที่ยาวนานและพละกำลังที่ไม่สิ้นสุด และว่ากันว่าพวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับคนร้อยคน หรือแม้กระทั่งพันคนได้!
"ผู้บัญชาการผู้นี้ต้องเป็นยอดฝีมือผู้ฝึกปรือวิชาภายในเป็นแน่ น่าเสียดายที่ข้าไม่มีหนทางที่จะได้มาซึ่งวิธีการฝึกฝน"
เฉินมู่ส่ายหัว
เขาไม่ได้สนใจว่าผู้บัญชาการจะงดงามเพียงใด สิ่งที่เขาสนใจคือหนทางสู่การฝึกวิชาภายใน เขาสงสัยว่าระบบจะสามารถบังคับให้ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นในการฝึกฝนวิชาบ่มเพาะภายในได้หรือไม่
ความคิดของเขาล่องลอยไปชั่วขณะ แต่เฉินมู่ก็รีบตั้งสติ เขาไม่ควรตั้งเป้าสูงเกินไปในตอนนี้ เขาต้องทำให้เคล็ดวิชาดาบวายุคลั่งสมบูรณ์แบบเสียก่อน แล้วจึงหาทางก้าวหน้าต่อไป เมื่อเขามีระดับความแข็งแกร่งและสถานะที่แน่นอนแล้ว เขาก็จะสามารถพยายามแสวงหาหนทางสู่การฝึกวิชาภายในได้
เฉินมู่รีบออกจากกองบัญชาการองครักษ์เมืองไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน สวีหงอวี้ ผู้บัญชาการซึ่งยืนอยู่บนระเบียงของหอคอยป้องกันเมือง มองลงไปยังหน่วยป้องกันเมืองด้วยแววตากังวลเล็กน้อย สายตาของนางกวาดผ่านร่างที่กำลังเลือนหายไปของเฉินมู่แต่ไม่ได้หยุดลง เขาเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ประจำมณฑลคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาอย่างรีบร้อนทุกวัน ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของนาง
...
เฉินมู่ไม่ได้หยุดฝีเท้าและรีบกลับบ้านตลอดทาง
เพราะกองบัญชาการองครักษ์เมืองอยู่ค่อนข้างไกลจากบ้านของเขา และวันก็เริ่มคล้อยต่ำแล้ว เมื่อถึงเวลากลางคืน แม้ว่าเขาจะแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ การเดินในเวลากลางคืนก็ยังไม่ปลอดภัย การเผชิญหน้าโดยไม่ระวังอาจลากเขาเข้าไปพัวพันกับปัญหา และกลายเป็นศพนิรนามในคูน้ำในวันรุ่งขึ้นได้
เฉินมู่เร่งฝีเท้าและกลับถึงบ้านในขณะที่ฟ้ายังสว่างอยู่ เฉินหงรอคอยอย่างกระวนกระวายราวกับว่าวันเวลาผ่านไปนานนับปี
ทันทีที่เฉินมู่มาถึงในที่สุด นางก็รีบทักทายเขา
"อาสาม"
เฉินมู่พยักหน้าให้เฉินหง พลางพูดว่า
"หัวหน้าผู้คุมรับเงินไปแล้ว และบอกว่าจะไม่ทรมานลูกพี่ลูกน้องอย่างหนักหน่วงนักในอีกหนึ่งหรือสองเดือนข้างหน้า แต่หลังจากนั้น เราคงต้องคิดหาทางอื่น"
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินมู่ ในที่สุดเฉินหงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและพูดว่า
"ดีแล้ว ดีแล้ว..."
หลายวันที่ผ่านมา นางพยายามหาทางช่วยคนออกจากคุกแต่ก็เจอทางตันทุกครั้ง ไม่สามารถหาใครมาขอร้องได้เลย ตอนนี้ การถอยมาหนึ่งก้าวได้ก็นับว่าโชคดีแล้วที่หัวหน้าผู้คุมยังพอจะพูดคุยได้ อย่างน้อยที่สุด นี่ก็สามารถช่วยชีวิตจางไห่ไว้ได้ ส่วนเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งหรือสองเดือนข้างหน้า พวกเขาก็คงต้องดูกันไปทีละขั้น
เฉินมู่ช่วยพยุงเฉินหงให้นั่งลง
"อาสาม อย่ากังวลเรื่องนี้มากไปเลยขอรับ ถึงเวลาแล้วก็คงมีหนทางเอง บางทีในอีกไม่กี่วัน อาจจะมีจุดเปลี่ยนก็ได้"
อันที่จริง หากจางไห่สามารถยืดเวลาเคราะห์ร้ายของเขาออกไปได้ และเขาได้กลายเป็นหัวหน้ามือปราบแล้ว เขาก็ย่อมจะมีอิทธิพลอยู่บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอายุของเขา หากเขาสามารถแสดงกระแสพลังดาบออกมาและเข้าตาบุคคลอย่างผู้บัญชาการได้ ก็อาจจะมีโอกาสที่จะช่วยจางไห่ออกจากคุกได้จริงๆ
บางทีอาจเป็นชะตากรรมของเขาที่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมนี้ และสำหรับตอนนี้ เฉินมู่ก็ทำอะไรมากไม่ได้—เขาถึงกับลังเลที่จะเข้าไปพัวพันด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่ามันจะไปรบกวนแผนการที่เขาวางไว้ในใจ
เฉินหงตั้งสติได้หลังจากนั่งลง
ด้วยวัยของนาง หลังจากได้ยินว่าจางไห่พ้นจากอันตรายชั่วคราวแล้ว นางก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
"ใช่ เราคงทำได้แค่ดูกันไปทีละขั้น"
เฉินหงก็ถอนหายใจเช่นกัน พลางเสริมว่า
"เป็นความผิดของข้าเองที่ตามใจเขามาตั้งแต่เด็ก... เสี่ยวมู่ นี่ก็เย็นมากแล้ว ทำไมเจ้ากับเยว่เอ๋อร์ไม่ไปที่บ้านข้าแล้วกินอาหารง่ายๆ สักมื้อล่ะ?"
เฉินมู่เห็นประกายแห่งความหวังในดวงตาของเฉินเยว่ แต่เขาก็ยังคงส่ายหัวและพูดว่า
"ไม่ล่ะขอรับ มันเริ่มจะเย็นเกินไปแล้ว และกว่าเราจะกินเสร็จ ฟ้าก็จะมืดพอดี จากนั้นเราก็คงต้องค้างคืนที่บ้านอาสาม ซึ่งเป็นการรบกวนเกินไป"
เฉินหงโบกมือพลางพูดว่า
"ไม่รบกวนเลย ไม่เลยสักนิด เจ้ามาที่บ้านข้าน่ะดีแล้ว... อืม..."
ขณะที่นางพูด
เฉินหงก็พลันหยุดชะงัก ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อว่า
"เสี่ยวมู่ เจ้ายัังจำโยวอิ๋งได้ไหม? นางเป็นลูกสาวของครอบครัวอาสี่ของเจ้าไห่ ตอนเด็กๆ นางเคยมาเที่ยวที่บ้านเจ้าบ่อยๆ"
เฉินมู่รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
ความทรงจำนั้นค่อนข้างห่างไกล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมาถึงโลกนี้ อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีความทรงจำก่อนหน้านี้ทั้งหมด แม้ว่ามันจะค่อนข้างเลือนรางก็ตาม
เมื่อเฉินหงเอ่ยขึ้นมา เขาก็ลองค้นหาในความทรงจำและพอจะนึกภาพของเด็กหญิงคนหนึ่งออก
"ยังพอจะจำได้ขอรับ มีเรื่องอะไรหรือ?"
เฉินมู่ถาม
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหงก็พูดว่า
"พ่อของโยวอิ๋งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้นางก็มาอยู่กับข้า นางก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว ส่วนเจ้าก็ยังไม่ได้ลงหลักปักฐาน ข้าเลยคิดว่าเรามาลองพูดคุยเรื่องการแต่งงานของเจ้าสองคนกันดีไหม เจ้าคิดว่ายังไง?"
เฉินเยว่ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ กะพริบตาปริบๆ
เฉินมู่ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่หลังจากคิดดูอีกทีและนึกถึงความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับ
"จางโยวอิ๋ง"—ดูเหมือนว่าตอนเด็กๆ นางจะเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก—เขาก็พูดว่า
"ในช่วงสองปีนี้ข้ายังไม่อยากจะลงหลักปักฐาน และข้าก็ไม่ได้เจอนางมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้นางหน้าตาเป็นอย่างไร"
เฉินหงหัวเราะแล้วพูดว่า
"ตอนนี้นางโตเป็นสาวแล้ว และก็ดูดีไม่แพ้เยว่เอ๋อร์เลยนะ... อืม... ดีแล้วที่เจ้าไม่ไปวันนี้ ข้ายังไม่ได้พูดเรื่องนี้กับโยวอิ๋งเลย เดี๋ยวข้าจะกลับไปลองเกริ่นๆ ดูก่อนว่าเป็นอย่างไร"
เมื่อถึงตอนนี้
เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้วจริงๆ เฉินหงก็ลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับ และเฉินมู่ก็จูงเฉินเยว่ไปส่งนางที่ประตู
เมื่อร่างของเฉินหงลับสายตาไปแล้ว
เฉินเยว่ก็เอียงคอน้อยๆ มองเฉินมู่แล้วพูดว่า
"ท่านพี่ ก็ถึงเวลาที่ท่านน่าจะหาภรรยาได้แล้วนะเจ้าคะ"
เฉินมู่ปิดประตูแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวเธอ
"ไม่ต้องรีบ"
อันที่จริง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับเขาอยู่แล้ว เมื่อเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบจนสมบูรณ์แบบและได้เป็นหัวหน้ามือปราบแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้เขามีความต้องการ เขาก็สามารถเลือกได้โดยไม่มีปัญหา แต่เมื่อคิดอีกที เมื่อเขาดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว ก็คงมีผู้หญิงมากมายที่เข้ามาหาเขาเพราะสถานะของเขา ดังนั้นการลองดูไว้ตอนนี้ก็ไม่เสียหายอะไร
เฉินเยว่กระซิบ
"พอท่านพี่มีภรรยาแล้ว ก็จะไม่ต้องการข้าแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินมู่ก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
"ข้าจะไม่ต้องการเจ้าได้อย่างไร? เยว่เอ๋อร์สำคัญที่สุด"
หลังจากปลอบเด็กหญิงตัวน้อยกลับเข้าไปในบ้านแล้ว เฉินมู่ก็เข้าไปในห้องเก็บฟืนและฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบต่อ
...
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม
เฉินหงเร่งฝีเท้าและในไม่ช้าก็มาถึงถนนและตรอกที่กว้างขวางและเข้าไปในลานบ้านแห่งหนึ่ง
ลานบ้านไม่ใหญ่นัก เป็นเพียงลานแบบ "ทางเข้าเดียว" นอกจากประตูทางเข้าหลักแล้ว ยังมีบ้านสามแถวเรียงกันเป็นวงกลม แต่ละแถวมีสี่ห้อง รวมเป็นสิบสองห้อง แม้ว่าจะดูเก่าไปบ้าง แต่ก็ยังสะอาดสะอ้าน
ผู้อยู่อาศัยในลานบ้านเช่นนี้โดยทั่วไปไม่ใช่ผู้มีอำนาจหรือชื่อเสียง เป็นเพียงคนที่มีฐานะดีกว่าคนชั้นล่างที่ยากจนเล็กน้อย มักจะเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวที่มีสมาชิกสี่หรือห้าคน
ทันทีที่เฉินหงเข้าไปในลานบ้าน
ชายวัยกลางคนที่ดูค่อนข้างเนื้อตัวมอมแมมก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลและถามว่า:
"เป็นอย่างไรบ้าง?"
เขาคือพ่อของจางไห่ หรือที่รู้จักกันในนาม "จางคนขายเนื้อ" ในย่านนี้ ค่อนข้างมีชื่อเสียงในด้านฝีมือการชำแหละหมูและแล่เนื้อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำให้เขามีชีวิตที่สุขสบาย แต่ปัญหาของจางไห่ครั้งนี้ทำให้เขามืดแปดด้านไปหมด
ท้ายที่สุดแล้ว เขาเป็นเพียงคนขายเนื้อ อย่างมากก็เป็นแค่คนที่ส่งเนื้อให้ "นายท่าน" บางคนเป็นประจำ แม้ว่าเขาจะรู้จักคนชั้นล่างอยู่บ้าง แต่การจัดการกับหน่วยป้องกันเมืองและเรื่องในคุกนั้นอยู่เกินความสามารถของเขา ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอันธพาล, โจร, หรือแม้แต่สมาชิกแก๊งคนไหนที่จะมีอิทธิพลพอที่จะดึงใครออกจากคุกได้
สำหรับผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลจริงๆ เขาก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปขอให้พวกเขาช่วยพูดแทนได้
"เฮ้อ"
เฉินหงถอนหายใจ เดินตามจางคนขายเนื้อเข้าไปในบ้านก่อน แล้วจึงอธิบายสถานการณ์
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในตอนแรกจางคนขายเนื้อก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจอีกครั้งและพูดว่า
"หลานชายเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่มาตั้งหลายปี ยังไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่พอจะช่วยพูดจาให้ได้บ้างเลย... ตอนที่พี่ใหญ่ของเจ้ายังอยู่ ข้าก็เคยบอกแล้วว่าหลานชายเจ้าไม่ควรไปเป็นเจ้าหน้าที่
ในโลกแบบนี้ ไม่มีพื้นเพครอบครัว ไม่มีเงินหรืออิทธิพล การเป็นเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เงิน แถมยังไม่มีทางได้เลื่อนตำแหน่ง สู้ไปเสี่ยงโชคในแก๊ง สู้หัวชนฝา ยังอาจจะสร้างชื่อให้ตัวเองได้ซะกว่า"
เฉินหงเช็ดน้ำตา
"การเป็นเจ้าหน้าที่อย่างน้อยก็เป็นงานที่มั่นคง เราไม่ได้ต้องการเงินมากมาย แค่ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่มีมู่ เงินก็คงไม่ถึงมือหัวหน้าผู้คุมด้วยซ้ำ"
จางคนขายเนื้อส่ายหัวและพูดว่า
"พอเถอะ อย่าพูดเรื่องนี้เลย ไปเรียกโยวอิ๋งมากินข้าว"
ก่อนที่เฉินหงจะทันได้ลุกไป เด็กสาวอายุประมาณสิบหกหรือสิบเจ็ดปีก็เดินเข้ามา นางดูค่อนข้างองอาจกล้าหาญ มีไฝใต้ตาเม็ดหนึ่ง และทันทีที่เข้ามา นางก็ถามว่า
"ท่านป้า กลับมาแล้วหรือคะ พี่ไห่เป็นอย่างไรบ้าง?"
เฉินหงเล่าสถานการณ์ของจางไห่ให้ฟังอีกครั้ง
จางโยวอิ๋งนั่งฟัง พลางปลอบใจ
"อย่างน้อยตอนนี้เขาก็พ้นจากอันตรายแล้ว"
แต่ครึ่งหลังของความคิดนางกลับเก็บไว้ในใจ—ด้วยความอ้วนท้วนของลูกพี่ลูกน้องจางไห่ การติดคุกครั้งนี้อาจจะเป็นโชคดีในโชคร้าย ช่วยให้เขาผอมลงได้บ้าง แน่นอนว่าความคิดที่ไม่เข้าหูเช่นนี้ เก็บไว้ไม่พูดออกไปจะดีที่สุด
นางก็ส่ายหัวในใจเช่นกัน นางรู้สึกมานานแล้วว่าจางไห่ที่ไม่ได้รับการศึกษาและเอาแต่เตร็ดเตร่ไปวันๆ จะต้องก่อเรื่องในที่สุด นางเคยเตือนจางไห่ด้วยความหวังดี แต่เขาไม่ใส่ใจคำพูดของนาง นางจึงปล่อยเรื่องนั้นไป ไม่คิดว่าปัญหาจะเกิดขึ้นกะทันหันขนาดนี้
โชคดีที่มันไม่ได้พัวพันมาถึงครอบครัวของนางหรือตัวนางเอง
เฉินหงนั่งโศกเศร้ากับสถานการณ์ของจางไห่อยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งจางโยวอิ๋งนำอาหารมาตั้งที่โต๊ะ นางถึงได้สติกลับมา และเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ ก็ถามจางโยวอิ๋งว่า "โยวอิ๋ง เจ้าไม่ได้เจอมู่มาหลายปีแล้วใช่ไหม?"
จางโยวอิ๋งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกถึงภาพของเด็กชายเฉินมู่ในวัยเด็ก นางไม่ได้เจอเขาอีกเลยตั้งแต่นั้นมา แต่ก็พอจะจินตนาการได้เลาๆ ว่าตอนโตเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร คงจะดูดีกว่าจางไห่ แต่ก็ไม่ได้ฉลาดเฉลียวอะไรเป็นพิเศษ นางเคยถามคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับการนับไก่กับเป็ด และมันก็ทำเอาเขาถึงกับไปไม่เป็นเลย
เมื่อเฉินหงจู่ๆ ก็เอ่ยถึงเฉินมู่ขึ้นมา จางโยวอิ๋งก็เข้าใจเจตนาของป้าของนางได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นนางจึงไม่พูดอะไร เพียงแค่มองเฉินหง รอฟังว่าจะพูดอะไรต่อไป
เป็นไปตามคาด เฉินหงพูดต่อว่า
"มู่เป็นเด็กดีจริงๆ นะ แม้ว่าครอบครัวจะยากจน แต่เขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีงานมั่นคง เจ้าก็ถึงวัยแล้ว และข้าคิดว่า..."
"ท่านป้า ตอนนี้ข้ายังไม่พร้อมจะแต่งงานเจ้าค่ะ"
จางโยวอิ๋งหน้าแดงเล็กน้อยขณะที่พูด
"อีกอย่าง ข้าพอจะอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น และหวังว่าในอนาคตจะได้เป็นคนดูแลบัญชี ข้าไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่อย่างท่านพี่มู่ต้องการคนมาช่วยดูแลบัญชีหรอกนะเจ้าคะ ใช่ไหม?"
แม้ว่านางจะใช้ชีวิตอย่างเก็บตัว แต่นางก็พอจะรู้เรื่องทางโลกอยู่บ้าง สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง หากพวกเขามีอิทธิพลในครอบครัวที่สามารถซื้อเส้นสายเพื่อค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไปได้ หรือถ้าพวกเขาไปที่เขตในเพื่อเรียนศิลปะการต่อสู้และพัฒนาทักษะที่แท้จริง พวกเขาก็จะมีโอกาส
แต่หากไม่มีการสนับสนุนใดๆ ก็แทบจะไม่มีโอกาสก้าวหน้าเลย และเงินเดือนของพวกเขาก็จะพอแค่ให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างพอประมาณเท่านั้น
ด้วยความที่อ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น แถมยังมีหน้าตาสวยงาม นางคิดว่าถึงแม้จะไม่ได้แต่งงานกับครอบครัวที่มีอำนาจ อย่างน้อยนางก็น่าจะได้แต่งงานกับเจ้าของโรงเตี๊ยมหรือเจ้าของโรงรับจำนำ นางอยากจะทำงานเขียนและบัญชีทุกวันมากกว่า... ทางที่ดีที่สุดคืออย่าไปยุ่งเกี่ยวกับญาติพี่น้องเลย
"นี่..."
เฉินหง เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอับอายขึ้นมาทันที
จางคนขายเนื้อส่ายหัวและพูดว่า
"ฝีมือการอ่านเขียนและคิดเลขของโยวอิ๋งนั้นไม่เลวจริงๆ ตอนช่วยข้าขายเนื้อ นางไม่เคยทำบัญชีผิดเลย แล้วนางจะได้อะไรจากการแต่งงานกับหลานชายเจ้าล่ะ? เจ้าเลิกยุ่งเรื่องนี้เถอะ เดี๋ยวข้ามีเวลาจะลองมองหาดูว่ามีครอบครัวที่เหมาะสมไหม นางไม่ควรต้องไปลำบาก"
จางโยวอิ๋งก้มหน้าอย่างว่าง่าย ไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินหงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน