- หน้าแรก
- ข้าจะทำสวนจนเป็นเซียน
- บทที่ 39 - การประลองใหญ่ของนิกายเมฆคราม
บทที่ 39 - การประลองใหญ่ของนิกายเมฆคราม
บทที่ 39 - การประลองใหญ่ของนิกายเมฆคราม
บทที่ 39 - การประลองใหญ่ของนิกายเมฆคราม
เฉินอันรู้สึกว่าความคิดนี้มีแวว
รอครั้งหน้าที่เฉินอวี้กลับมา ค่อยวานให้นางช่วยสอบถามดู
หากสามารถสร้างสายสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับนิกายเมฆครามได้ ในอนาคตการได้รับปุ๋ยปราณและเมล็ดพันธุ์ปราณอาจจะง่ายดายขึ้น
ความอุดมสมบูรณ์ของดินในไร่ปราณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เฉินอันจึงวางแผนล่วงหน้า เขาไปหาท่านผู้เฒ่ารองเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปราณระดับหนึ่งขั้นสูงมาจำนวนหนึ่ง
ถือโอกาสนี้ เขายังซื้อเมล็ดดอกราตรีจันทรามายามาสองเมล็ด เพื่อเตรียมไว้ใช้ในช่วงระดับฝึกปราณขั้นปลาย
ท่านผู้เฒ่ารองใช้เวลาสองปีในการเพาะปลูกดอกราตรีจันทรามายาสองฤดูกาล ตอนนี้ในมือจึงมีเมล็ดพันธุ์อยู่ไม่น้อย
จากเดิมที่มีเพียงเมล็ดเดียว บัดนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบเมล็ดแล้ว
พรสวรรค์ด้านการเพาะปลูกของเฉินอันนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ประกอบกับไร่ปราณของเขาก็กำลังจะเลื่อนขั้นเป็นไร่ปราณขั้นสูง ท่านผู้เฒ่ารองย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
และหลังจากผ่านการบำรุงด้วยปุ๋ยปราณรอบสุดท้าย เฉินหลุนและเฉินโหย่วเลี่ยงทั้งสองคนก็มีไร่ปราณขั้นสูงเป็นของตนเองก่อนเขาไปหนึ่งก้าวอย่างไม่มีข้อกังขา
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนถึงหน้าถ้ำพำนัก เห็นได้ชัดว่าต้องการมาอวดโอ้
ครั้งที่แล้วตอนที่เฉินอันพยายามทะลวงสู่ระดับฝึกปราณขั้นหก เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนรบกวน เขาจึงแขวนป้ายปิดด่านไว้ด้านนอกค่ายกล และยังไม่ได้นำมันลง
เมื่อทั้งสองคนเห็นป้าย ก็เข้าใจว่าเฉินอันกำลังปิดด่าน จึงทำได้เพียงกลับไปอย่างผิดหวัง
ส่วนเฉินอันที่อยู่ภายในค่ายกลและรับรู้ความเคลื่อนไหวภายนอกได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ
ไม่กี่วันต่อมา เฉินอวี้ก็กลับมาเยี่ยมบ้าน
เฉินอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าจะลองไปสอบถามดู ว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะหาซื้อปุ๋ยปราณจากนิกายเมฆคราม
แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาสูงกว่าปกติก็ตาม
หลังจากเก็บเกี่ยวมาหลายฤดูกาล ถุงเก็บของของเฉินอันก็อัดแน่นไปด้วยผลผลิตส่วนเกิน ในจำนวนนั้นเกือบครึ่งเป็นพืชปราณคุณภาพสมบูรณ์แบบ เรื่องเงินทองย่อมไม่ใช่ปัญหา
นับตั้งแต่ที่ปุ๋ยปราณถูกปล้นในครั้งนั้น ตระกูลหวังก็เพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันอย่างเข้มงวด ในปัจจุบันจึงยังไม่มีแนวโน้มว่าสินค้าจะขาดตลาด
แต่หากมันขาดขึ้นมาจริงๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังพอทนไหว แต่หากเวลาผ่านไปนาน ความอุดมสมบูรณ์ของไร่ปราณลดลง ก็คงต้องมาเริ่มบำรุงดินกันใหม่ทั้งหมด
ไม่เพียงแต่เสียเวลา แต่หินปราณที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าทั้งหมด
เพื่อความรอบคอบ เฉินอันจึงเดินทางไปยังลานกว้างของตระกูล เพื่อพบกับเฉินอวี้
เทียบกับครั้งก่อนที่นางสวมชุดคลุมศิษย์นิกายมาตรฐาน วันนี้เฉินอวี้กลับสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีคราม ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหวดุจย่างก้าวบนดอกบัว ชายกระโปรงพลิ้วไหว เผยให้เห็นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ซ่อนอยู่
ผิวพรรณของนางเนียนละเอียดดุจไขมันที่แข็งตัว อ่อนนุ่มราวกับหยก เรียกได้ว่าสวยสดงดงามยิ่งกว่าเฉินจื่อหลานอยู่หลายส่วน
"ท่านคือ... เฉินอัน" เฉินอวี้ทอดสายตามองเฉินอันด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นที่ใสดุจน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
เฉินอันยิ้ม "ใช่แล้ว ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ"
ตอนที่เฉินอวี้เข้านิกายเมฆคราม เฉินอันยังไม่ได้ขึ้นมาบำเพ็ญเพียรบนภูเขาเมฆหมอก ทั้งสองคนจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกันนัก
เฉินอวี้ยิ้มหวาน "ข้าได้ยินท่านพ่อพูดถึงท่านอยู่บ้าง ท่านบอกว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ในตระกูลมีดาวรุ่งดวงใหม่ปรากฏตัวขึ้น เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสวน"
"ท่านประมุขตระกูลชมเกินไปแล้ว"
หลังจากการทักทายปราศรัยกันเล็กน้อย
เฉินอวี้ก็เอ่ยถาม "ท่านมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ"
"ข้ามาเพื่อขอรบกวนคุณหนูใหญ่ช่วยสอบถามในนิกายให้ทีว่า พอจะมีช่องทางหาซื้อปุ๋ยปราณขั้นสูงได้หรือไม่ ข้าต้องการซื้อสักสองสามร้อยชั่ง" เฉินอันกล่าวถึงจุดประสงค์ของเขาทันที
เฉินอวี้ขมวดคิ้วเรียวดั่งใบหลิวเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างอ้อมๆ "ศิษย์พี่ที่ดูแลไร่ปราณขั้นสูงในนิกายข้าก็พอจะรู้จักอยู่หนึ่งหรือสองคน เพียงแต่ ข้ายังไม่เคยได้ยินว่าทางนิกายมีการนำปุ๋ยปราณขั้นสูงออกมาขายให้คนนอกเลย"
"รอข้ากลับไปจะลองถามให้ หากสามารถซื้อหามาได้ ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันที"
สีหน้าของเฉินอันหมองลง เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้คงไม่มีหวังมากนัก
เขากประสานมือคารวะ "ขอบคุณคุณหนูใหญ่มาก หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้าย่อมมีของตอบแทนอย่างงาม"
ดวงตาทั้งสองของเฉินอวี้ทอประกายระลอกคลื่น นางพินิจมองเฉินอันอย่างละเอียด "ระดับฝึกปราณขั้นหก... ฝีมือไม่เลวเลยนี่นา พอดีเลย ช่วงนี้ข้ามีเรื่องต้องการคนช่วย"
นางบำเพ็ญเพียรอยู่ในนิกายมาหลายปี จนถึงตอนนี้ก็ยังเพิ่งจะบรรลุระดับฝึกปราณขั้นหกเท่านั้น
"ไม่ทราบว่าคุณหนูมีเรื่องอันใด"
เฉินอันเห็นแววตาฉลาดแกมโกงในดวงตาของนาง ลูกตากลิ้งไปมา เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดแผนการบางอย่างอยู่ ในใจของเขาก็พลันสะดุด
"ช่วงนี้ข้ากำลังวางแผนเพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน จำเป็นต้องทำภารกิจจำนวนมากเพื่อเตรียมตัวสำหรับการประลองใหญ่ของศิษย์ฝ่ายนอก ท่านยินดีจะช่วยข้าหรือไม่"
เฉินอวี้ยิ้มราวกับดอกไม้บาน นางจ้องมองเฉินอันไม่กะพริบตาเพื่อรอคำตอบ
กลิ่นหอมราวกับกล้วยไม้และอบเชยลอยมาปะทะจมูก ทำให้หัวใจของเฉินอันเต้นแรงขึ้น
"เป็นเรื่องอันใดหรือ"
"ที่แคว้นเหลียงมีดินแดนแห่งหนึ่ง ช่วงนี้กำลังถูกภูตผีร้ายอาละวาด ข้าอยากให้ท่านไปช่วยข้าปราบปรามผีร้ายที่ก่อเรื่องนั่น"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินอันก็ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
หากเป็นเรื่องอื่นยังพอพูดกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการขอยืมหินปราณหรือต้องการพืชปราณ เขาก็พอจะตกลงได้
แต่เรื่องที่เขาไหว้วานนางไปนั้นยังไม่ทันได้ความคืบหน้า และยังมีโอกาสสูงที่จะล้มเหลว แต่ก่อนที่เรื่องจะสำเร็จ นางกลับจะให้เขาออกไปต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับผีร้าย นี่มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องเพ้อเจ้อ
"เรื่องนี้คงจะยากหน่อย ข้าทำสวนอยู่ในตระกูลมาตลอด เชี่ยวชาญที่สุดก็คือวิชาอาคมด้านการทำสวน ส่วนวิชาอาคมด้านอื่นๆ นั้น ข้าควบคุมได้ไม่ดีเท่าใดนัก"
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เฉินอันเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไร่ปราณไปหนึ่งรอบ วิชาอาคมและยันต์ส่วนใหญ่ของเขาเพิ่งจะบรรลุขั้นสูงสุดเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับวิชาอาคมด้านการทำสวนที่บรรลุขั้นสมบูรณ์แบบไปหมดแล้ว
เฉินอวี้ชะงักไป นางจ้องมองเฉินอันอยู่ครู่หนึ่ง "ในเมื่อท่านไม่เต็มใจไป เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ข้าไปหาคนอื่นในตระกูลช่วยก็ได้"
เฉินอันรีบกล่าวลาทันที "ขออวยพรให้คุณหนูใหญ่ได้รับชัยชนะกลับมา"
ภูตผีที่ถูกเรียกว่า "ผีร้าย" ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีฝีมือเทียบเท่าระดับฝึกปราณขั้นกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น ภูตผีเป็นสิ่งที่ทำร้ายได้ยากด้วยวิธีทั่วไป อันตรายยิ่งเพิ่มขึ้นสามส่วน เขาไม่ใช่จงขุย ไม่คิดจะเสี่ยงชีวิตลงเขาไปจับผี
เฉินอวี้มองแผ่นหลังของเฉินอันที่เดินจากไป ดวงตาคู่สวยราวผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วงเผยแววผิดหวัง "นึกว่าเป็นต้นกล้าที่ดี ที่แท้ก็แค่บำเพ็ญเพียรได้เร็วกว่าคนอื่นเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยสภาพจิตใจเช่นนี้ เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คงจะเป็นได้แค่ชาวสวนปราณเท่านั้นกระมัง"
วันต่อมา เฉินอันได้ต้อนรับแขกที่ไม่ค่อยได้พบเจอนัก
เฉินเฟิงซั่วมาเยี่ยมเยียน
ตัวเขาในตอนนี้แตกต่างไปจากเมื่อก่อน รูปร่างดูสูงตระหง่านและแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย รอยยิ้มซื่อๆ บนใบหน้าลดลง กลับมีกลิ่นอายความเฉียบคมดุดันเข้ามาแทนที่
เมื่อพิจารณาจากกลิ่นอายของเขา ไม่น่าเชื่อว่าบรรลุถึงระดับฝึกปราณขั้นหกแล้ว
"เฉินอัน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" เฉินเฟิงซั่วยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
เฉินอันรีบต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปในถ้ำพำนัก
ทั้งสองพูดคุยถึงเรื่องสนุกๆ สมัยที่ยังเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่สำหรับเรื่องที่เฉินเฟิงซั่วได้รับโชคลาภจากแหวนทองสัมฤทธิ์หรือไม่นั้น เฉินอันกลับไม่เอ่ยถามแม้แต่ครึ่งคำ
เรื่องแบบนี้ถือเป็นความลับส่วนตัว และอาจเป็นความลับสุดยอดของอีกฝ่าย ต่อให้เป็นเฉินอันเอง เขาก็ไม่ต้องการเปิดเผยมันเช่นกัน
"เดิมทีข้าแค่แวะมาเยี่ยมเจ้า ไม่คิดเลยว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าก็ก้าวหน้าไม่ช้าเหมือนกัน"
เฉินเฟิงซั่วพิจารณาเฉินอันด้วยแววตาชื่นชม
"ข้าขอบอกตามตรง อีกไม่กี่วันข้าจะต้องเดินทางไปแคว้นเหลียง เพื่อสังหารผีร้ายตนหนึ่ง เจ้าอยากจะไปกับข้าหรือไม่ เมื่อถึงเวลา เราแบ่งผลประโยชน์ที่ได้กันคนละครึ่ง เป็นอย่างไร"
เฉินอันได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าประหลาด "ไปกับเฉินอวี้หรือ"
เฉินเฟิงซั่วประหลาดใจ "เจ้ารู้ได้อย่างไร"
"นางก็มาชวนข้าเหมือนกัน แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว" เฉินอันตอบเรียบๆ
เฉินเฟิงซั่วถึงกับพูดไม่ออก จึงไม่ได้พยายามชักชวนต่อ เพียงแค่พูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลช่วงนี้ ก่อนจะขอตัวลากลับ
"พี่เฟิงซั่ว ช้าก่อน"
เฉินอันเรียกอีกฝ่ายไว้ เขาหยิบยันต์ออกมาสี่แผ่น เป็นยันต์ปฐพีทรุดสองแผ่น และยันต์อสรพิษอัคคีอีกสองแผ่น
ทั้งหมดล้วนเป็นยันต์คุณภาพสมบูรณ์แบบ
"การเดินทางครั้งนี้เกรงว่าอาจจะมีอันตรายอยู่บ้าง เจ้ารับยันต์พวกนี้ไว้ เผื่อไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน"
"ขอบคุณมาก"
สีหน้าของเฉินเฟิงซั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามองเฉินอันด้วยความขอบคุณก่อนจะยื่นมือไปรับ
เฉินอันกับอีกฝ่ายเป็นเพื่อนบ้านกันมาสามปี ถือว่ามีมิตรภาพต่อกันอยู่บ้าง เขาเองก็ไม่หวังให้อีกฝ่ายต้องพบกับเรื่องร้าย
นับตั้งแต่ที่เฉินต้าจ้วงกลับมา ทำให้เขามีแหล่งกระดาษยันต์ขั้นกลางที่มั่นคง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้เขาจึงได้สร้างยันต์เก็บไว้เป็นจำนวนมาก ยันต์ปราณที่มีอยู่บนตัวก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว การมอบให้เพียงไม่กี่แผ่นย่อมไม่เป็นปัญหา
เฉินอันหันกลับไปมองพืชปราณที่เขียวชอุ่มชุ่มชื้นในไร่ของตน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน เรื่องราวการต่อสู้ฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงโชคลาภนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก หากเขาไม่มีความสามารถในการเก็บเกี่ยวกลุ่มแสง บางทีเขาอาจจะต้องเป็นเหมือนเฉินเฟิงซั่ว ที่ต้องออกไปสำรวจโบราณสถาน สังหารผีร้าย
และส่วนใหญ่ก็มักจะตายในมุมอับที่ไม่มีใครรู้จักระหว่างทาง แม้แต่คนเก็บศพก็ยังไม่มี
"การทำสวน... ยังคงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด"
[จบแล้ว]