- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 62 ข้าผู้นี้จะสู้ตาย!
บทที่ 62 ข้าผู้นี้จะสู้ตาย!
บทที่ 62 ข้าผู้นี้จะสู้ตาย!
ของดีไม่อาจลอยลงมาจากฟ้าได้ แต่หากโยนลงมาจากฟ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ชื่อเจิ้งหยางนึกขึ้นได้ ตอนที่เขาหลอมรวมห้าธาตุเมื่อครั้งนั้น ยังเหลือแก่นแท้ธาตุน้ำและแก่นแท้ธาตุดินระดับเต๋าอยู่ ขอเพียงแค่ซื้อมาอีกสามชิ้นให้ครบชุด ก็พอแล้วมิใช่รึ?
เรื่องที่สามารถแก้ไขได้ด้วยหินวิญญาณหนึ่งสองล้านก้อน จะยังนับว่าเป็นเรื่องได้อีกรึ?
"ทราบแล้วขอรับเจ้าสำนัก ข้าจะไปที่เมืองเป่ยหยวนเพื่อไปเอาเงินจากรองเจ้าเมืองหวัง แล้วจากนั้นจะช่วยท่านซื้อแก่นแท้ห้าธาตุหนึ่งชุด" ชื่อเจิ้งหยางพยักหน้ารับคำ
"เอาล่ะ เอาล่ะ ไปทำธุระเถอะ แล้วก็ถือโอกาสถามด้วยว่าการส่งเงินรางวัลอะไรนั่นจะเริ่มเมื่อไหร่"
จี้ผิงเซิงพูดจบ ก็โบกมือไปมา หันหลังเดินจากไป เขาจะไปยังตำหนักทองแดงโบราณเพื่อแกะหยกมรกตเซียนซ่อนกายที่แฝงไว้ด้วยแก่นแท้แห่งธาตุไม้ระดับต้นกำเนิดออกมา
ชื่อเจิ้งหยางมองตามแผ่นหลังของจี้ผิงเซิงที่เดินจากไป เขามองปลาบนต้นไม้อย่างอาลัยอาวรณ์หนึ่งครั้งแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองเป่ยหยวน
ดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าบนท้องฟ้าม้วนตลบไปกับเมฆสีแดง ค่อยๆ เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก หนึ่งวันก็ผ่านไปเช่นนี้อีกแล้ว
ตอนที่ชื่อเจิ้งหยางมาถึงจวนรองเจ้าเมือง ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ตลอดเส้นทางนี้สงบราบรื่น ไม่มีระลอกคลื่นและอุบัติเหตุใดๆ
แน่นอนว่า พอไม่มีเจ้าสำนักแล้วก็ราบรื่นจริงๆ
หลังจากชื่อเจิ้งหยางถอนหายใจในใจหนึ่งครั้งแล้ว ก็เคาะประตูใหญ่ของจวนรองเจ้าเมือง เขาขี้เกียจที่จะรอ หลังจากเคาะประตูแล้วก็ส่งกระแสเสียงให้รองเจ้าเมืองหวังโดยตรง
"ท่านรองเจ้าเมืองหวัง สำนักซ่างชิง ชื่อเจิ้งหยางมาขอเข้าพบ"
รองเจ้าเมืองหวังที่กำลังคลุกคลีอยู่กับภรรยาและอนุภรรยาในห้องนอนใหญ่ถูกกระแสเสียงที่มาอย่างกะทันหันนี้ทำเอาตกใจไปยกใหญ่ เกือบจะตกจากเตียงลงไป
"องค์ชายสี่มาได้อย่างไร?"
รองเจ้าเมืองหวังตกใจในใจ หรือว่าจะเป็นเรื่องที่ข้าแอบหัวเราะตอนที่พระองค์ร้องเป็นแมวคราวก่อนถูกเปิดโปงแล้ว ตอนนี้จึงจะมาคิดบัญชีแค้นย้อนหลัง?
เขาล้มลุกคลุกคลานลงมาจากเตียง ไล่ภรรยาและอนุภรรยาที่ยังไม่สมอารมณ์หมายออกไปโดยตรง รีบเดินไปยังนอกประตูอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่วินาที รองเจ้าเมืองหวังก็จากห้องนอนมาถึงหน้าประตูใหญ่ กำลังจะยื่นมือไปเปิดประตู ก็พลันหยุดไปชั่วครู่
"บัดซบ เกือบลืมชำระล้างร่างกายไปเสียแล้ว!"
รองเจ้าเมืองหวังตบหน้าผากตนเองอย่างแรง ตอนนี้ทั่วร่างของเขาล้วนเป็นกลิ่นเครื่องแป้งและชาด บนใบหน้าและลำคอยังมีรอยลิปสติกอยู่หลายรอย ออกไปต้อนรับองค์ชายสี่ในสภาพนี้ นี่มันท่าอะไรกัน
และอีกอย่าง องค์ชายสี่ดูเหมือนจะยังไร้เดียงสา หากข้าอยู่ในสภาพนี้แล้วบังเอิญทำให้พระองค์อิจฉาริษยาขึ้นมาคงแย่แน่ รองเจ้าเมืองหวังคิดอย่างรอบคอบ
เขารีบใช้วิชาชำระล้างหลายครั้งกับตนเอง ณ ที่นั้น แล้วเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูภูมิฐานอีกหนึ่งชุด จึงจะเปิดประตู
"คารวะองค์ชายสี่ ไม่ได้พบกันนาน ข้ารับใช้ผู้นี้คิดถึงอย่างยิ่ง!" หลังจากรองเจ้าเมืองหวังเห็นใบหน้าของชื่อเจิ้งหยางแล้ว ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
คนผู้นี้ก็ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าชื่อเจิ้งหยางยังไม่ได้พูดอะไร ก็เริ่มเรียกตนเองว่าข้ารับใช้แล้ว
"เข้าไปข้างในแล้วค่อยว่ากัน"
ชื่อเจิ้งหยางมองซ้ายมองขวาสองแวบ เอียงตัวเข้าไปในจวนรองเจ้าเมือง
ภายใต้การนำทางของรองเจ้าเมืองหวัง ชื่อเจิ้งหยางมาถึงห้องหนังสือในจวน เดิมทีรองเจ้าเมืองหวังอยากจะให้ที่นั่งประธาน แต่ชื่อเจิ้งหยางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ นั่งลงบนที่นั่งของแขกแทน
"องค์ชายสี่ ท่านมาครั้งนี้มีอะไรจะสั่งการหรือขอรับ"
ในดวงตาของรองเจ้าเมืองหวังเต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง มองชื่อเจิ้งหยางด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวัง ตอนนี้เขาไม่กลัวว่าองค์ชายสี่จะใช้เขา ก็แค่กลัวว่าองค์ชายสี่จะไม่ใช้เขาเท่านั้น โอกาสที่จะได้เข้าใกล้องค์ชายสี่ เขาจะต้องคว้าไว้ให้ได้!
"ครั้งนี้ที่มา ก็เพื่อเรื่องเงิน"
ชื่อเจิ้งหยางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในเมื่อรองเจ้าเมืองหวังรู้ตัวตนของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นคนซื่อบื้ออีกต่อไป
"เงินรึ?"
รองเจ้าเมืองหวังทั่วร่างสั่นสะท้านขึ้นมาทีหนึ่ง ความคิดหนึ่งในสมองแทบจะหลุดออกมาจากปาก เขากล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"องค์ชายสี่ เริ่มแล้วหรือขอรับ?"
การจะทำเรื่องใหญ่ เงินทุนและทรัพยากรจะต้องเตรียมพร้อม เรื่องที่สามารถทำให้องค์ชายสี่ถึงกับขาดเงินได้ จะต้องเป็นเรื่องนั้นอย่างแน่นอน!
เขาจินตนาการภาพในสมองไปแล้ว องค์ชายสี่ที่ซุ่มซ่อนมาหลายปีก่อกำเนิดวายุที่เมืองเป่ยหยวน อาศัยพลังอันยิ่งใหญ่ยึดครองแคว้นเป่ยได้ในชั่วพริบตา คาดไม่ถึงว่าข้าหวังซีหงชั่วชีวิตนี้จะได้เห็นฉากใหญ่องค์ชายชิงบัลลังก์ ช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร!
"อะไรเริ่มแล้วหรือ?"
ชื่อเจิ้งหยางมองรองเจ้าเมืองหวังที่สีหน้าตื่นเต้น ในใจสงสัยเล็กน้อย ขมวดคิ้วกล่าว "ข้ามาตามคำสั่งของเจ้าสำนักของเรา เงินรางวัลจากการปราบมารเมื่อสองวันก่อน ท่านผู้ว่าการแคว้นเป่ยส่งลงมาแล้วหรือยังขอรับ กำลังรอใช้เงินอยู่"
"ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจทั้งหมด" รองเจ้าเมืองหวังยิ้มอย่างมีเลศนัย
ใช้วิธีอ้างเรื่องการปราบมารเพื่อมาเอาเงิน ก็เพื่อจะปิดบังข้อมูล กลัวว่ากำแพงจะมีหูมิใช่รึ? วางใจเถอะองค์ชายสี่ ปากของเฒ่าหวังผู้นี้หนักแน่นยิ่งนัก
"ลงมาแล้วขอรับ ลงมาแล้ว ท่านต้องการเท่าไหร่ก็บอกมาได้เลย!"
รองเจ้าเมืองหวังกล่าวอย่างร้อนรน
ชื่อเจิ้งหยางได้ยินก็หน้าดำทะมึน ถลึงตาใส่รองเจ้าเมืองหวังอย่างแรง
เจ้าคนนี้ ยังจะให้เจ้าสำนักพูดถูกจริงๆ ด้วย ข้ามาถึงแล้วท่านกลับไม่ยอมเอาออกมาทั้งหมด ยังจะมาถามข้าอีกว่าต้องการเท่าไหร่? หากข้าไม่มา ก็คงจะให้ท่านฮุบไปทั้งหมดแล้วมิใช่รึ?
ชื่อเจิ้งหยางจ้องเขม็งไปยังรองเจ้าเมืองหวัง กล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "ต้องการเท่าไหร่รึ แน่นอนว่าต้องทั้งหมดสิ!"
ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยในนิสัยของรองเจ้าเมืองหวังแล้ว คิดในใจว่าไม่ว่าท่านจะเอาหินวิญญาณออกมาเท่าไหร่ ต่อไปจะต้องไปตรวจสอบกับทางผู้ว่าการแคว้นเป่ยให้ได้ ดูสิว่าไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ได้ยักยอกไปหรือไม่
"ทั้งหมดรึ"
รองเจ้าเมืองหวังชะงักไปเล็กน้อย แสดงสีหน้าลังเล ในใจสับสนลังเลอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาพัฒนามาหลายสิบปี ก็มีเงินเก็บอยู่ไม่น้อย จะให้เขาเอาออกมาทั้งหมดในครั้งเดียวเพื่อสนับสนุนกิจการใหญ่ขององค์ชายสี่ ก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
"หึ!" เมื่อเห็นความลังเลของรองเจ้าเมืองหวัง ในใจของชื่อเจิ้งหยางก็โกรธขึ้นมาเล็กน้อย แค่นเสียงเย็นชาหนึ่งครั้ง
"ว่าอย่างไร จะไม่ให้รึ?"
ถึงแม้เขาจะไม่เห็นหินวิญญาณที่ได้จากการปราบมารอยู่ในสายตา แต่นั่นก็คือทรัพย์สินส่วนรวมของสำนักซ่างชิง! ในฐานะหัวหน้าขันทีแห่งสำนักซ่างชิง เขายอมให้ศิษย์พี่หญิงฉีหลัวเอาไปซื้อเครื่องสำอาง ยังดีกว่าที่จะยอมให้คนนอกคนอื่นมายักยอกไป!
เมื่อเห็นชื่อเจิ้งหยางโกรธเล็กน้อย สีหน้าของรองเจ้าเมืองหวังก็เปลี่ยนไป เขากัดฟันกระทืบเท้า
"ข้าให้!"
ไม่เข้าถ้ำเสือ ไฉนเลยจะได้ลูกเสือ! ก็แค่ของนอกกายมิใช่รึ เมื่ออยู่ต่อหน้ากิจการใหญ่ขององค์ชายสี่แล้วมันจะไปนับเป็นอะไรได้! ขอเพียงองค์ชายสี่สามารถครอบครองแคว้นเป่ยได้โดยลำพัง ได้รับการยอมรับจากองค์จักรพรรดิเหยียน ข้าหวังซีหงก็จะสู้ตาย!
"องค์ชายสี่โปรดรอสักครู่"
รองเจ้าเมืองหวังพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดใจ หันหลังเดินออกจากห้องหนังสือไป ตอนที่เขากลับมาอีกครั้ง ในมือก็มีกล่องหยกผนึกเพิ่มขึ้นมากล่องหนึ่ง
"องค์ชายสี่ ทั้งหมดก็อยู่ในนี้แล้วขอรับ" ตอนที่รองเจ้าเมืองหวังยื่นกล่องหยกให้องค์ชายสี่ เขารู้สึกว่าหัวใจของตนเองกำลังหลั่งเลือด
"ถือว่าท่านยังซื่อสัตย์!"
ชื่อเจิ้งหยางเหลือบมองรองเจ้าเมืองหวัง แค่นเสียงเบาๆ หนึ่งครั้งแล้วจึงลบผนึกบนกล่องหยกออกตามใจชอบ
หลังจากเปิดกล่องหยกแล้ว ข้างในมีแหวนมิติหกวงวางอยู่อย่างเงียบงัน ทำให้ชื่อเจิ้งหยางอดไม่ได้ที่จะชะงักไป แค่หินวิญญาณแตกๆ ที่ได้จากการปราบมารเพียงน้อยนิด ยังจะต้องใช้แหวนมิติถึงหกวงในการบรรจุรึ? แน่นอนว่า คนบ้านนอกก็คือคนที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอก
ชื่อเจิ้งหยางคิดพลางกวาดตามองแหวนมิติวงหนึ่งอย่างสบายๆ ในชั่วพริบตาที่สัมผัสเทวะของเขากวาดเข้าไปในแหวนมิติ สองมือก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทั้งร่างแข็งทื่อไปในทันที
"บ้าเอ๊ย! หินวิญญาณหนึ่งล้านก้อน???"
ชื่อเจิ้งหยางเบิกตากว้างโพลง สบถคำหยาบที่เรียนรู้มาจากปากของจี้ผิงเซิงออกมา หินวิญญาณหนึ่งล้านก้อนรึ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ราชวงศ์ต้าเหยียนใจกว้างถึงเพียงนี้ ปราบมารครั้งหนึ่งให้หินวิญญาณหนึ่งล้านก้อน?
"ท่านไม่ได้เอามาผิดใช่หรือไม่?" ชื่อเจิ้งหยางเงยหน้าขึ้นทันที ถามด้วยสีหน้าที่ตกใจ
รองเจ้าเมืองหวังหัวเราะแห้งๆ ส่งสัญญาณให้ชื่อเจิ้งหยางดูลองแหวนมิติวงอื่น
ไม่ เป็นไปไม่ได้...
ชื่อเจิ้งหยางตกใจในใจ เขารีบใช้สัมผัสเทวะกวาดไปทั่วทุกวงในแหวนมิติ หินวิญญาณที่ขาวโพลนราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ทำให้ในใจของเขาตกตะลึงอย่างยิ่งยวด
หินวิญญาณหก...หก...หก...หกล้านก้อน?!
เสด็จพ่อ ท่านจะส่งคลังสมบัติของราชวงศ์ต้าเหยียนมาให้จนหมดเลยรึ?