- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 50 ทุกอย่างเป็นปกติอย่างยิ่ง
บทที่ 50 ทุกอย่างเป็นปกติอย่างยิ่ง
บทที่ 50 ทุกอย่างเป็นปกติอย่างยิ่ง
ประมุขสำนักเบ็ดเตล็ด จี้ผิงเซิง
จวี้จื่อแห่งสำนักเบ็ดเตล็ด ชื่อเจิ้งหยาง
ข้าไม่ภาคภูมิใจในฐานะองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน แต่ข้าภาคภูมิใจในฐานะจวี้จื่อแห่งสำนักเบ็ดเตล็ด!
ชื่อเจิ้งหยางคิดเช่นนั้น บางเรื่องเขาก็รู้สึกจนใจอย่างยิ่ง
ฝ่ายธรรมะของภพเสวียนเสิน ถึงแม้ภายนอกจะดูสงบสุข แต่เบื้องหลังกลับมีกระแสใต้น้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่เพียงแต่ราชวงศ์ต้าเหยียน แต่ทุกดินแดนทั่วทั้งภพเสวียนเสินล้วนมีการแบ่งขั้วอำนาจหลายชั้น ระดับล่าง กองกำลังฝ่ายสำนักและกองกำลังฝ่ายร้อยสำนักปราชญ์เป็นปฏิปักษ์กัน ระดับสูง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายต่างๆ และวิหารเทพเจ้าฝ่ายต่างๆ เป็นปฏิปักษ์กัน
สำนักต่างๆ พึ่งพาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อเกิดเป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ ร้อยสำนักปราชญ์พึ่งพาวิหารเทพเจ้าก่อเกิดเป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ และราชวงศ์ต้าเหยียนก็คือกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ฝ่ายที่สาม ในดินแดนของราชวงศ์ต้าเหยียน ถึงแม้ภายนอกจะดูมั่นคง แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
หนึ่งคือมียอดฝีมือระดับสูงสุดของภพเสวียนเสินอย่างจักรพรรดิเหยียนคอยกดดันไว้
สองก็คือราชวงศ์ต้าเหยียนรักษาสมดุลได้ดี ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์ก็คือสิ่งที่ราชวงศ์ต้าเหยียนใช้แจกสวัสดิการให้กับสำนักต่างๆ ทุกสามปีจะจัดขึ้นหนึ่งครั้ง สี่แคว้นเหนือใต้ออกตกจะได้รับมอบศาสตราแห่งเต๋าหนึ่งชิ้นและทรัพยากรบำเพ็ญอีกจำนวนมาก เป็นเพราะราชวงศ์ต้าเหยียนมีเงินจนไม่มีที่ให้โยนทิ้งแล้วรึ สามปีมอบศาสตราแห่งเต๋าถึงสี่ชิ้น
ไม่ใช่ แต่ไม่มอบก็ไม่ได้ ไม่มอบพวกเขาก็จะก่อเรื่อง!
นี่ก็คือเหตุผลว่าเหตุใดพี่น้องหน่วยเพลิงชำระทั้งสองถึงได้ร้อนรนถึงเพียงนั้นเมื่อทำไข่มุกทลายมิติหายไป หากมอบศาสตราแห่งเต๋าออกไปไม่ได้ สำนักต่างๆ ในแคว้นเป่ยก็จะพากันแข็งข้อ
สิ่งที่ทำให้ชื่อเจิ้งหยางจนใจที่สุดก็คือ เขาเป็นศิษย์คนที่สี่ของสำนักซ่างชิง และก็ยังเป็นองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน ในอนาคตหากมีสำนักเบ็ดเตล็ดขึ้นมาจริงๆ เขาก็ยังจะเป็นจวี้จื่อแห่งสำนักเบ็ดเตล็ดอีก นี่มิใช่ว่ากลายเป็นทาสสามนายแล้วหรอกรึ?
(จี้ผิงเซิง: เบ็ดเตล็ดใส่หน้าเจ้าสิ)
"เอาเช่นนี้ก่อนแล้วกัน"
ชื่อเจิ้งหยางถอนหายใจกล่าว ส่งยันต์วิญญาณที่บรรจุศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ขึ้นไปก่อน เพื่อขอทรัพยากรบำเพ็ญจากสำนักซ่างชิงสักชุดหนึ่งแล้วค่อยว่ากัน หัวหน้าขันทีแห่งสำนักซ่างชิงอย่างเขา ในถุงเงินก็ขัดสนแล้ว
"ต่อไปก็..."
ชื่อเจิ้งหยางมองจดหมายวิญญาณว่างเปล่าบนโต๊ะ หรี่ตาลงเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ จดหมายวิญญาณฉบับนี้ไม่ใช่สำหรับเสด็จพ่อ แต่เป็นสำหรับเสด็จแม่ เขาถูกรังแกแล้ว จะต้องเริ่มฟ้องแล้ว
ชื่อเจิ้งหยางนึกย้อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนลงบนจดหมายวิญญาณตามความจริง
【ผู้อาวุโสหลินแห่งสำนักเจินอู่ตบข้าหนึ่งฉาด พี่น้องสองคนหลี่เฉาไห่และหลี่เฉาเหอแห่งหน่วยเพลิงชำระเมืองหลวงก็รังแกข้าอีกหนึ่งครั้ง】
ยิ่งสั้น เรื่องก็ยิ่งใหญ่ ก็แค่ประโยคง่ายๆ เพียงประโยคเดียว
เขาก็ไม่ได้ซื่อสัตย์นัก ฝ่ามือนั้นของผู้อาวุโสหลินยังไม่ทันได้ฟาดลงมาก็ถูกจี้ผิงเซิงที่ปกป้องคนของตนเองห้ามไว้แล้ว หลี่เฉาเหอก็แค่หยอกล้อเขาครั้งหนึ่งเท่านั้น
แต่เขียนแบบนี้ ไม่ดีกว่ารึ?
พูดเรื่องนอกประเด็นสักหน่อย จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้อาวุโสหลินของสำนักเจินอู่
"เอาแบบนี้แหละ"
ชื่อเจิ้งหยางหยิบกล่องหยกผนึกอันหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เปิดออกแล้วโยนยันต์วิญญาณและจดหมายวิญญาณเข้าไป จากนั้นก็หยดเลือดลงไปบนกล่องหนึ่งหยด กล่องหยกผนึกเป็นของที่ใช้ขนส่งของวิเศษล้ำค่าโดยเฉพาะ มีมูลค่าหลายแสนหินวิญญาณ นอกจากเจ้าของที่หยดเลือดลงไปแล้ว แทบจะไม่มีวิธีใดที่สามารถเปิดมันออกได้
หลังจากชื่อเจิ้งหยางจัดการเสร็จแล้ว ก็แปะยันต์เคลื่อนที่ดุจเทพอันล้ำค่าลงบนกล่องหยกผนึกอีกหนึ่งแผ่น เดินไปยังข้างหน้าต่าง แล้วโยนขึ้นไปในอากาศราวกับปล่อยนก
กล่องหยกผนึกภายใต้การเสริมพลังของยันต์เคลื่อนที่ดุจเทพ แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งไปยังทิศทางของเมืองหลวง ด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็จะถึงเมืองหลวง
ชื่อเจิ้งหยางมองท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆและสดใสนอกหน้าต่าง ยิ้มพลางพึมพำกับตนเอง
"ช่างเป็นวันที่สวยงามอีกวันหนึ่ง!"
เขาหันหลังกลับไปสวมชุดผ้าป่านถือเคียว เตรียมจะลงนาแล้ว พยายามแก้ไขปัญหาว่าจะเลี้ยงปลาบนต้นไม้ได้อย่างไรให้ได้ภายในสามวัน! ความเข้าใจต่อศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ของชื่อเจิ้งหยางได้เบี่ยงเบนไปแล้ว
......
อีกด้านหนึ่ง ฉีหลัวถอดโต่วลี่บนศีรษะออก แอบย่องกลับมาจากข้างนอก นางเริ่มจากซ่อนร่างของตนเอง เดินเข้าไปในสำนักซ่างชิงอย่างระมัดระวัง
แวบแรก นางเห็นโหย่วคุนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นวิ่งรอบสำนักซ่างชิง
อืม ปกติดี
ฉีหลัวถอนหายใจหอมกรุ่นออกมาเบาๆ ความตึงเครียดบนใบหน้างามจางหายไปเล็กน้อย
แวบที่สอง นางเห็นจิ่งมู่ซีที่กำลังใช้กระบี่แทงไปบนร่างของตนเองอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง
อืม ปกติดี
ฉีหลัวไม่ได้หยุดแม้แต่น้อย หันหลังเดินจากไปทันที
แวบที่สาม นางเห็นชื่อเจิ้งหยางที่กำลังฝังปลาไว้บนต้นไม้ สีหน้าแดงระเรื่อของนางก็แปลกประหลาดขึ้นมา
อืม...ก็นับว่าปกติกระมัง
ฉีหลัวถูกการกระทำของชื่อเจิ้งหยางทำเอาหลุดหัวเราะออกมาสองครั้ง ความตึงเครียดมลายหายไปสิ้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้สงสัยมาถึงตัวข้า เช่นนี้ก็ดีแล้ว
สุดท้าย ฉีหลัวมาถึงเรือนน้อยของจี้ผิงเซิง ชะโงกศีรษะมองเข้าไปในหน้าต่าง ทันใดนั้นหน้าก็ดำทะมึน นางเห็นร่างกายของจี้ผิงเซิงถูกหินวิญญาณทับอยู่ข้างใต้ สัมผัสกันอย่างแนบชิด
"ขนาดตอนนอนยังต้องกอดหินวิญญาณ ชอบถึงเพียงนี้เชียวรึ?"
ฉีหลัวรู้สึกหึงอยู่บ้าง นางแค่นเสียงเบาๆ หนึ่งครั้ง โยนหินวิญญาณออกมาอีกหนึ่งหมื่นก้อนตามใจชอบ ฝังจี้ผิงเซิงไว้ข้างในโดยสมบูรณ์
"ก็ไปนอนกับเจ้าก้อนหินแตกๆ พวกนี้เถอะ!" ฉีหลัวจากไปอย่างไม่พอใจ
จี้ผิงเซิงก็ไม่ได้สติอยู่ มิเช่นนั้นคงจะต้องร้องอุทานออกมาว่ากำไรมหาศาล
ฉีหลัวกลับมาถึงเรือนน้อยที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ของตนเอง หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็นั่งลงแต่งหน้าอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางมองโฉมหน้าที่สะท้อนอยู่ในคันฉ่องทองแดงอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย
ปีนี้อายุยี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่ตามท่านอาหญิงหลายท่านออกจากแดนทะเลมารโกลาหล มาถึงราชวงศ์ต้าเหยียนก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง
"จะกลับไปดูสักหน่อยดีหรือไม่?"
ฉีหลัวลังเล แต่นางก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง จากสำนักซ่างชิงไปแดนทะเลมารโกลาหลหนึ่งเที่ยวต้องข้ามผ่านราชวงศ์ต้าเหยียนทั้งอาณาจักร ไปกลับบวกกับเวลาที่หยุดพักอย่างน้อยที่สุดต้องใช้เวลาสองเดือน พอคิดว่าตนเองจะไม่อยู่ที่สำนักซ่างชิงถึงสองเดือนก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา หากมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในสำนักจะทำอย่างไร?
"ไม่ได้ กลับไปไม่ได้"
ฉีหลัวส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว นี่หากกลับไปเที่ยวหนึ่งแล้วบ้านถูกขโมยไปคงแย่แน่ เจ้าสำนักน้อยเคยพูดกับข้าประโยคหนึ่งว่า คนเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง ข้า ฉีหลัว จะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง!
ขออภัยนะเจ้าคะท่านอาจารย์ อีกหลายปีค่อยกลับไปเยี่ยมท่านแล้วกันนะเจ้าคะ บางทีอาจจะไม่ได้กลับไปคนเดียว
หลังจากฉีหลัวแต่งหน้าเสร็จแล้ว ก็ถอดรองเท้าถอดเสื้อผ้า ขึ้นเตียงนอน
ทุกคนกำลังยุ่ง จี้ผิงเซิงก็กำลังยุ่งเช่นกัน เพราะฉีหลัวได้เพิ่มหินวิญญาณมาให้โดยไม่ได้ตั้งใจอีกหนึ่งหมื่นก้อน ทำให้เขาถูกทรมานอยู่ในโลกแห่งวังชีวิตเพิ่มอีกสิบชั่วโมง รอจนกระทั่งหินวิญญาณหมดสิ้นไป ก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว
......
ในโลกแห่งวังชีวิต
สัมผัสเทวะของจี้ผิงเซิงแทบจะมลายสิ้นไปแล้ว อ่อนล้าอิดโรยอย่างยิ่ง กระทั่งพลังวิญญาณก็ไม่สามารถบำรุงได้แล้ว
"ฟู่ๆๆ ไม่เล่นแล้วๆ เล่นอีกคงจะตายจริงๆ แล้ว!"
จี้ผิงเซิงพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากซึ่งส่งมาจากสัมผัสเทวะมาโดยตลอด สีหน้าดูน่าเกลียดราวกับสวมหน้ากากแห่งความเจ็บปวด จิตใจและเจตจำนงของเขา ได้รับบาดเจ็บอย่างใหญ่หลวงในช่วงเวลานี้
"ต้องยอมรับเลยว่า จิ่งมู่ซีเจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ!"
จี้ผิงเซิงใช้ดวงตาที่ไร้แววทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปยังเงาร่างของจิ่งมู่ซีที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่ บนใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือดเผยแววชื่นชมออกมา
กระบวนท่าทลายดาบ, กระบวนท่าทลายฝ่ามือ, กระบวนท่าทลายกระบี่, กระบวนท่าทลายลมปราณ, สี่กระบี่ในเพลงกระบี่เก้าผิงเซิง
เขาล้วนเรียนรู้มาจากเงาร่างของจิ่งมู่ซีทั้งหมดแล้ว!
สี่กระบี่เชียวนะ บ้าเอ๊ย!
จี้ผิงเซิงยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งตกตะลึง เขารู้สึกว่าการควบคุมสำนักของตนเองยังไม่ลึกซึ้งพอ เพลงกระบี่เก้าผิงเซิงที่ข้าเพิ่งให้เจ้าไป เจ้าบ้าเอ๊ยพริบตาเดียวก็ฝึกสำเร็จไปถึงสี่กระบี่แล้วรึ? ข้ายังต้องการหน้าตาอยู่หรือไม่ ต๊กโกวคิ้วป้ายยังต้องการหน้าตาอยู่หรือไม่?
แต่ก็โชคดี จี้ผิงเซิงพอนึกถึงผลลัพธ์จากความพยายามอย่างยาวนานของตนเอง ก็อดที่จะหัวเราะฮ่าๆ ออกมาไม่ได้
จิ่งมู่ซี เจ้าทำเป็น ข้าก็ทำเป็น!
กระทั่งข้ายังแข็งแกร่งกว่าเจ้าอีก เพราะว่าข้าผู้นี้น่ะตายจริงเจ็บจริงมาแล้ว!
จี้ผิงเซิงเปรียบเทียบกับศิษย์ของตนเองอย่างไม่อาย...