เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ลุยแหลก! เติมแหลก!

บทที่ 49 ลุยแหลก! เติมแหลก!

บทที่ 49 ลุยแหลก! เติมแหลก!


บางครั้ง จี้ผิงเซิงก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีอย่างยิ่ง หลังจากข้ามภพมาก็ได้สืบทอดอสังหาริมทรัพย์กว่าพันหมู่ ใต้บังคับบัญชายังมีศิษย์ที่ธรรมดาสามัญสี่คน วันเวลาแม้จะผ่านไปอย่างเรียบง่าย แต่ก็สุขสบายใจดี

แต่บางครั้ง จี้ผิงเซิงก็รู้สึกว่าตนเองโชคร้ายอย่างยิ่ง พรสวรรค์ก็ธรรมดา ในมือก็ไม่มีเงิน ศิษย์สี่คนสามคนไม่เชื่อฟัง ยังมีนางมารคอยปั่นป่วนจิตเต๋าของเขาอีก

ที่สำคัญที่สุดคือ โปรแกรมโกงของเขาที่มาช้าไปหลายปี ตอนใช้งานกลับเจ็บปวดถึงเพียงนี้!

"ฟู่ ในที่สุดก็เรียนรู้กระบี่แรกในเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงได้เสียที"

จี้ผิงเซิงนอนแผ่หราอยู่กลางอากาศในโลกแห่งวังชีวิต หอบหายใจอย่างหนักหน่วง สัมผัสเทวะอ่อนล้าอิดโรย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

การต้องรับมือกับการโจมตีของดาบวิญญาณสิบสามเล่มพร้อมกัน ทุกย่างก้าวที่ถอยและตอบโต้กลับจะต้องคาดการณ์จุดตกกระทบของดาบวิญญาณทั้งหมด พลาดไม่ได้แม้แต่น้อยนิด

จี้ผิงเซิงเกร็งประสาทอยู่หลายนาที พลังในการคาดการณ์ตอบสนองในเวลาอันสั้นอย่างยิ่งยวด ทุกครั้งที่ชิงลงมือก่อนศัตรูคือย่างก้าวในการโจมตีของเขา

เมื่อเวลาผ่านไป ท่วงท่าของเขาก็ยิ่งไหลลื่นขึ้น ในที่สุดหลังจากที่สัมผัสเทวะถูกทำลายไปห้าสิบกว่าครั้ง ก็ฝึกฝนกระบวนท่าทลายดาบได้สำเร็จ

ยากเกินไปแล้ว!

จี้ผิงเซิงอดไม่ได้ที่จะละอายใจ เจ้าจิ่งมู่ซีนั่นเรียนรู้ได้อย่างไรกันแน่ เขามีชีวิตให้ทดลองไม่ถึงห้าสิบกว่าชีวิตเสียหน่อย

หลังจากพักไปนานกว่าสิบนาที จี้ผิงเซิงจึงจะลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ

เขามองเงาร่างของจิ่งมู่ซีที่หยุดทำงานอยู่ไม่ไกล พึมพำว่า "คงจะไม่มีแล้วกระมัง?"

ไม่พูดประโยคนี้ก็ยังดี พอพูดออกมาเงาร่างของจิ่งมู่ซีก็เคลื่อนไหวขึ้นมา

ท่ามกลางสายตาที่ขมขื่นของจี้ผิงเซิง ฝ่ามือที่แตกต่างกันสิบสามฝ่ามือก็ควบแน่นปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า

ฝ่ามือที่ควบแน่นขึ้นจากพลังวิญญาณเหล่านี้มีทั้งหยาบทั้งละเอียด มีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก มีทั้งกว้างทั้งหนา ขนาดแตกต่างกันไป พลังทำลายก็แตกต่างกันไป

หากนี่เป็นอาวุธหรืออะไรก็ยังดี แต่พอเป็นอวัยวะมนุษย์แล้ว กลับรู้สึกน่าขนลุกอยู่บ้าง ในโลกแห่งวังชีวิตที่เงียบสงัดนี้ ฉากหลังคือขุนเขาและสายน้ำอันงดงามที่หยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ไม่ไกลออกไปมีเงาร่างหนึ่งและฝ่ามือวิญญาณสิบสามฝ่ามือ ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องใจสั่น

ทำไมถึงทำให้น่ากลัวขนาดนี้กัน?

"ยังจะมาอีกรึ?"

จี้ผิงเซิงมองเงาร่างของจิ่งมู่ซีที่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว กล่าวด้วยใบหน้าขมขื่น นี่จะให้ข้าชดเชยส่วนที่ตามหลังไปหลายปีทั้งหมดในลมหายใจเดียวเลยจริงๆ รึ?

ว่าแต่ว่า เพลงกระบี่เก้าผิงเซิงข้าเพิ่งจะให้จิ่งมู่ซีไปไม่กี่วันเอง เขาก็ฝึกถึงกระบี่ที่สองแล้ว พรสวรรค์ของเจ้านั่นจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ?

แต่พอคิดถึงตรงนี้ จี้ผิงเซิงก็พลันหัวเราะออกมา

ถึงแม้เจ้าจะเรียนรู้แล้ว แต่ตอนนี้มันก็เป็นของข้าทั้งหมดแล้ว

จิ่งมู่ซีผู้เป็นเครื่องมือ เริ่มการแสดงของเจ้าได้ จี้ผิงเซิงราวกับกำลังดูภาพยนตร์ ยืนมองเงาร่างของจิ่งมู่ซีจากระยะไกลอย่างตั้งอกตั้งใจ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้จะทั้งเหนื่อยทั้งขมขื่น แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะอย่างไรเสียก็เพิ่งจะถูกคนจับมัดลากไปลากมา ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บใจ หากข้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกนิด บางทีอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้ จี้ผิงเซิงคิดในใจเช่นนั้น

ขณะที่เงาร่างของจิ่งมู่ซีกำลังร่ายกระบวนท่าทลายฝ่ามือซึ่งเป็นกระบี่ที่สองในเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็พลันหยุดลง ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่

ท่ามกลางสายตาของจี้ผิงเซิง เงาร่างของจิ่งมู่ซีพร้อมกับฝ่ามือวิญญาณสิบสามฝ่ามือ ก็พลันสลายไป ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปไร้ร่องรอย

"หายไปไหนแล้ว?"

จี้ผิงเซิงกล่าวอย่างเหม่อลอย เขายังไม่ทันได้เริ่มเลย เหตุใดจึงหายไปหมดแล้ว? เกิดปัญหาขึ้นรึ?

จี้ผิงเซิงขมวดคิ้วคิด เขาลองสัมผัสระลอกพลังวิญญาณรอบๆ ก็พลันพบว่ารอบข้างไม่มีพลังวิญญาณเหลืออยู่เลยแม้แต่เส้นเดียว ทั้งหมดถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว โลกแห่งวังชีวิตที่ปรากฏร่องรอยของชีวิตขึ้นมาเล็กน้อยเพราะการอัดฉีดพลังวิญญาณเข้าไป ก็กลับสู่ความเงียบงันตายซากอีกครั้งพร้อมกับการที่พลังวิญญาณหมดไป

"ที่แท้ก็คือพลังวิญญาณหมดแล้วนี่เอง" จี้ผิงเซิงพลันตาสว่าง พอรู้สาเหตุก็จัดการง่ายแล้ว

เขาควบคุมสัมผัสเทวะ ล่องลอยขึ้นไปเบื้องบน แล้วทะลวงออกมาจากโลกแห่งวังชีวิตผ่านรูเล็กๆ ที่ลูกแก้วทำลายไว้ ร่างทั้งร่างก็พลันตื่นขึ้นมา

"พลังวิญญาณ พลังวิญญาณ!"

หลังจากจี้ผิงเซิงขยับร่างกายที่แข็งทื่อแล้ว ก็แตะเบาๆ ที่แหวนมิติบนนิ้วของตน

ทันใดนั้น หินวิญญาณหลายพันก้อนจำนวนมากก็กองเต็มเรือนน้อยของเขา ทำให้ความเข้มข้นของพลังวิญญาณในเรือนน้อยแห่งนี้พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว กระทั่งเกือบจะควบแน่นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

ของเหล่านี้คือสิ่งที่ได้มาจากการตามชื่อเจิ้งหยางไปขายข้าววิญญาณที่เมืองเป่ยหยวน ทั้งหมดถูกเขาฮุบไว้คนเดียว เดิมทียังคิดจะใช้มันซื้อสมุนไพรวิญญาณที่ทรงพลังบางอย่าง เพื่อช่วยให้ตนเองทะลวงเข้าสู่ระดับห้าธาตุ แต่ดูจากตอนนี้แล้วคงจะเก็บไว้ไม่ได้แล้ว

"ของพวกนี้น่าจะพอใช้ได้หลายเดือนกระมัง?"

จี้ผิงเซิงพึมพำกับตนเอง เขามองไปยังท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้าอยู่นอกหน้าต่าง ในใจรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ตอนที่อยู่ในโลกแห่งวังชีวิต หากเวลาหยุดนิ่งได้จะดีสักเพียงใด หากไม่หยุดนิ่ง ให้มันช้าลงสักหมื่นเท่าข้าก็ยอมรับได้!

จี้ผิงเซิงส่ายหน้า ไม่ฝันกลางวันแล้ว หลับตาลงมองเข้าไปในวังชีวิต สัมผัสเทวะเข้าสู่โลกแห่งวังชีวิตอีกครั้ง

"ดูดเข้ามาให้ข้า!"

จี้ผิงเซิงตะโกนก้อง หินวิญญาณที่อยู่รอบกายเขาก็พลันปั่นป่วนในทันที แปรเปลี่ยนเป็นแม่น้ำสายยาวแห่งพลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรต่างๆ ในร่างกาย

ขั้นตอนโดยละเอียดคือ ร่างกาย→วังชีวิต→โลกภายในวังชีวิต

พร้อมกับการหลั่งไหลเข้ามาของพลังวิญญาณจำนวนมาก โลกฉากหลังที่เงียบงันตายซากก็กลับมามีร่องรอยของชีวิตอันน้อยนิดอีกครั้ง มีเพียงร่องรอยของชีวิตเพียงน้อยนิดเท่านั้น ประมาณว่าคงจะทำให้ผีเสื้อที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้สามวินาทีตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาในขุนเขาและสายน้ำอันงดงามจำลองนี้ได้กระมัง

เมื่อมีการส่งมอบพลังวิญญาณแล้ว เงาร่างของจิ่งมู่ซีและฝ่ามือวิญญาณสิบสามฝ่ามือนั้นก็ควบแน่นออกมา เริ่มสาธิตกระบวนท่าทลายฝ่ามือ

"ข้าจะเก็บตัวฝึกวิชาหลายเดือน หากหินวิญญาณไม่หมด จะไม่ออกจากด่านเป็นอันขาด!"

จี้ผิงเซิงตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ในใจ นี่เป็นการเก็บตัวฝึกวิชาครั้งแรก

ไอจะขยี้ยูให้แหลกไปเลย!

เพียงแต่ว่า เขาที่สัมผัสเทวะอยู่ในโลกแห่งวังชีวิตกลับไม่รู้เรื่องราวภายนอก ในเวลาเพียงไม่กี่นาที หินวิญญาณกว่าร้อยก้อนก็ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว เงื่อนไขเบื้องต้นของการที่จะลุยแหลกได้ ก็คือจะต้องเติมแหลกเสียก่อน

ในวันนี้ จี้ผิงเซิงมีความสุขบนความทุกข์ทรมาน ในขณะเดียวกัน ที่สำนักซ่างชิงก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่กำลังจมอยู่ในความสับสนลังเล

ชื่อเจิ้งหยางนั่งอยู่หน้าโต๊ะในห้อง มองจดหมายวิญญาณหนึ่งฉบับและยันต์วิญญาณว่างเปล่าหนึ่งแผ่นเบื้องหน้า จมลงสู่ภวังค์ความคิด

เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์นี้ ข้าควรจะรายงานให้เสด็จพ่อทราบดีหรือไม่?

ชื่อเจิ้งหยางกำลังลังเล เขากลัวว่าหากรายงานขึ้นไปแล้ว เสด็จพ่อของเขาก็จะส่งคนมาจับเขากลับไปแต่งงาน นี่คือสิ่งที่เขาไม่อยากจะเห็นเป็นอย่างยิ่ง

บัดซบ ข้าต้องการความรักที่เป็นอิสระ ไม่ได้ต้องการการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เสียหน่อย!

แต่พอเขาลองนึกถึงความสำคัญของศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ที่มีต่อราชวงศ์ต้าเหยียน ก็พลันลังเลขึ้นมาทันที ขอเพียงสามารถเผยแพร่ศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ออกไปในราชวงศ์ต้าเหยียนได้ ผลผลิตของข้าววิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจำนวนของผู้ฝึกตนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

บางทีในอีกร้อยปีข้างหน้า ก็จะสามารถทิ้งห่างแดนทะเลมารโกลาหลได้แล้ว

ความสุขของข้าคนเดียว กับความสุขของประชากรนับร้อยล้านของราชวงศ์ต้าเหยียน สิ่งใดจะสำคัญกว่ากัน?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในแววตาของชื่อเจิ้งหยางก็เผยความแน่วแน่ออกมา ราวกับได้ตัดสินใจเรื่องที่ยากยิ่งเรื่องหนึ่งลงไปแล้ว

เขาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ค่อยๆ หยิบยันต์วิญญาณว่างเปล่าแผ่นนั้นขึ้นมา ป้อนข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ในสมองเข้าไป

"หากยันต์วิญญาณแผ่นนี้ถูกส่งออกไป จี้ผิงเซิงบิดาแห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ก็คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้ากระมัง"

ชื่อเจิ้งหยางคิดในใจ ต่อให้จะเป็นการทำเพื่อเจ้าสำนัก ข้าก็จะสู้!

บุตรสาวคนโตของประมุขหอการค้าอันดับหนึ่งผู้ครอบครองหินวิญญาณนับร้อยล้านก้อนนั่น หากแน่จริงก็มาที่สำนักซ่างชิงเพื่อย่ำยีข้าได้เลย!

จบบทที่ บทที่ 49 ลุยแหลก! เติมแหลก!

คัดลอกลิงก์แล้ว