- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 28 ไปขอกำลังเสริม
บทที่ 28 ไปขอกำลังเสริม
บทที่ 28 ไปขอกำลังเสริม
เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่นๆ ในหอฮัวม่านโหลว พวกของจี้ผิงเซิงจึงเลือกที่จะออกทางหน้าต่าง หอสูงเพียงสามชั้น สำหรับผู้ฝึกตนอย่างพวกเขาแล้วเป็นเรื่องง่ายดาย
ขณะที่พวกเขากำลังลอบหนีออกจากหอฮัวม่านโหลว จี้ผิงเซิงก็พลันนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่ผู้อาวุโสหลินเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
เขาหันไปถาม "ผู้อาวุโสหลิน ศิษย์ของสำนักเจินอู่ของท่านก็พักอยู่ที่หอฮัวม่านโหลวไม่ใช่รึ ไม่เรียกพวกเขาหนีไปด้วยกันหรือ?"
ผู้อาวุโสหลินเป็นผู้อาวุโสที่นำทีมของสำนักเจินอู่มา ยังมีศิษย์ของสำนักเจินอู่อีกกลุ่มหนึ่งมากับเขาด้วย พวกเขาสามคนหนีไปแล้ว แล้วศิษย์พวกนั้นจะทำอย่างไร? หากพากคนกลับไปล้อมหอฮัวม่านโหลวเมื่อใด คนที่ต้องเป็นเครื่องสังเวยคนแรกก็คือศิษย์ของสำนักเจินอู่น่ะสิ!
ผู้อาวุโสหลินชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่เขามัวแต่คิดจะหนี จนลืมศิษย์ของตนเองไปจริงๆ เขาหันกลับไปมองหอฮัวม่านโหลวที่มืดมิดราวกับขุมนรก หากให้กลับไปอีกครั้ง เขาก็ไม่กล้า!
ผู้อาวุโสหลินลังเลเพียงหนึ่งวินาที ก่อนจะตัดสินใจ
"บางครั้ง การเสียสละก็เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้" ผู้อาวุโสหลินกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยและน้ำเสียงที่หนักอึ้ง
สวรรค์! ประโยคนี้ทำให้จี้ผิงเซิงรู้สึกเคารพขึ้นมาอย่างจริงใจ อดไม่ได้ที่จะมองผู้อาวุโสหลินด้วยสายตาเลื่อมใส
"ผู้อาวุโสหลินช่างมีจิตใจที่กว้างขวางนัก น่าเลื่อมใสจริงๆ!"
เขาคิดในใจว่าหากสำนักซ่างชิงมีผู้อาวุโสที่ใจกว้างเช่นนี้ คาดว่าคนคงจะตายหมดสำนักไปนานแล้ว โชคดี โชคดีจริงๆ
"ตามข้ามา จะพาพวกเจ้าไปยังที่พักของสหายรักข้า" ผู้อาวุโสหลินกล่าวเสียงต่ำ จากนั้นก็พุ่งร่างเข้าไปซ่อนในเงาของกำแพง มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ชื่อเจิ้งหยางตามไปติดๆ คนทั้งสองหายไปจากสายตาของจี้ผิงเซิงในพริบตา จี้ผิงเซิงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองที่จากไปไกลด้วยใบหน้าเหวอ
เหตุใดพวกเขาถึงวิ่งได้เร็วกันขนาดนี้? รอข้าด้วย!
ไม่มีเวลาให้เขาได้คิดมาก จี้ผิงเซิงรีบโคจรพลังวิญญาณ ก้าวขาทั้งสองข้างตามไปทันที ไม่ถึงสิบนาที พวกเขาสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าคฤหาสน์หรูหราหลังหนึ่ง
ผู้อาวุโสหลินและชื่อเจิ้งหยางหน้าตาไม่เปลี่ยนสี บนหน้าผากไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด ในทางกลับกัน จี้ผิงเซิงหน้าแดงก่ำ กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
"แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก!"
"เจิ้งหยาง ผู้อาวุโสหลินวิ่งเร็วน่ะข้าเข้าใจ แต่เหตุใดเจ้าถึงวิ่งได้เร็วเช่นนี้ด้วย?"
จี้ผิงเซิงมองชื่อเจิ้งหยางด้วยความประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะสงสัย ต่อให้เขาจะเป็นคนไม่ใส่ใจในรายละเอียดแค่ไหน ก็ยังมองออกว่ามันไม่ถูกต้อง!
"หา?" ในใจของชื่อเจิ้งหยางพลันสะท้าน สมองหมุนอย่างรวดเร็ว ชุดคำแก้ตัวก็หลุดออกจากปาก
"ข้าใช้วิชาลับเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวขอรับ จึงจะตามฝีเท้าของผู้อาวุโสหลินทัน"
"วิชาลับรึ?" จี้ผิงเซิงขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ชื่อเจิ้งหยาง สายตานี้ทำให้ชื่อเจิ้งหยางยิ่งร้อนรน ทำได้เพียงยิ้มขื่นๆ มองจี้ผิงเซิง แน่นอนว่า คำพูดเช่นนี้แม้แต่เจ้าสำนักก็คงไม่เชื่อกระมัง หรือว่าจะต้องบอกความจริงเรื่องพลังที่แท้จริงของข้าออกไป?
ขณะที่ชื่อเจิ้งหยางกำลังลังเลอยู่นั้น จี้ผิงเซิงก็พลันตบเข้าที่แผ่นหลังของชื่อเจิ้งหยางอย่างแรง กล่าวตำหนิว่า "เจ้าคิดได้อย่างไรกัน มีของดีเช่นนี้กลับไม่มอบให้สำนัก?"
ชื่อเจิ้งหยางชะงักไปเล็กน้อย พอได้สติก็พยักหน้าซ้ำๆ
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับเจ้าสำนัก พอกลับไปแล้วจะมอบให้ท่านทันที"
เข้าใจแล้ว เดี๋ยวต้องไปหาเถ้าแก่ของหอการค้าหงส์แดงเพื่อซื้อวิชาลับเคลื่อนที่เร็วสักเล่ม
จี้ผิงเซิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เดี๋ยวข้าจะลองใช้วิชาลับนี้ดูก่อน หากใช้ดีแล้วค่อยแบ่งให้ศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงของเจ้า"
เขาไม่ได้ถามว่าวิชาลับมาจากที่ใด เพราะอย่างไรเสียใครๆ ก็ย่อมต้องมีวาสนาของตนเองมิใช่หรือ
ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ ผู้อาวุโสหลินก็ได้เคาะประตูใหญ่ของจวนรองเจ้าเมืองแล้ว เสียงเคาะประตูดังก้องไปตามถนนที่เงียบสงัด
หลายวินาทีต่อมา เสียงที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยความโกรธก็ดังออกมาจากในจวน
"ผู้ใดมารบกวนท่านเจ้าเมืองผู้นี้ในยามวิกาล!"
"สหายรักของเจ้าเอง!"
ผู้อาวุโสหลินตะโกนตอบกลับไป ในจวนพลันเงียบลงทันที คั่นกลางด้วยประตูใหญ่บานหนึ่ง รองเจ้าเมืองหวังกำลังลังเลว่าควรจะเปิดประตูดีหรือไม่ ครั้งที่แล้วก็เพราะเรื่องของสหายรักผู้นี้นี่แหละ ตัวเองถูกซัดจนเกือบตายไม่พอ ยังเกือบจะล่วงเกินองค์ชายสี่อีก ครั้งนี้ ใครจะไปรู้ว่าเป็นเรื่องยุ่งยากอะไรอีก สู้ไม่ได้ข้าก็หลบได้
รองเจ้าเมืองหวังคิดเช่นนั้นแล้วจึงตะโกนออกไปนอกประตู
"สหายรัก วันนี้ฟ้าก็มืดค่ำเกินไปแล้ว มีเรื่องอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถอะ!"
เขาเตรียมจะออกจากเมืองไปพักร้อนในคืนนี้เลย รอให้ผู้อาวุโสหลินออกจากเมืองเป่ยหยวนไปเมื่อใด ค่อยกลับมาเมื่อนั้น
"อย่าเพิ่งสิ!" พอได้ยินว่ารองเจ้าเมืองหวังไม่ยอมเปิดประตู ผู้อาวุโสหลินก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
"ครั้งนี้เป็นเรื่องดี ข้ามาส่งมอบความดีความชอบให้ท่านนะ!"
"ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้าย พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถอะ!" รองเจ้าเมืองหวังแค่นเสียงเย็นชาในใจ หันหลังเตรียมจะกลับเข้าห้องไปนอนกอดภรรยาแสนสวยต่อ
ขณะที่เรียกอย่างไรก็ไม่มีใครยอมเปิดประตู ชื่อเจิ้งหยางก็พลันกระแอมออกมาสองครั้ง
เสียงกระแอมสองครั้งนี้ยังไม่ทันจางหาย ก็พลันมีเสียงดังสนั่น ประตูใหญ่ของจวนรองเจ้าเมืองก็พลันเปิดออก ปรากฏร่างของรองเจ้าเมืองหวังที่เดินออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้า เดิมทีเขาคิดจะตรงเข้าไปคารวะชื่อเจิ้งหยาง แต่กลับถูกสายตาคู่หนึ่งปรามไว้เสียก่อน ทำได้เพียงหันไปมองผู้อาวุโสหลิน
"ผู้อาวุโสหลิน ท่านเจ้าสำนักจี้ เสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับ เสียมารยาทแล้ว!"
รองเจ้าเมืองหวังกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจง น้ำเสียงถึงกับแฝงไว้ด้วยความนอบน้อมอยู่หลายส่วน
ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสหลินถึงกับขนลุกซู่ รีบถอยหลังไปสองก้าวแล้วกล่าวว่า "สหายหวัง ครั้งนี้ที่มาเป็นเพราะมีเรื่องสำคัญ!"
สายตาของรองเจ้าเมืองหวังเอาแต่ลอบมองชื่อเจิ้งหยาง ตอบกลับไปอย่างใจลอย
"เรื่องสำคัญอะไรหรือ?"
ผู้อาวุโสหลินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "พวกเราพบฐานที่มั่นของหอพิรุณโปรยแห่งมรรคาแห่งมารในเมืองเป่ยหยวน!"
"ก็พบก็พบไปสิ มันจะไปเกี่ยวอะไรกับข้า..."
รองเจ้าเมืองหวังกำลังคิดว่าจะเชิญองค์ชายสี่ไปท่องราตรีแบบครบวงจรได้อย่างไรอยู่พอดี จึงไม่ได้ตั้งใจฟัง เมื่อเขาได้สติกลับมา คำพูดในปากก็พลันหยุดชะงัก เขามองไปยังผู้อาวุโสหลินอย่างแรง กล่าวด้วยความตกใจ
"ท่านว่าอะไรนะ? ในเมืองเป่ยหยวนมีฐานที่มั่นของหอพิรุณโปรยรึ?"
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ถูกต้อง อยู่ที่หอฮัวม่านโหลว พวกเราเพิ่งหนีออกมาก็รีบมาหาท่านเพื่อขอกำลังเสริมนี่แหละ"
"หอฮัวม่านโหลว?!"
รองเจ้าเมืองหวังยิ่งตกใจขึ้นไปอีก หอฮัวม่านโหลวคือเหลาสุราที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเมืองเป่ยหยวน กล่าวได้ว่ามีรายรับเป็นพันตำลึงทองต่อวันก็ไม่เกินจริง แล้วเงินพวกนี้ทั้งหมดถูกมรรคาแห่งมารกวาดไปหมดรึ?
เขายังคงไม่กล้าเชื่อเท่าไหร่นัก อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางชื่อเจิ้งหยาง รอจนกระทั่งชื่อเจิ้งหยางพยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างแนบเนียน เขาจึงจะเชื่ออย่างสนิทใจจริงๆ
"คราวนี้ยุ่งยากแล้วสิ"
รองเจ้าเมืองหวังขมวดคิ้วพึมพำกับตนเอง หอพิรุณโปรยซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายมารที่มีชื่อเสียงโด่งดังถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงมามีฐานที่มั่นในเมืองเล็กๆ ห่างไกลเช่นเมืองเป่ยหยวนได้?
หรือว่าพวกนางกำลังวางแผนการลับที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินอยู่? แต่เมืองเป่ยหยวนก็ไม่มีอะไรที่ควรค่าให้พวกนางต้องลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ไม่ใช่รึ?
รองเจ้าเมืองหวังคิดอย่างสับสน ในที่สุดคำพูดของผู้อาวุโสหลินก็ช่วยเตือนสติเขา
"สหายหวัง ไม่ยุ่งยากเลย ตอนนี้พวกนางก็อยู่ที่หอฮัวม่านโหลว ขอเพียงท่านระดมคนไปล้อมปราบพวกนางก็สิ้นเรื่องแล้ว"
ผู้อาวุโสหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าโอกาสที่จะได้แก้แค้นมาถึงแล้ว จะต้องทำให้นังเด็กพวกนั้นได้ลิ้มรสความเจ็บปวด!
คำพูดเดียวปลุกคนให้ตื่นจากฝัน ดวงตาของรองเจ้าเมืองหวังพลันสว่างวาบขึ้นมา
"ใช่สิ ขอเพียงจับพวกนางทั้งหมดขังไว้ เรื่องยุ่งยากก็หมดไปแล้วมิใช่รึ?"
เมื่อรู้สึกว่ามีเรื่องยุ่งยาก ก็แค่กำจัดคนที่สร้างเรื่องยุ่งยากทิ้งไปเสีย ไม่ผิดเลยสักนิด