- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 27 ไปล้อมปราบหอพิรุณโปรยกันเถอะ!
บทที่ 27 ไปล้อมปราบหอพิรุณโปรยกันเถอะ!
บทที่ 27 ไปล้อมปราบหอพิรุณโปรยกันเถอะ!
ไม่มีใครรู้ว่าในตอนที่ผู้อาวุโสหลินเห็นร่มสีม่วงคันนั้น ในใจของเขาสั่นสะท้านมากเพียงใด สีหน้าของเขาซีดเผือดลงในชั่วพริบตา เงาอันดำมืดที่เขาได้ลืมเลือนไปแล้วในสมองพลันปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
ความรู้สึกนี้ราวกับถูกฟ้าผ่า สมองดังอื้ออึง ว่างเปล่าไปหมด เขาจ้องมองร่มสีม่วงที่อยู่แทบเท้าอย่างเหม่อลอย ในใจสั่นไหวอย่างรุนแรง
ไม่ ไม่ใช่หรอก ร่มสีม่วงเช่นนี้มีอยู่เต็มท้องถนน จะบังเอิญพักโรงแรมแล้วเจอคนของหอพิรุณโปรยได้อย่างไร?
ผู้อาวุโสหลินพยายามข่มความตระหนกไว้ ก้มลงเก็บร่มสีม่วงบนพื้นขึ้นมา ทันทีที่สัมผัสเขาก็รู้ได้ถึงวัสดุของมัน ทำจากหนังของอสูรเพียงพอนคราม
ผู้อาวุโสหลินแสดงสีหน้าสิ้นหวัง บ้าเอ๊ย เป็นหอพิรุณโปรยจริงๆ ด้วย!
เขามองไปยังสวนหลังเรือนของหอฮัวม่านโหลวด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ในใจพลันบังเกิดความตกตะลึงราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร เส้นใยที่ชัดเจนเส้นหนึ่งเชื่อมโยงกันในสมองของเขา ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว
เหตุใดตอนที่เขากินข้าวอยู่ที่หอฮัวม่านโหลวจึงถูกคนของหอพิรุณโปรยดักปล้น? เพราะว่าหอฮัวม่านโหลวก็คือฐานที่มั่นในเมืองเป่ยหยวนของหอพิรุณโปรยซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายมารนั่นเอง!
เรื่องที่พูดคุยกับรองเจ้าเมืองหวังในตอนนั้นถูกคนของหอพิรุณโปรยได้ยินไปทั้งหมด เรื่องอื่นไม่สำคัญ แต่เรื่องที่พกเงินจำนวนมากติดตัวถูกเปิดโปง นี่จึงทำให้คนของหอพิรุณโปรยระดมคนมาดักปล้น
เรื่องนี้ยังทำให้เขาเข้าใจได้อีกว่า เหตุใดตอนที่เขาลงมาจากสำนักซ่างชิงถึงยังเจอคนของหอพิรุณโปรยได้ ที่แท้ข้อมูลรั่วไหลออกไปตั้งแต่ตอนนั้นเอง!
เมื่อรู้ความจริง เขาก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง ตอนนั้นเขายังนึกว่าในสำนักซ่างชิงมีคนของหอพิรุณโปรยซ่อนตัวอยู่เสียอีก
"หอฮัวม่านโหลวอันตราย ต้องรีบแจ้งเจ้าสำนักจี้ให้ออกจากที่นี่!"
ผู้อาวุโสหลินคิดด้วยสีหน้าที่เดี๋ยวครึ้มเดี๋ยวสว่าง ตัวตนของเขาถูกเปิดโปงแล้ว ที่หอพิรุณโปรยยังไม่ลงมือในตอนนี้ ต้องกำลังวางแผนการที่ใหญ่กว่าเดิมอยู่แน่ ต้องรีบออกจากที่นี่ทันที!
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทันที รีบถอยกลับไปทันที ขณะที่กลับไปก็ยังไม่ลืมที่จะประคองร่มสีม่วงที่เขาเตะล้มไปให้ตั้งขึ้น ย่องมาอย่างเงียบเชียบ ย่องจากไปอย่างเงียบเชียบ
ผู้อาวุโสหลินคาดไม่ถึงเลยว่าออกมาเข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง จะสามารถค้นพบที่ซ่อนของหอพิรุณโปรยได้ ช่าง...น่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร
เขาย่องขึ้นไปชั้นบน ตรงไปยังห้องของจี้ผิงเซิง แล้วงัดประตูเข้าไป เป็นเวลายามดึกสงัด จี้ผิงเซิงกำลังหลับสนิท แต่ต่อให้หลับสนิทเพียงใด การมีคนขึ้นมาทับบนร่างก็ย่อมต้องรู้สึกตัว
จี้ผิงเซิงยังคงอยู่ในห้วงนิทรา ก็รู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งทับอยู่บนร่าง ทำให้เขาหายใจไม่ออก ไม่เพียงแค่นั้น หินก้อนใหญ่ก้อนนั้นยังราวกับมีมือ งุ่มง่ามลูบไล้ไปทั่วร่างของเขา
มีคน!
จี้ผิงเซิงสะดุ้งตื่นจากความฝันในทันที เบิกตากว้าง จ้องมองเงาร่างที่ทับอยู่บนตัวเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก อาศัยแสงจันทร์ยามค่ำคืน เขามองเห็นได้อย่างเลือนรางว่าเป็นชายวัยกลางคนที่ผอมแห้งราวกับกระดูก
"อย่าส่งเสียง ข้าเอง ผู้อาวุโสหลิน" ผู้อาวุโสหลินกลัวว่าจี้ผิงเซิงจะทำให้คนของหอพิรุณโปรยตกใจตื่น เขาเอื้อมมือไปปิดปากของจี้ผิงเซิงไว้ แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
อู้ๆๆ!
จี้ผิงเซิงพอเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสหลินก็ยิ่งตื่นตระหนก ร่างกายดิ้นรนไม่หยุด พยายามจะให้หลุดพ้นจากพันธนาการของผู้อาวุโสหลิน จบสิ้นแล้ว ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ ผู้อาวุโสหลินใจเย็นไว้ อดทนไว้! อู้ๆๆ!
"เจ้าสำนักจี้ ข้าจะปล่อยมือ ท่านห้ามร้องเด็ดขาด ฟังข้าอธิบายก่อน" ผู้อาวุโสหลินกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกายและลมหายใจที่หอบกระชั้น
ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน วิ่งมาขึ้นเตียงข้าทับข้าอยู่ ยังมีอะไรต้องอธิบายอีกรึ?
จี้ผิงเซิงก็แค่ตื่นตระหนกไปชั่วครู่เพราะไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้น ตอนนี้พอสงบลงได้แล้ว พอลองนึกถึงภาพของผู้อาวุโสหลินตอนอยู่ที่หอชุนเซียง ก็รู้ได้ว่าเขาไม่ได้สนใจเพศเดียวกัน
เมื่อเห็นจี้ผิงเซิงสงบลงแล้ว ผู้อาวุโสหลินจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก กดเสียงให้ต่ำลงแล้วกล่าวว่า "เจ้าสำนักจี้ พวกเราตกอยู่ในอันตรายแล้ว!"
ไม่ๆๆ เห็นท่านนี่แหละข้าถึงจะมีอันตราย
จี้ผิงเซิงรีบพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ถอยห่างจากผู้อาวุโสหลินไปราวสองเมตรแล้วจึงหยุด ถามอย่างสงสัย "เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?"
ผู้อาวุโสหลินกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "ข้าพบร่องรอยของหอพิรุณโปรยในหอฮัวม่านโหลว!"
"หอพิรุณโปรย?!"
จี้ผิงเซิงอุทานเสียงหลง รีบเอามือปิดปากโดยไม่รู้ตัวแล้วถาม "คนของหอพิรุณโปรยมาอยู่ที่หอฮัวม่านโหลวได้อย่างไร?"
"ข้าสงสัยว่าหอฮัวม่านโหลวคือฐานที่มั่นในเมืองเป่ยหยวนของหอพิรุณโปรย!" ผู้อาวุโสหลินเล่าการวิเคราะห์ของตนเองออกมา
"ข้อมูลของข้ารั่วไหลที่หอฮัวม่านโหลว พอหันหลังก็ถูกหอพิรุณโปรยดักปล้นทันที"
"และเมื่อครู่ข้ายังพบร่มสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ของหอพิรุณโปรยที่สวนหลังบ้านอีกด้วย ประกอบกับพนักงานและผู้ดูแลของหอฮัวม่านโหลวล้วนเป็นสตรี ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!"
เฮือก! จี้ผิงเซิงได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ
เหลาสุราที่หรูหราที่สุดในเมืองเป่ยหยวน ถึงกับเป็นฐานที่มั่นของมรรคาแห่งมาร เรื่องตลกร้ายนี้มันจะเกินไปแล้ว!
"เจ้าสำนักจี้ พวกเรารีบหนีไปในคืนนี้กันเถอะ หากถูกพวกนางจับได้คงแย่แน่ คนของหอพิรุณโปรย ล้วนเป็นนางมารทั้งสิ้น!"
ผู้อาวุโสหลินกล่าวอย่างร้อนรน เขาก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้วที่ยังอุตส่าห์มาแจ้งข่าวให้จี้ผิงเซิงรู้
"อืม ข้าจะไปเรียกเจิ้งหยางเดี๋ยวนี้ พวกเราปีนหน้าต่างหนีกัน!" จี้ผิงเซิงกำลังจะเดินออกจากประตูห้อง แต่ก็พลันหยุดฝีเท้าลง
เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ
ที่นี่คือเมืองเป่ยหยวน พวกเราคือฝ่ายธรรมะ แล้วเราจะหนีทำไมกัน? เราจะหนีด้วยเหตุผลอะไร คนที่ถูกพบตัวแล้วต้องหนีคือพวกนางต่างหาก!
หัวใจของจี้ผิงเซิงพลันเต้นระรัวขึ้นมาหลายครั้ง ความคิดที่บ้าระห่ำอย่างยิ่งยวดผุดขึ้นในสมองของเขา
"ผู้อาวุโสหลิน การกวาดล้างมรรคาแห่งมาร ในราชวงศ์ต้าเหยียนน่าจะมีรางวัลนำจับอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ?" จี้ผิงเซิงพลันเอ่ยถามขึ้น
"มีก็มีอยู่..." ผู้อาวุโสหลินตอบกลับโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เบิกตากว้างอุทาน
"ท่านหมายความว่า?"
ในนัยน์ตาสีดำสนิทของจี้ผิงเซิงเผยแววตื่นเต้นออกมา เขากล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"ที่นี่คือเมืองเป่ยหยวน พวกเราเรียกคนมาล้อมหอฮัวม่านโหลวได้นี่!"
ธรรมะและอธรรมอยู่ร่วมกันไม่ได้ จี้ผิงเซิงคิดว่า การกวาดล้างมรรคาแห่งมารเป็นหน้าที่ของทุกคน!
"ใช่สิ ข้าคิดไม่ถึงได้อย่างไร!"
ผู้อาวุโสหลินตบหน้าผากตนเอง บนใบหน้าเผยความรู้สึกเสียใจออกมา
"เมื่อครู่ตื่นตระหนกเกินไป ถึงกับลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท"
เมืองเป่ยหยวนคือถิ่นของพวกเขา อย่าว่าแต่รองเจ้าเมืองจะเป็นสหายรักของเขาเลย แค่เรื่องการล้อมปราบมรรคาแห่งมารนี้ แม้แต่เจ้าเมืองก็ยังต้องยื่นมือเข้าช่วย แล้วจะไปกลัวอะไรอีก?
"ข้าจะไปเรียกเจิ้งหยางมา แล้วจากนั้นจะรีบไปหากำลังเสริมทันที"
จี้ผิงเซิงเดินออกจากประตูห้องอย่างระมัดระวัง มองไปตามระเบียงทางเดินที่เงียบสงัด เมื่อพบว่าไม่มีคนแล้ว ก็พุ่งร่างเข้าไปในห้องของชื่อเจิ้งหยางในพริบตา
ความระแวดระวังตัวของชื่อเจิ้งหยางนั้นสูงกว่าจี้ผิงเซิงมากนัก ในตอนที่จี้ผิงเซิงย่องมาถึงเตียงของเขา เขาก็ตื่นขึ้นแล้ว พอเห็นว่าเป็นจี้ผิงเซิงอยู่บนเตียง ชื่อเจิ้งหยางก็แสดงสีหน้าตื่นตระหนก
"เจ้าสำนักขอรับ ทำเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ!"
จี้ผิงเซิงหน้าดำทะมึน ไม่ได้อธิบายอะไรด้วยซ้ำ ตรงเข้าไปลากชื่อเจิ้งหยางที่ยังคงงุนงงไปยังห้องของตนเอง
หลังจากทราบเรื่องราวความเป็นมาแล้ว ชื่อเจิ้งหยางกลับตื่นเต้นยิ่งกว่าพวกเขาสองคนเสียอีก
ในฐานะองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน เขามีความฝันที่จะท่องยุทธภพด้วยกระบี่เล่มเดียว ช่วยเหลือผู้คนผดุงคุณธรรม และปราบมารพิทักษ์ธรรมมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าตอนนี้จะทำนาอยู่ แต่ความฝันนี้ก็ยังคงอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ
พอได้ยินว่าในหอฮัวม่านโหลวมีคนของมรรคาแห่งมารอยู่ ชื่อเจิ้งหยางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะพุ่งเข้าไปจัดการทันที โชคดีที่จี้ผิงเซิงมือไวตาไวดึงเขากลับมาได้ทัน
"เจ้าบ้ารึไง พวกเรามีกันแค่สามคนนะ!" จี้ผิงเซิงถลึงตาใส่ชื่อเจิ้งหยาง
ชื่อเจิ้งหยางเงียบไป ถึงจะมีสามคน แต่คนที่มีพลังต่อสู้ได้น่ะมีแค่สองคนนะ!