- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 24 มอบเคล็ดวิชาให้ข้าเปล่าๆ สองเล่มรึ?
บทที่ 24 มอบเคล็ดวิชาให้ข้าเปล่าๆ สองเล่มรึ?
บทที่ 24 มอบเคล็ดวิชาให้ข้าเปล่าๆ สองเล่มรึ?
ข้าววิญญาณเก้าพันแปดร้อยชั่ง ตามราคาตลาดคือสิบชั่งต่อหินวิญญาณสามก้อน เพียงแค่ข้าววิญญาณเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กระเป๋าของจี้ผิงเซิงตุงขึ้นมาได้แล้ว
หลังจากเถ้าแก่หลี่ย้ายข้าววิญญาณทั้งหมดในแหวนมิติออกไปแล้ว เขาก็วางหินวิญญาณสามพันก้อนเข้าไปแทน แล้วยื่นกลับไปให้ชื่อเจิ้งหยางพลางยิ้มกล่าว "พวกเราก็ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกันแล้ว ลดราคาให้สักหน่อยแล้วกัน เก้าพันแปดร้อยชั่งก็คิดเป็นหนึ่งหมื่นชั่งไปเลย รวมเป็นหินวิญญาณสามพันก้อน"
ลดราคาแบบไหนกัน? นี่มันลดราคาแบบไหนกันแน่?
จี้ผิงเซิงมองเถ้าแก่หลี่อย่างประหลาดใจ ส่วนลดเช่นนี้ช่างไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
แหวนมิติที่บรรจุหินวิญญาณยังไม่ทันจะถึงมือของชื่อเจิ้งหยาง ก็ถูกจี้ผิงเซิงฉกไปเสียก่อน
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ชื่อเจิ้งหยางก็ได้แต่ยิ้มขื่นๆ อย่างเงียบงัน เขาประสานมือคารวะเถ้าแก่หลี่
"ในเมื่อขายข้าววิญญาณเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ขอลา"
"เชิญๆ คราวหน้ายินดีต้อนรับคุณชายชื่อและเจ้าสำนักจี้มาเป็นแขกอีกนะขอรับ" เถ้าแก่หลี่กล่าว เขาเดินออกจากห้องรับรองแขกไปก่อน เพื่อส่งคนทั้งสอง
"เกรงใจแล้วๆ สำนักซ่างชิงก็ยินดีต้อนรับเถ้าแก่หลี่เช่นกัน" จี้ผิงเซิงตอบกลับพลางหัวเราะ
เมื่อเดินออกจากห้องรับรองแขกมาถึงชั้นหนึ่งของหอการค้าหงส์แดง พอเห็นของวิเศษและศาสตราวุธวิญญาณมากมาย ชื่อเจิ้งหยางก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะส่งกระแสเสียงให้เถ้าแก่หลี่อย่างแนบเนียน
"เถ้าแก่หลี่ คราวก่อนที่เห็นเคล็ดวิชาดรรชนีสกัดวิญญาณและเคล็ดลมปราณกำเนิดไม้วิญญาณยังอยู่หรือไม่ขอรับ?"
เถ้าแก่หลี่มองเขาด้วยความสงสัย อยู่ต่อหน้ากันแท้ๆ จะส่งกระแสเสียงทำไมกัน? แต่เขาก็ยังคงตอบกลับไป
"อยู่ก็อยู่ขอรับ แต่คุณชายชื่อไม่ใช่ว่าดูแคลนหรอกรึ?"
"ยังอยู่ก็ดีแล้ว ข้าจะซื้อมัน"
ชื่อเจิ้งหยางส่งสายตาให้เถ้าแก่หลี่อย่างลับๆ "ท่านจงใช้ชื่อของท่าน มอบเคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิดสองเล่มนี้ให้แก่เจ้าสำนักของเรา"
"นี่..." เถ้าแก่หลี่ชะงักไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ยังคงต้องทำตาม
เคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิดสองเล่มราคาหินวิญญาณสองแสนห้าหมื่นก้อน ขอเพียงมีคนจ่ายเงิน อะไรก็พูดง่ายทั้งนั้น
ขณะที่กำลังจะเดินถึงประตูหอการค้าหงส์แดง เถ้าแก่หลี่ก็พลันเรียกจี้ผิงเซิงไว้
"เจ้าสำนักจี้ โปรดรอก่อน"
จี้ผิงเซิงหยุดฝีเท้า ตอบกลับอย่างงุนงง "ยังมีธุระอะไรอีกหรือ?"
เถ้าแก่หลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เรียบเรียงคำพูดในสมองแล้วพลันหัวเราะเสียงดัง
"ยินดีกับเจ้าสำนักจี้ด้วยนะขอรับ เมื่อครู่ผู้ดูแลส่งกระแสเสียงมาบอกว่า ท่านคือลูกค้าคนที่หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดของหอการค้าหงส์แดง จึงมีของขวัญพิเศษมอบให้"
จี้ผิงเซิง: "..."
จี้ผิงเซิงหน้าเหวอ "ที่นี่มีจัดกิจกรรมแบบนี้ด้วยรึ?"
"ใช่แล้วๆ ก็สาขาเมืองเป่ยหยวนเพิ่งเปิดใหม่นี่ขอรับ ก็ต้องดึงดูดลูกค้าประจำให้มากขึ้นหน่อย"
เถ้าแก่หลี่กล่าวพลางยิ้ม เขาหยิบกล่องหยกที่งดงามสองใบออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ยื่นไปเบื้องหน้าจี้ผิงเซิง
"นี่คือของขวัญจากหอการค้าหงส์แดงขอรับ เคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิดสองเล่ม โปรดรับไว้ด้วย"
"เคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิด? สองเล่ม!"
จี้ผิงเซิงแสดงสีหน้าตกใจ สมองยังตามไม่ทัน แต่สองมือก็ขยับไปรับกล่องหยกทั้งสองมาโดยไม่รู้ตัว
"นี่มันจะไม่ล้ำค่าเกินไปหน่อยรึ?"
จี้ผิงเซิงใช้สองมือลูบไล้พื้นผิวที่เย็นและเรียบลื่นของกล่องหยก กล่าวด้วยสีหน้าที่ลังเลเล็กน้อย ถึงแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะคืนของเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ล้ำค่าเลยขอรับ ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่สำนักงานใหญ่ของหอการค้าหงส์แดงขายไม่ออกมาหลายปีแล้ว พอดีเอามาจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายน่ะขอรับ"
เถ้าแก่หลี่พูดจบ ยังแอบมองชื่อเจิ้งหยางไปหนึ่งที
ชื่อเจิ้งหยางพยักหน้าอย่างแนบเนียน พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ในใจ สมแล้วที่เป็นพ่อค้าเฒ่ามากประสบการณ์ เพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถคิดกิจกรรมที่เหนือจินตนาการเช่นนี้ออกมาได้
จี้ผิงเซิงได้ยินเถ้าแก่หลี่พูดเช่นนั้น ก็ครุ่นคิดอยู่สองวินาทีแล้วจึงเก็บกล่องหยกไป พร้อมกับคารวะอย่างจริงจัง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว"
"ต่อไป หากจะซื้อของ ก็ต้องมาที่หอการค้าหงส์แดง"
"ดีๆๆ ทางนั้นข้ายังมีธุระอยู่ คงจะไม่อยู่ต่อแล้ว ไว้พบกันใหม่นะขอรับ"
เถ้าแก่หลี่ยิ้มพลางหันหลังเดินจากไป ในชั่วขณะที่เขาหันหลัง ในฝ่ามือก็พลันมีแหวนมิติวงเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาวงหนึ่ง
หลังจากออกจากหอการค้าหงส์แดง จี้ผิงเซิงก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองหอสูงอันหรูหราของหอการค้าหงส์แดง ถอนหายใจในใจ
"ไม่เสียแรงที่เป็นหอการค้าอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าเหยียน พอลงมือก็มอบเคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิดให้ถึงสองเล่ม ช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก"
ใช่แล้ว เขาให้เคล็ดวิชาระดับต้นกำเนิดท่านสองเล่ม ส่วนข้าให้หินวิญญาณเขาไปสองแสนห้าหมื่นก้อน ไม่ขาดทุนเลยสักนิด
ชื่อเจิ้งหยางคิดในใจเงียบๆ เขาไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย กระทั่งยังรู้สึกว่าจ่ายไปน้อยเกินไปเสียอีก เพียงแค่เคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์ที่จี้ผิงเซิงสอนเขา ต่อให้ต้องซื้อเคล็ดวิชาระดับเต๋าสิบเล่มก็ยังคุ้มค่า!
"วางใจเถอะขอรับเจ้าสำนัก ไม่ช้าก็เร็ว สำนักซ่างชิงของเราจะต้องก้าวไปถึงจุดนั้นได้อย่างแน่นอน"
ชื่อเจิ้งหยางกล่าวอย่างเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เขาจะใช้เคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้!
"ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น"
จี้ผิงเซิงพลันรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า "ไปกันเถอะ"
ชื่อเจิ้งหยางชะงักไป "ไปไหนหรือขอรับ?"
จี้ผิงเซิงกล่าวด้วยท่าทีที่เป็นเรื่องปกติธรรมดา "ก็ต้องไปกินข้าวสิ!"
เอ่อ... ก็จริงของเขา
"ข้ารู้จักร้านดีๆ อยู่ร้านหนึ่ง ตามข้ามาเถอะ" จี้ผิงเซิงกล่าวอย่างมีลับลมคมนัย ทำให้ชื่อเจิ้งหยางงุนงงไปหมด
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา คนทั้งสองก็หยุดลงที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง ชื่อเจิ้งหยางมองอาคารเบื้องหน้าจนตาเบิกกว้าง ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที กล่าวอย่างตะกุกตะกัก
"เจ้าสำนักขอรับ ที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่สถานที่สำหรับกินข้าวนะขอรับ?"
เบื้องหน้าของพวกเขา คือหอสูงสามชั้นที่แขวนไว้ด้วยโคมไฟสีแดงและสีม่วงเต็มไปหมด พื้นผิวของหอสูงทาด้วยสีสันฉูดฉาด บางครั้งบางคราวยังจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากข้างใน ณ หน้าหอ สามารถมองเห็นหญิงสาวงดงามที่แต่งกายงดงามเย้ายวนยืนเรียงกันเป็นแถว โบกผ้าเช็ดหน้าสีชมพูในมือ กวักเรียกลูกค้า
หอแห่งนี้มีชื่อว่าหอชุนเซียง ในอดีตจี้ผิงเซิงเคยตามอดีตเจ้าสำนักมาครั้งหนึ่งแล้วก็มิอาจลืมเลือนได้
"เหตุใดจะไม่ใช่เล่า?" จี้ผิงเซิงเหลือบมองชื่อเจิ้งหยาง "ที่นี่ไม่เพียงแต่กินข้าวได้ ยังสามารถฟังดนตรี และยังพักค้างแรมได้อีกด้วยนะ"
"ไม่ๆๆ!" ชื่อเจิ้งหยางส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ
"ข้าหมายความว่า มาสถานที่เช่นนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง หากศิษย์พี่หญิงฉีหลัวรู้เข้าจะต้องโกรธแน่ๆ"
"นางเป็นแค่ศิษย์พี่หญิงของเจ้า ไม่ใช่แม่ของเจ้าเสียหน่อย จะกลัวอะไร!" จี้ผิงเซิงโบกมืออย่างไม่ยี่หระ กล่าวอย่างไม่เกรงกลัว
"อย่ากลัวไปเลย ตามพี่ชายมา!"
พูดจบ เขาก็ก้าวยาวๆ ราวกับดาวตกมุ่งหน้าไปยังหอชุนเซียง ชื่อเจิ้งหยางมองจี้ผิงเซิงที่เดินยิ้มร่าเข้าไปในหอชุนเซียง อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ศิษย์พี่หญิงฉีหลัวไม่ได้โกรธข้าเสียหน่อย แล้วข้าจะไปกลัวอะไรเล่า
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินตามเข้าไป "คุณชายทั้งสอง เชิญด้านในเลยเจ้าค่ะ!"
เมื่อเดินเข้ามาในหอชุนเซียง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือภาพที่ประดับประดาไปด้วยโคมแดงและต้นหลิวเขียวขจี โอ่อ่าตระการตา แสงไฟสว่างไสวส่องให้ทั่วทั้งหอชุนเซียงสว่างราวกับกลางวัน
ในโถงชั้นหนึ่งมีโต๊ะสิบแปดตัวตั้งอยู่ แต่ละโต๊ะห่างกันหนึ่งเมตรครึ่ง ณ เบื้องหน้าของโถง มีเวทีสูงสองเมตรตั้งอยู่ บนนั้นมีหญิงสาวที่งดงามเย้ายวนในชุดที่ค่อนข้างเปิดเผยหลายคนกำลังร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน
"เหตุใดจึงดูต่างจากที่ข้าคิดไว้เล็กน้อย ไม่เห็นจะวุ่นวายเลยนี่นา!"
หลังจากเดินเข้ามาแล้ว ชื่อเจิ้งหยางไม่เห็นภาพความโกลาหลอลหม่านอย่างที่เขาจินตนาการไว้ อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตนเอง
"ที่นี่ก็เป็นแค่สถานที่ฟังดนตรี กินข้าว ดื่มสุรา เหตุใดจะต้องวุ่นวายด้วยเล่า?" จี้ผิงเซิงถามอย่างประหลาดใจ
กินข้าว ดื่มสุรารึ?
ชื่อเจิ้งหยางทำหน้างุนงง "แล้วหญิงสาวพวกนั้นทำอะไรหรือขอรับ?"
จี้ผิงเซิงอธิบาย "ก็มีคนที่คอยรินสุราให้ มีคนที่แสดงศิลปะ มีคนที่คอยแนะนำสินค้า"
ใบหน้าของชื่อเจิ้งหยางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขออภัยขอรับเจ้าสำนัก เป็นข้าที่คิดอกุศลไปเอง