เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 จี้ผิงเซิงจะเข้าเมือง

บทที่ 22 จี้ผิงเซิงจะเข้าเมือง

บทที่ 22 จี้ผิงเซิงจะเข้าเมือง


"เจ้าทำได้อย่างไร?" จี้ผิงเซิงถามด้วยความตกตะลึง

"พอได้รับแนวทางที่บุกเบิกโดยเจ้าสำนักแล้ว ก็ง่ายมากเลยขอรับ"

ชื่อเจิ้งหยางเอ่ยชมจี้ผิงเซิงก่อนหนึ่งประโยค แล้วจึงอธิบาย "ข้าบดขยี้ข้าววิญญาณหลากหลายสายพันธุ์ให้กลายเป็นผงละเอียดที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ใช้พลังวิญญาณสกัดเอาแก่นแท้ออกมา จากนั้นก็นำแก่นแท้ทั้งหมดมารวมกัน สุดท้ายก็เร่งให้ผลผลิตสุกและก่อตัวขึ้นมา นั่นก็คือข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์ขอรับ"

บดขยี้, สกัด, รวบรวม, เร่งให้สุก ขั้นตอนต่อเนื่องเหล่านี้ ถูกเอ่ยออกมาจากปากของชื่อเจิ้งหยางอย่างง่ายดาย

"ข้าใช้เวลาหนึ่งวันในการเร่งให้ข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์เติบโต พอวันที่หกมันก็สุกเต็มที่แล้วขอรับ"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชื่อเจิ้งหยางก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "หกวันก็สุกเต็มที่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นสามเท่า ข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์ที่รวบรวมแต่จุดแข็งของข้าววิญญาณทั้งหมดไว้ ช่างสุดยอดจริงๆ!"

ฟังไม่เข้าใจ... แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่จี้ผิงเซิงก็รู้ว่ามันสุดยอดมาก เจ้าเก่งมาก!

ดวงตาทั้งสองของเขาจับจ้องไปยังชื่อเจิ้งหยางด้วยประกายวาวโรจน์ ในใจชื่นชมอย่างยิ่ง รู้สึกอีกครั้งว่าอดีตเจ้าสำนักเก็บของดีกลับมาได้จริงๆ!

เด็กคนนี้ ชื่อเจิ้งหยาง ช่างเป็นอัจฉริยะด้านการทำนาโดยแท้! คนเช่นนี้ ต่อให้ต้องใช้วิธีการใดก็ตาม ก็ต้องรั้งตัวให้อยู่ในสำนักซ่างชิงไปชั่วชีวิต!

"แค่กๆ" จี้ผิงเซิงกระแอมเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ทำหน้าเคร่งขรึมเพื่อให้ตนเองดูมีบารมีขึ้นมาหน่อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"เจ้าอย่าได้ลำพองใจไป ข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์เป็นเพียงก้าวแรกของเคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์เท่านั้น"

เขาต้องปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องให้ชื่อเจิ้งหยางต่อไป

เคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์รึ? ชื่อเจิ้งหยางแสดงสีหน้างุนงง เขามักจะได้ยินคำศัพท์ประหลาดๆ จากปากของเจ้าสำนักอยู่เสมอ เช่นคำว่า "ไอ้งั่ง" "สมองพิการ" หรือ "ขาเรียวยาวคู่นี้ข้าเลียจนระเบิด" เป็นต้น

"แล้วก้าวที่สองคืออะไรหรือขอรับ โปรดเจ้าสำนักชี้แนะ" ชื่อเจิ้งหยางถามอย่างนอบน้อม ราวกับเด็กนักเรียนที่กำลังขอคำชี้แนะจากอาจารย์

ก้าวที่สองจะต้องข่มขวัญชื่อเจิ้งหยางให้ได้ ทำให้เขาหลุดพ้นจากข้อจำกัดของข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น

จี้ผิงเซิงคิดเช่นนั้น เขาครุ่นคิดอยู่สองวินาทีแล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างยิ่ง

"รอจนถึงวันที่เจ้าสามารถปลูกผลชาดบนดินได้ ปลูกบัวใจกระจ่างบนต้นไม้ได้ เมื่อนั้นจึงจะถือว่าเจ้าผ่านก้าวที่สองไปแล้ว"

ปลูกผลชาดบนดินรึ? ปลูกบัวใจกระจ่างบนต้นไม้รึ?

ชื่อเจิ้งหยางตกตะลึงอย่างมาก เผลอแย้งกลับไปโดยไม่รู้ตัว "นั่นมันเป็นไปไม่ได้นะขอรับ!"

ผลชาดนั้นออกผลบนต้นไม้ บัวใจกระจ่างนั้นเติบโตในสระวิญญาณ นี่คือสิ่งที่ทุกคนในภพเสวียนเสินรู้ดี แต่พอมาอยู่ในปากของเจ้าสำนักกลับตรงกันข้ามไปหมด นี่มันก็เท่ากับให้ผู้ชายคลอดลูกน่ะสิขอรับ จะเป็นไปได้อย่างไร!

"เป็นไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้" จี้ผิงเซิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง "ด้วยสติปัญญาของเจ้าในตอนนี้ยังไม่อาจเข้าใจได้ ค่อยๆ ทำไปทีละก้าวเถอะ"

"เริ่มจากการทดลองกับของสามัญอย่างแตงกวาและแอปเปิลก่อน รอจนสำเร็จแล้วค่อยทดลองกับสมุนไพรวิญญาณ"

"แต่..." ชื่อเจิ้งหยางทำหน้าลำบากใจ ยังคงยอมรับไม่ได้เล็กน้อย "แต่ทำเช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไรหรือขอรับ?"

"มีประโยชน์อะไรน่ะรึ?" จี้ผิงเซิงเหลือบมองเขา "ราชวงศ์ต้าเหยียนมีแผ่นดินมากหรือทะเลมากกันแน่? หากทำสำเร็จ เราก็จะสามารถปลูกสมุนไพรวิญญาณที่แดนทะเลมารโกลาหลผูกขาดอยู่ในแผ่นดินวิญญาณของราชวงศ์ต้าเหยียนได้ ทำให้พวกคนในมรรคาแห่งมารขาดแคลนทรัพยากรหินวิญญาณไปเป็นจำนวนมาก ไม่สำคัญรึ?"

บ้าเอ๊ย! คำพูดประโยคนี้ของจี้ผิงเซิงราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจของชื่อเจิ้งหยาง สมองของเขาดังอื้ออึงไปหมด

สำคัญรึ? แน่นอนว่าสำคัญ!

ชื่อเจิ้งหยางเป็นใครกัน นอกจากจะเป็นผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะแล้ว เขายังเป็นองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียนอีกด้วย

ราชวงศ์ต้าเหยียนมีอาณาเขตติดกับแดนทะเลมารโกลาหล ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ดุจน้ำกับไฟ หากสามารถปลูกสมุนไพรวิญญาณที่เป็นของเฉพาะของแดนทะเลมารโกลาหลในราชวงศ์ต้าเหยียนได้ ก็ไม่เท่ากับเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแดนทะเลมารโกลาหลโดยตรงหรอกหรือ?

เมื่อศัตรูอ่อนแอลง เราก็จะแข็งแกร่งขึ้น ชื่อเจิ้งหยางถึงกับรู้สึกว่า นี่อาจจะเป็นโอกาสสำคัญที่ราชวงศ์ต้าเหยียนจะก้าวล้ำเหนือแดนทะเลมารโกลาหลไปเลยทีเดียว!

ยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ สายตาที่เขามองจี้ผิงเซิงก็เปลี่ยนไปมาก ยามปกติเจ้าสำนักดูไม่โดดเด่นไม่แสดงความสามารถ พรสวรรค์ธรรมดา พลังก็ต่ำต้อย แต่ยิ่งเข้าใกล้เขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของเขามากขึ้นเท่านั้น สร้างสรรค์เคล็ดกระบี่ทำลายศาสตรานับสิบล้านชนิดอย่างเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงขึ้นมาด้วยตนเอง บุกเบิกศาสตร์แห่งการผสมข้ามสายพันธุ์ มุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตและอสูรวิญญาณสายพันธุ์ใหม่

เคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์ในมือ ทำให้ผลผลิตของข้าววิญญาณเพิ่มขึ้นหลายเท่า กระทั่งยังบอกว่าจะทำให้สามารถปลูกสมุนไพรวิญญาณของแดนทะเลในแผ่นดินวิญญาณได้อีก

นี่...เจ้าสำนักช่างเป็นยอดคนเร้นกายโดยแท้!

ชื่อเจิ้งหยางลอบถอนหายใจในใจ ร่างกายที่ผอมบางของจี้ผิงเซิงกำลังสูงใหญ่ขึ้นในใจของเขาอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับยอดเขาสูงหมื่นจั้ง

ชื่อเจิ้งหยางนิ่งงันไปหลายวินาทีกว่าจะดึงสติกลับมาได้ เขามองจี้ผิงเซิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เจ้าสำนัก ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อวิจัยเคล็ดวิชาการเพาะปลูกแบบผสมข้ามสายพันธุ์ขอรับ!"

"อืม เป็นเด็กที่สอนได้"

จี้ผิงเซิงยิ้มอย่างรู้กัน "เรื่องนี้มอบให้เจ้า ข้าก็วางใจ หากทำสำเร็จจะต้องสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับแดนทะเลมารโกลาหลได้อย่างแน่นอน สำนักซ่างชิงของเราก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปด้วย ถึงตอนนั้นข้าจะรับศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงให้เจ้าสักสองสามคน"

ฉีหลัวหารู้ไม่ว่าเจ้าสำนักและศิษย์น้องสี่ของนางกำลังวางแผนการเกี่ยวกับแดนทะเลมารโกลาหลอยู่ มิเช่นนั้นคงได้อาละวาดจนฟ้าถล่มดินทลายเป็นแน่

"ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ไว้วางใจ!" ชื่อเจิ้งหยางกล่าวอย่างจริงจัง

เมื่อครู่นี้เอง เขาได้ตัดสินใจเรื่องที่ยากยิ่งเรื่องหนึ่งลงไปแล้ว เขาจะลอบติดต่อกับเสด็จพ่อในวังหลวง เพื่อถวายวิธีการเพาะปลูกข้าววิญญาณผสมข้ามสายพันธุ์ และผู้สร้างสรรค์ที่เขาจะรายงานชื่อขึ้นไป ก็คือเจ้าสำนักซ่างชิง จี้ผิงเซิง!

ต่อให้ต้องถูกจับกลับไป ต่อให้ต้องถูกบังคับให้สมรส ข้าก็จะนำชื่อเสียงที่คู่ควรมาให้เจ้าสำนักให้จงได้ ชื่อเจิ้งหยางคิดอย่างแน่วแน่ในใจ จะต้องทำให้ชื่อ 'จี้ผิงเซิง บิดาแห่งการผสมข้ามสายพันธุ์' เป็นอมตะตลอดไป!

"เอาล่ะ เจ้าค่อยๆ วิจัยไปเถอะ ข้าจะกลับไปก่อน" หลังจากถูกชื่อเจิ้งหยางก่อกวนอยู่พักหนึ่ง จี้ผิงเซิงก็หายง่วงแล้ว เตรียมตัวกลับไปบำเพ็ญฌานเพื่อทะลวงสู่ระดับห้าธาตุ

"ขอรับเจ้าสำนัก หลังจากข้านำข้าววิญญาณชุดนี้ไปขายที่เมืองเป่ยหยวนแล้ว ก็จะลงมือวิจัยต่อทันที" ชื่อเจิ้งหยางพูดจบก็หันหลังไปเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณ

เมืองเป่ยหยวนรึ?

ฝีเท้าของจี้ผิงเซิงพลันหยุดชะงักลง เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ลงจากเขาเข้าเมืองมาสองปีแล้ว เมืองเป่ยหยวนเป็นอย่างไรก็เกือบลืมไปแล้ว

ในความทรงจำ เขาหวนนึกถึงอาหารเลิศรสของหอฮัวม่านโหลว นึกถึงนางคณิกาดีดพิณในชุดบางเบาแห่งหอชุนเซียง และนึกถึงสุราเลิศรสของสระชมจันทร์

ซี้ด! หัวใจของจี้ผิงเซิงเต้นขึ้นมาทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าอาหงแห่งหอชุนเซียงยังอยู่หรือไม่ จะไปดูหน่อยดีหรือไม่?

จี้ผิงเซิงลูบแหวนมิติบนนิ้วของตน ตรวจสอบหินวิญญาณข้างใน เจ็ดร้อยสามสิบสองก้อน ไม่พอแฮะ

เขาหันไปมองชื่อเจิ้งหยางที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานแล้วเอ่ยถาม

"ในสำนักยังเหลือหินวิญญาณอยู่เท่าไหร่?"

ชื่อเจิ้งหยางยืดตัวตรงขึ้น ตอบกลับว่า "สองพันห้าร้อยห้าสิบก้อนขอรับ"

สองพันกว่าก้อน... จี้ผิงเซิงหรี่ตามองข้าววิญญาณที่งอกงามอุดมสมบูรณ์นับร้อยกว่าหมู่อยู่เบื้องหน้า เริ่มคำนวณในใจ มีของพวกนี้แล้ว ไปเที่ยวเล่นที่เมืองเป่ยหยวนสักหน่อยก็น่าจะพอแล้วกระมัง?

อุตส่าห์เฝ้าสำนักอย่างขยันขันแข็งมาตั้งสองปี ก็ถึงเวลาที่จะให้รางวัลกับตนเองบ้างแล้ว

"เจิ้งหยาง เดี๋ยวข้าจะเข้าเมืองไปกับเจ้าด้วย" จี้ผิงเซิงตะโกนบอกชื่อเจิ้งหยาง

"โอ้" แม้ว่าชื่อเจิ้งหยางจะสงสัยว่าเจ้าสำนักจะเข้าเมืองไปทำอะไร แต่เขาก็ยังคงรับคำอย่างว่าง่าย

หลังจากนั้น จี้ผิงเซิงก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองชื่อเจิ้งหยางเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณนับร้อยกว่าหมู่อยู่คนเดียว โดยไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปช่วยแม้แต่น้อย กระทั่งใบหน้าก็ไม่เปลี่ยนสี ไม่มีความละอายใจเลยสักนิด

เจ้าสำนักผู้นี้ คิดจะรังแกแต่คนซื่อสินะ?

จบบทที่ บทที่ 22 จี้ผิงเซิงจะเข้าเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว