- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 20 อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชื่อเจิ้งหยาง
บทที่ 20 อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชื่อเจิ้งหยาง
บทที่ 20 อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชื่อเจิ้งหยาง
จิ่งมู่ซีเป็นคนสุดท้ายที่ได้สติกลับคืนมา สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากตื่นขึ้น คือการคว้าตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงบนโต๊ะยัดเข้าไปในอกเสื้อ จากนั้นก็โค้งคำนับให้จี้ผิงเซิงอย่างสุดซึ้ง
"ศิษย์ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ประทานวิชา!"
พูดจบเขาก็ไม่สนใจสายตาโกรธเคืองของฉีหลัว หันหลังเตรียมจะหนีออกจากตำหนักทองแดงโบราณ
จี้ผิงเซิง: "..."
"เดี๋ยว เจ้ารอก่อน!"
จี้ผิงเซิงรีบเอ่ยปากห้าม เจ้าหนุ่มนี่พอได้ของแล้วก็คิดจะหนีเลยรึ ชักจะไม่เข้าท่าแล้ว!
จิ่งมู่ซีหันกลับมาถาม "เจ้าสำนักมีธุระอันใดหรือขอรับ?"
"ไม่สิ เจ้าทำเช่นนี้มันไม่ค่อยจะดีกระมัง"
จี้ผิงเซิงมองสีหน้า ‘ข้าไม่มีวันมอบมันให้เด็ดขาด’ ของจิ่งมู่ซีแล้วกล่าวอย่างจนใจ
"ของดีก็ควรแบ่งปันกันทุกคน เจ้าจะฮุบไว้คนเดียวมันหมายความว่าอย่างไร"
"แต่เจ้าสำนักบอกว่าจะให้ข้านี่ขอรับ!" จิ่งมู่ซีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
มุมปากของจี้ผิงเซิงกระตุก ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเคล็ดกระบี่ที่เขียนขึ้นมาส่งๆ มันจะสุดยอดขนาดนี้! หากข้ารู้ แล้วจะให้เจ้าคนที่เอาแต่เหวี่ยงกระบี่ไปวันๆ ได้อย่างไร?
แต่หากต้องกลับคำพูด เกรงว่าบารมีของเจ้าสำนักจะเสียหาย...
จี้ผิงเซิงเริ่มปวดหัว ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ในตอนนั้นเอง หัวหน้าขันทีแห่งสำนักซ่างชิง ชื่อเจิ้งหยาง ก็เอ่ยขึ้น
"เจ้าสำนักขอรับ ก็ให้ศิษย์พี่ใหญ่ไปทำความเข้าใจก่อนเถอะ พวกเราไม่ได้ฝึกกระบี่ ต่อให้ได้ไปก็ไม่มีประโยชน์มากนัก" ชื่อเจิ้งหยางกล่าวพลางยิ้ม
ฉีหลัวทำท่าทีไม่ใส่ใจ "ตามสบาย สำหรับข้าแล้วก็ไม่มีประโยชน์"
ไม่ๆๆ สำหรับพวกเจ้าไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับข้ามีประโยชน์นะ!
จี้ผิงเซิงถลึงตาใส่คนทั้งสอง เขาลืมไปแล้วหรือว่าตนเองฝึกฝนวิชาอะไรอยู่? เคล็ดวิชาสามบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับวิญญาณเพียงเล่มเดียวของสำนักซ่างชิง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว อุตส่าห์คิดค้นเคล็ดกระบี่ระดับเต๋าออกมาได้ทั้งที จะยกให้ศิษย์ไปง่ายๆ เช่นนี้รึ?
ข้า...ไม่ยินยอม!
"เจ้าสำนักโปรดวางใจ ตอนการประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์ ข้าจะต้องชิงรางวัลกลับมาให้ได้แน่นอน!" จิ่งมู่ซีให้คำมั่นสัญญาด้วยสีหน้าจริงจัง
"รีบไสหัวไปได้แล้ว"
จี้ผิงเซิงโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ นั่นมันกิจกรรมที่ทุกสำนักในแคว้นเป่ยเข้าร่วมนะ จะให้เจ้าผู้ที่อยู่แค่ระดับวังชีวิตตัวเล็กๆ ไปชิงรางวัลมาได้รึ? คิดว่าโลกนี้ไม่มีคนอื่นแล้วหรืออย่างไร?
จิ่งมู่ซีอุ้มตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงพลางจากไปอย่างมีความสุข จากนั้น จี้ผิงเซิงก็เห็นศิษย์อีกสามคนกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย
"เจ้าสำนัก แล้วพวกเราล่ะเจ้าคะ?" ฉีหลัวเผยอริมฝีปากแดงระเรื่อ กล่าวพลางยิ้ม
"ไม่มีแล้ว" จี้ผิงเซิงกางมือออกกล่าว
"นี่มันไม่ยุติธรรมนี่เจ้าคะ!" ฉีหลัวแสดงสีหน้าผิดหวัง ขมวดคิ้วร้องออกมา นางนึกว่าเจ้าสำนักจะเอาของที่ไม่คาดฝันออกมาอีกเสียอีก
"คือว่า..." จี้ผิงเซิงแสดงสีหน้าลังเล "เจ้าฝึกฝนสายใดเป็นหลักกัน ข้าจะดูว่าพอจะคิดค้นอะไรให้เจ้าได้บ้าง"
"ฝึกฝนสายใดเป็นหลักรึ?" ฉีหลัวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ฝึกฝนสายความงามเป็นหลักเจ้าค่ะ"
วิชามารขั้วม่วงบูรพาที่นางฝึกฝนนั้นต้องดูดซับไอสีม่วงแห่งอรุณรุ่ง หรือเจ้าสำนักจะสามารถดึงดวงอาทิตย์ลงมาให้นางได้กัน?
หารู้ไม่ว่า จี้ผิงเซิงน่ะดึงดวงอาทิตย์ลงมาไม่ได้ก็จริง แต่ส่งนางขึ้นไปบนดวงอาทิตย์น่ะทำได้ แค่กลับมาไม่ได้เท่านั้นเอง
"ฝึกฝนสายความงาม" จี้ผิงเซิงกุมขมับ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยคำคมอมตะออกมาประโยคหนึ่ง "ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ"
ฉีหลัว: "..."
"ข้ากลับไปฝึกพิเศษด้วยตนเองดีกว่า" นางแค่นเสียงเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นจากไปเช่นกัน
ศิษย์พี่ใหญ่จัดการเรียบร้อย ศิษย์พี่หญิงรองหนีไปแล้ว ตอนนี้ในตำหนักทองแดงโบราณ ก็เหลือเพียงจี้โหย่วคุนและชื่อเจิ้งหยาง ตามลำดับ
จี้ผิงเซิงหันไปมองจี้โหย่วคุนแล้วเอ่ยถาม "โหย่วคุน เจ้าฝึกฝนสายใดเป็นหลัก ข้าจะได้กำหนดแผนการฝึกพิเศษให้เจ้าได้!"
จี้โหย่วคุนไม่ต้องคิดเลย ตอบกลับทันที "ข้าฝึกฝนสายกินเป็นหลัก เจ้าสำนักเพิ่มอาหารให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?"
ใบหน้าของจี้ผิงเซิงดำคล้ำลง "ไม่ได้ พูดมาใหม่!"
จี้โหย่วคุนเบะปากอย่างผิดหวัง ขยี้ผมสั้นบนต้นคอของตนเอง ก่อนจะยกแขนเล็กๆ ที่อ่อนนุ่มของตนขึ้น
"ตอนนี้ข้ายังอยู่ในช่วงฝึกฝนร่างกาย เจ้าสำนักพอจะมีเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกายบ้างหรือไม่เจ้าคะ?"
"ฝึกฝนร่างกายรึ?" จี้ผิงเซิงขมวดคิ้ว ค้นหาเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกายที่ได้ผลดีเยี่ยมในความทรงจำ
วิดพื้น, ซิทอัพ, วิ่งระยะไกล, ยกดัมเบล...
เขาหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวกับจี้โหย่วคุนว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องวิดพื้นวันละหนึ่งร้อยครั้ง ลุกนั่งหนึ่งร้อยครั้ง นั่งเก้าอี้อากาศหนึ่งร้อยครั้ง และวิ่งระยะไกลห้าลี้ รู้แล้วใช่หรือไม่?"
"นี่มันจะยุ่งยากเกินไปหน่อยกระมังเจ้าคะ?" จี้โหย่วคุนแสดงสีหน้าต่อต้าน
"นี่คือภารกิจฝึกพิเศษ ต้องทำให้สำเร็จ!" จี้ผิงเซิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ไม่เพียงแต่ต้องทำให้สำเร็จ แต่ยังต้องยืนหยัดต่อไป หนึ่งเดือน, หนึ่งปี, สามปี!"
การฝึกฝนร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน หากหยุดกลางคันก็จะสูญเปล่าไปในทันที
"สามปี..." ใบหน้าของจี้โหย่วคุนพลันขมขื่น ดวงตาคลอหน่วยมองจี้ผิงเซิง
"อย่ามาทำท่าทางแบบนั้น ข้าไม่ได้มีรสนิยมชอบเด็กหญิงตัวเล็กๆ นะ!" จี้ผิงเซิงโบกมือให้จี้โหย่วคุนอย่างไม่ปรานี "ลงไปฝึกพิเศษได้แล้ว แล้วก็ดูแลเส้นผมของเจ้าให้ดีด้วย"
"เจ้าค่ะ" จี้โหย่วคุนเดินจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก นางค่อนข้างเชื่อฟังคำพูดของจี้ผิงเซิงอยู่พอสมควร
ตอนนี้ ก็เหลือเพียงศิษย์คนสุดท้ายแล้ว จี้ผิงเซิงมองศิษย์คนโปรดของตน เผยรอยยิ้มออกมา น้ำเสียงก็อ่อนโยนลง
"เจิ้งหยาง แล้วเจ้าเล่า?"
ชื่อเจิ้งหยางคิดมานานแล้ว เขาตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง "เจ้าสำนักขอรับ ข้าอยากทำนา!"
เขาไม่ต้องการเข้าร่วมการประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์ หากมีคนจำได้ขึ้นมาก็คงไม่ดีแน่ คิดไปคิดมา อยู่ทำนาในสำนักปลอดภัยที่สุดแล้ว
"ทำนา..." จี้ผิงเซิงเลิกคิ้วขึ้น กล่าวอย่างขัดใจที่เขาไม่ได้ดั่งใจ "เหตุใดเจ้าถึงเอาแต่คิดเรื่องทำนา ไม่คิดจะก้าวหน้าบ้างเลยรึ อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกตนนะ!"
ชื่อเจิ้งหยางกล่าวอย่างไร้เดียงสา "แต่ถ้าข้าไม่ทำนา สำนักก็จะไม่มีรายได้นะขอรับ"
เอ่อ... จี้ผิงเซิงพูดไม่ออก
นั่นก็จริง สมุนไพรวิญญาณในแปลงสมุนไพรวิญญาณของสำนักซ่างชิง ล้วนเป็นชื่อเจิ้งหยางรับผิดชอบอยู่คนเดียว ถ้าเขาไม่ทำนา แล้วใครจะทำ?
"และอีกอย่างขอรับเจ้าสำนัก ข้าใช่ว่าจะไม่คิดก้าวหน้า จริงๆ แล้วข้ามีความฝันอันยิ่งใหญ่!"
ชื่อเจิ้งหยางพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกหนึ่ง กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ข้าต้องการปรับปรุงวิธีการปลูกสมุนไพรวิญญาณและข้าววิญญาณ หวังว่าสักวันหนึ่ง จะสามารถทำให้สามัญชนในราชวงศ์ต้าเหยียนกระทั่งทั่วทั้งภพเสวียนเสิน ได้กินข้าววิญญาณกันถ้วนหน้า!"
จี้ผิงเซิง: "..."
จี้ผิงเซิงมองชื่อเจิ้งหยางอย่างตกตะลึง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบนร่างของชื่อเจิ้งหยาง มีรัศมีสีทองสายหนึ่งห้อมล้อมอยู่...
สวรรค์! เจ้าเป็นนักบุญหรืออย่างไร?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าศิษย์ที่เอาแต่ทำนาอยู่ทุกวันของตน จะมีความฝันอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ จี้ผิงเซิงรู้สึกเคารพขึ้นมาอย่างจริงใจ เขาคิดว่าตนเองต้องช่วยเหลือชื่อเจิ้งหยาง ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด ก็เพื่อแปลงสมุนไพรวิญญาณร้อยกว่าหมู่ในบ้านของเขานั่นเอง
"เจ้าให้ข้าคิดดูก่อนนะ"
จี้ผิงเซิงลูบคาง จมลงสู่ภวังค์ความคิด วิธีการปลูก... ข้าววิญญาณ...ข้าววิญญาณ, สมุนไพรวิญญาณ...
ทันใดนั้น แสงวาบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสมองของเขา บนใบหน้าของจี้ผิงเซิงปรากฏรอยยิ้มอันลึกลับ
"เจิ้งหยาง เจ้ารู้จักการผสมข้ามสายพันธุ์หรือไม่?"
ชื่อเจิ้งหยางทำหน้างุนงง "ผสมข้ามสายพันธุ์คือการผสมอะไรหรือขอรับ?"
โลกใบนี้มีความคิดแบบดั้งเดิมอย่างยิ่ง และให้ความสำคัญกับสายเลือดและวงศ์ตระกูล ไม่มีการทำเรื่องเหลวไหลบางอย่างโดยเด็ดขาด และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้จี้ผิงเซิงมีโอกาส
เขาตัดสินใจแล้ว จะให้ชื่อเจิ้งหยางลองดู ว่าจะสามารถสร้างข้าววิญญาณจากการผสมข้ามสายพันธุ์ขึ้นมาได้หรือไม่!