- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 19 เคล็ดกระบี่ระดับเต๋า
บทที่ 19 เคล็ดกระบี่ระดับเต๋า
บทที่ 19 เคล็ดกระบี่ระดับเต๋า
ขณะที่ทุกคนยังคงดื่มด่ำอยู่กับกระบวนท่าทลายทั้งเก้าของเพลงกระบี่เก้าผิงเซิง ก็พลันเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น
ปรากฏว่าตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงที่วางอยู่อย่างเงียบสงบบนโต๊ะพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กระดาษขาวที่เปราะบางมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในพริบตา เหลือเพียงตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
พร้อมกับการที่ตำราทั้งเล่มถูกทำลายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ พลังวิญญาณในรัศมีสิบเมตรก็เริ่มปั่นป่วน ราวกับถูกกระตุ้นหรือได้รับคำสั่ง มันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสธาราหลายสายร่ายรำอยู่กลางอากาศ
กระแสธาราแห่งพลังวิญญาณเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พลังวิญญาณที่ดูดซับเข้ามาก็ยิ่งมากขึ้นทุกขณะ จากพลังวิญญาณในรัศมีสิบเมตร ไปสู่พลังวิญญาณทั่วทั้งตำหนักทองแดงโบราณ กระทั่งพลังวิญญาณภายนอกตำหนักก็ยังหลั่งไหลเข้ามาในกระแสธาราอย่างบ้าคลั่ง
กระแสธาราแห่งพลังวิญญาณที่ราวกับแม่น้ำสายย่อยหลายสายได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเกลียวพลังวิญญาณขนาดมหึมา ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
"นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?"
จี้ผิงเซิงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างตื่นตระหนก เพลงกระบี่เก้าผิงเซิงที่เขาใช้ความพยายามทั้งชีวิตเขียนขึ้นมา เหตุใดจึงพลันระเบิดหายไปได้?
เกลียวพลังวิญญาณที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งทั่วฟ้าได้ดูดซับพลังวิญญาณภายในตำหนักทองแดงโบราณไปจนหมดสิ้น กระทั่งพลังวิญญาณในวังชีวิตของทุกคนก็ไม่ละเว้น
สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ต่างพากันเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
ในชั่วขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลง จิ่งมู่ซีก็กุมกระบี่ไม้ในมือไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว สองมือสั่นเทา สายตาจ้องมองเกลียวพลังวิญญาณกลางอากาศอย่างระแวดระวัง
ใครก็ได้มาอธิบายที กระบี่ของข้าจะสะกดไว้ไม่อยู่แล้ว!
ตอนที่พลังวิญญาณในวังชีวิตเริ่มไหลออกไป ฉีหลัวก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล พลิกฝ่ามือดึงจี้โหย่วคุนที่อยู่ข้างกายมาไว้ด้านหลัง ทั้งสองถอยหลังไปหลายก้าวติดๆ กัน
"ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ข้าเหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน"
ชื่อเจิ้งหยางขมวดคิ้วพึมพำกับตนเองโดยไม่ขยับไปไหน เหมือนว่าจะเคยเห็นจากตำราโบราณเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องที่นานมาแล้ว
"มันสถานการณ์อะไรกัน เจ้าก็พูดมาสิ!"
จี้ผิงเซิงร้อนใจอย่างยิ่ง เกลียวพลังวิญญาณเหนือศีรษะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขากลัวว่าเจ้าสิ่งนี้จะระเบิดขึ้นมา แล้วฝังกลบพวกเขาทั้งหมด
"นี่น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อของสามัญกำลังเลื่อนระดับกระมังขอรับ"
ชื่อเจิ้งหยางกล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก นี่คือสิ่งที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งยังเด็กในหอตำราของราชวงศ์ต้าเหยียน
ในภพเสวียนเสิน สรรพชีวิตและของวิเศษทั้งหลายไม่ได้ถูกกำหนดระดับชั้นมาตั้งแต่ต้น ต่อให้เป็นศาสตราเทวะ เมื่อหมื่นปีก่อนก็อาจจะเป็นเพียงศาสตราวุธวิญญาณ ต่อให้เป็นสมบัติฟ้าดินระดับเทวะ เมื่อแสนปีก่อนก็อาจจะเป็นเพียงต้นหญ้าธรรมดา
หลังจากผ่านกาลเวลาอันยาวนาน การชำระล้างของฟ้าดิน และกระแสคลื่นพลังวิญญาณ ทุกสิ่งล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนระดับ และทุกครั้งที่สรรพชีวิตและของวิเศษเลื่อนระดับ ก็จะทำให้เกิดกระแสคลื่นพลังวิญญาณขนาดมหึมา ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ยังถือว่าเล็กน้อยนัก
"นี่กำลังจะเลื่อนระดับรึ?"
ฉีหลัวกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ นางเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับการเลื่อนระดับมาบ้าง แต่ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก
ส่วนจี้ผิงเซิงนั้นหน้าเหวอไปแล้ว หรือว่า ข้าจะเขียนของที่สุดยอดมากๆ ออกมางั้นรึ?
เมื่อกระแสคลื่นพลังวิญญาณรวมตัวกันถึงขีดสุด พลังวิญญาณที่ไร้ขอบเขตดุจคลื่นทะเลก็หลั่งไหลเข้าไปในตัวอักษรหมึกสีดำที่หลงเหลืออยู่ในชั่วพริบตา
ภายใต้แสงสีขาวกึ่งโปร่งใสที่สาดส่อง ทุกคนสามารถมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่า ตำราเล่มใหม่เอี่ยมที่ก่อตัวขึ้นจากพลังวิญญาณทั้งหมดกำลังค่อยๆ รวมตัวกัน
กระแสคลื่นพลังวิญญาณที่ถาโถมออกมาทั้งหมดได้แปรเปลี่ยนเป็นกระดาษสีขาวภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที ดูดซับตัวอักษรหมึกสีดำที่ลอยกระจัดกระจายอยู่กลางอากาศเข้าไป
ท่ามกลางแสงสีขาวนวลที่ห้อมล้อม เคล็ดกระบี่เล่มใหม่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา วางอยู่บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
ณ ตอนนี้ยังไม่จบ ตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงเล่มใหม่ได้เปิดหน้าปกออกเองโดยอัตโนมัติต่อหน้าต่อตาทุกคน จากภายในสาดส่องลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งตรงขึ้นสู่ยอดหลังคาของตำหนักโบราณ
แสงสีทองที่พร่างพรายพลันหม่นลงในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงเงาร่างเลือนรางสายหนึ่ง
เงาร่างนั้นเป็นบุรุษ ในมือถือกระบี่ยาวหกฉื่อ (เท่ากับประมาณ 1/3 เมตร) ค่อยๆ โบกสะบัดขึ้น ทุกครั้งที่เงาร่างเหวี่ยงกระบี่ ล้วนเป็นการสาธิตบางสิ่ง ทุกคนล้วนรู้ดี ว่าเงาร่างนั้นกำลังสาธิตสิ่งใด เคล็ดวิชาของเพลงกระบี่เก้าผิงเซิง!
ดวงตาของจิ่งมู่ซีทอประกายคลั่งไคล้ จ้องเขม็งไปยังเงาร่างมนุษย์กลางอากาศ ไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย สายตาของคนอื่นๆ ก็ร้อนแรงอย่างยิ่ง ถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช้กระบี่ แต่ก็รู้ว่าโอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง ทุกคนต่างตั้งใจศึกษาอย่างสงบ
ในที่นั้นมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ดูไม่เข้าใจ หนึ่งคือจี้ผิงเซิง และอีกหนึ่งคือจี้โหย่วคุน
จี้โหย่วคุนไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่ามีเพียงจี้ผิงเซิงคนเดียวที่ดูไม่เข้าใจ
ท่วงท่าของเงาร่างมนุษย์นั้นลึกล้ำซ้ำซ้อน ลี้ลับสุดหยั่งถึง ท่วงท่าที่ดูเชื่องช้ากลับรวดเร็วอย่างผิดปกติ
กระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า
ทลายกระบี่, ทลายดาบ, ทลายทวน, ทลายแส้, ทลายพันธนาการ, ทลายฝ่ามือ, ทลายเกาทัณฑ์, และทลายลมปราณ!
กระบวนท่ากระบี่ทั้งเก้าถูกสาธิตจนจบสิ้นก่อนที่ทุกคนจะทันได้บรรลุถึงสามส่วนด้วยซ้ำ
เงาร่างค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงที่เปิดอยู่เองวางนิ่งอยู่บนโต๊ะโบราณหินออบซิเดียน แผ่ประกายแสงเรืองรองจางๆ
แม้ว่าเงาร่างจะหายไปแล้ว แต่ทุกคนยังคงจมดิ่งอยู่ในการครุ่นคิดและซึมซับ ไม่เอ่ยคำใดเป็นเวลานาน
บรรยากาศที่เงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งตำหนักทองแดง สามารถได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าห้วงมิติถูกผนึกและกาลเวลาได้หยุดนิ่ง
จี้ผิงเซิงกลับขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงอย่างสูงส่ง มองเหล่าศิษย์เบื้องล่างที่ทำหน้าครุ่นคิด อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฉงนอย่างยิ่ง
พวกเจ้ากำลังแสร้งทำอะไรกันอยู่? ขนาดข้าที่มีพลังบำเพ็ญสูงสุดยังดูไม่เข้าใจ แล้วพวกเจ้าจะไปดูเข้าใจได้อย่างไร?
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกไป ได้แต่รอให้พวกเขากลับคืนสติด้วยตนเอง
หลังจากเงียบไปนานกว่าสิบนาที ฉีหลัวผู้มีพรสวรรค์สูงสุดก็ตื่นขึ้นก่อนใครเพื่อน บนใบหน้าขาวเนียนของนางปรากฏรอยแดงระเรื่อ บนหน้าผากที่เรียบเนียนมีเหงื่อหยดหนึ่งไหลลงมา
"ปรากฏการณ์ฟ้าประทาน นี่มันข้ามผ่านระดับวิญญาณและระดับต้นกำเนิด ทะยานขึ้นเป็นเคล็ดกระบี่ระดับเต๋าโดยตรง!"
ฉีหลัวมองตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงบนโต๊ะด้วยสีหน้าตกตะลึง พึมพำกับตนเอง
ปรากฏการณ์ฟ้าประทานใช่ว่านางไม่เคยเห็น ในวันที่นางเกิดก็เกิดปรากฏการณ์ฟ้าประทานเช่นกัน
ไอสีม่วงแห่งอรุณรุ่งแผ่ไพศาลมาไกลสามพันลี้ สะท้านสะเทือนไปทั่วแดนทะเลมารโกลาหล ในวันที่นางเกิดก็ถูกเจ้าแดนแห่งแดนทะเลมารโกลาหลรับเป็นศิษย์เอก
แต่! นางคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์ฟ้าประทานในบ้านของตนเอง!
ฉีหลัวอดไม่ได้ที่จะมองไปยังจี้ผิงเซิง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร พรสวรรค์ของเขาก็ช่างธรรมดาสามัญยิ่งนัก
หรือว่าเจ้าสำนักน้อยของข้า จะมีความลับซ่อนอยู่เหมือนกับข้างั้นรึ?
ความคิดนี้เพิ่งจะปรากฏขึ้นในสมองของฉีหลัว นางก็สลัดมันทิ้งไปทันที มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ต่อให้มีความลับ แล้วจะยิ่งใหญ่ไปกว่าของข้าได้อย่างไร?
หลังจากนั้นประมาณสิบนาที ชื่อเจิ้งหยางก็ตื่นขึ้นเช่นกัน เขามองฉีหลัวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
"ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านดูเข้าใจกี่ส่วนหรือขอรับ?"
ฉีหลัวเหลือบมองเขา "สามส่วน"
"เฮ้อ ข้าเพิ่งจะสองส่วนเองขอรับ"
ชื่อเจิ้งหยางถอนหายใจ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองจี้ผิงเซิง กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "เจ้าสำนักดูเข้าใจกี่ส่วนหรือขอรับ?"
"หา?"
จี้ผิงเซิงชะงักไปเล็กน้อย เขาจะบอกว่าตนเองไม่ได้ดูเลยสักนิด มัวแต่เหม่อมองฟ้าอยู่ได้อย่างไร?
"ข้าเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเอง เจ้าว่าอย่างไรล่ะ?"
จี้ผิงเซิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงให้คำตอบที่คลุมเครือ ปล่อยให้เขาไปคาดเดาเอาเอง
"ก็จริงขอรับ เจ้าสำนักย่อมต้องบรรลุทั้งหมดแล้วจึงสามารถสร้างสรรค์มันขึ้นมาได้"
สายตาที่ชื่อเจิ้งหยางมองจี้ผิงเซิง เพิ่มความเคารพเลื่อมใสขึ้นอีกหลายส่วน เคล็ดกระบี่ระดับเต๋า แต่กลับแบ่งปันให้เหล่าศิษย์อย่างไม่ลังเล ช่างเป็นความใจกว้างที่ยากจะตามทันได้จริงๆ!