เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เคล็ดกระบี่ทลายหมื่นศาสตรา

บทที่ 18 เคล็ดกระบี่ทลายหมื่นศาสตรา

บทที่ 18 เคล็ดกระบี่ทลายหมื่นศาสตรา


เมื่อต้องรายงานสถานะการคลังของสำนัก ชื่อเจิ้งหยางไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เขาเอ่ยออกมาได้ทันที

"เมื่อเดือนที่แล้วสำนักมีหินวิญญาณเป็นรายรับรวมสองพันสามร้อยก้อน รายจ่ายรวมสองพันเจ็ดร้อยก้อน ปัจจุบันสำนักยังคงเหลือหินวิญญาณอยู่หนึ่งพันหนึ่งร้อยก้อน"

เรียบง่ายและชัดเจน สรุปได้ในประโยคเดียวว่าไม่มีเงินแล้ว

ทว่า จิ่งมู่ซีง่วนอยู่กับการเช็ดกระบี่ไม้ในมือ ฉีหลัวหยิบคันฉ่องทองแดงออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ กำลังแต่งแต้มบนใบหน้างามล่มเมืองของตน

บัดซบ สวยขนาดนี้แล้วยังต้องแต่งอีกรึ?

ส่วนจี้โหย่วคุนกำลังเหม่อมองท้องฟ้า

จี้ผิงเซิงเห็นศิษย์สามคนเบื้องล่างทำท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเองก็ทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมา ตวาดเสียงดัง

"ชื่อเจิ้งหยาง เจ้าลองแจกแจงมาสิว่ามีรายจ่ายอะไรบ้างที่ใช้หินวิญญาณไปมากขนาดนั้น ให้พวกเขาได้ฟัง!"

"คือว่า..."

ชื่อเจิ้งหยางกล่าว "โอสถบ่มเพาะวิญญาณเป็นรายจ่ายหินวิญญาณห้าร้อยก้อน ค่าวัตถุดิบทำอาหารของศิษย์พี่หญิงโหย่วคุนแปดร้อยก้อน"

หลังจากพูดจบ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยเหลือบมองฉีหลัวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกล่าวอย่างลังเล "ส่วนรายจ่ายของศิษย์พี่หญิงฉีหลัวคือหนึ่งพันสี่ร้อยก้อนขอรับ"

"หา?"

จี้ผิงเซิงผงะไปเล็กน้อย หันขวับไปมองฉีหลัวแล้วซักไซ้

"เจ้าใช้หินวิญญาณมากมายขนาดนั้นไปทำอะไรกัน?"

ฉีหลัวกะพริบตาปริบๆ ตอบกลับอย่างซื่อสัตย์ "ซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางเจ้าค่ะ"

"เจ้าซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางโดยใช้เงินของสำนักเนี่ยนะ???"

จี้ผิงเซิงแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ สวรรค์ นี่มันศิษย์ประเภทไหนกัน!

ฉีหลัวทำหน้าไร้เดียงสา "แน่นอนสิเจ้าคะ ข้าแต่งตัวสวยๆ เดินเล่นในสำนัก เจ้าสำนักน้อยไม่คิดว่ามันเจริญหูเจริญตาหรอกหรือเจ้าคะ?"

เอ่อ... จี้ผิงเซิงพูดไม่ออก เจริญตาหน่ะเจริญตาอยู่ แต่มันก็แพงเกินไปหน่อยกระมัง

เขาเถียงสู้ฉีหลัวไม่ได้ ทำได้เพียงหันไปจ้องชื่อเจิ้งหยางตาเขม็ง "นางขอก็ให้รึ เจ้าไม่รู้จักห้ามบ้างรึไง!"

ชื่อเจิ้งหยางหัวเราะแห้งๆ ขนาดท่านยังห้ามไม่ได้ แล้วข้าจะไปห้ามได้อย่างไร?

นอกจากรายจ่ายของฉีหลัวแล้ว อย่างอื่นก็เป็นปกติ โอสถบ่มเพาะวิญญาณมีเพียงจี้ผิงเซิงและจิ่งมู่ซีที่กิน คนอื่นไม่ต้องการ ค่าวัตถุดิบทำอาหารของจี้โหย่วคุนก็ลดไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียเด็กก็ยังอยู่ในวัยกำลังโต

ดังนั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความยากจน จี้ผิงเซิงทุบที่เท้าแขนอย่างแรงหลายครั้ง มองเหล่าศิษย์เบื้องล่างแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"หัวข้อหลักของการประชุมสำนักในครั้งนี้ก็คือ...สร้างความมั่งคั่ง!"

"ชื่อเจิ้งหยางเคยบอกข้าครั้งหนึ่งว่า อีกหนึ่งเดือนกิจกรรม 'การประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์' ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ข้าตัดสินใจให้ศิษย์ของสำนักซ่างชิงทั้งหมด เข้าร่วม!"

"ไม่ขอให้พวกเจ้าได้ศาสตราแห่งเต๋า ศาสตราต้นกำเนิด หรือศาสตราวุธวิญญาณกลับมา แต่อย่างน้อยก็หาหินวิญญาณกลับมาบ้างเถอะ"

หลังจากพูดจบ เขาก็นั่งมองปฏิกิริยาของเหล่าศิษย์อย่างเงียบๆ

"การประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์คืออะไร?"

"ให้ศาสตราแห่งเต๋าด้วยรึ? ราชวงศ์ต้าเหยียนยังคงใจกว้างเหมือนเดิมเลยนะ"

"พวกเรามีคุณสมบัติเข้าร่วมด้วยรึ?"

เบื้องล่างเกิดเสียงพูดคุยกัน เสียงแห่งความสงสัยดังกว่าเสียงคัดค้าน ฉีหลัวถึงกับแสดงสีหน้าสนใจออกมา

"เงียบ!"

จี้ผิงเซิงตะโกนเสียงดัง กดเสียงพูดคุยทั้งหมดลง ก่อนจะกวาดตามองเหล่าศิษย์แล้วกล่าวว่า "ในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ ข้าจะฝึกพิเศษให้พวกเจ้า เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมากก่อนการประลองทหารเต๋าประกาศิตสวรรค์จะเริ่มขึ้น"

"ฝึกพิเศษ?"

ทุกคนทำหน้าเหวอ มองจี้ผิงเซิงด้วยแววตาสงสัย พวกเขารู้สึกว่าเจ้าสำนักน้อยของตนเองกำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว

คนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นใครกัน?

จิ่งมู่ซี อัจฉริยะแห่งมรรคาแห่งกระบี่ที่หมื่นปีจะมีสักคน

ฉีหลัว ระดับสามมหันตภัย กำลังอยู่ระหว่างทะลวงสามมหันตภัย

จี้โหย่วคุน อสูรปีศาจจำแลงกาย

ชื่อเจิ้งหยาง ระดับทลายวังขั้นสูงสุด

แต่ละคนแข็งแกร่งกว่าจี้ผิงเซิงเป็นร้อยเท่า แล้วจะฝึกพิเศษกันได้อย่างไร?

แน่นอนว่า มีเพียงจี้ผิงเซิงเท่านั้นที่ไม่รู้ ในสายตาของเขา นอกจากจี้โหย่วคุนแล้ว ทุกคนล้วนอยู่ในระดับวังชีวิต และเขา ผู้บรรลุระดับวังชีวิตขั้นบริบูรณ์ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะฝึกพิเศษให้เหล่าศิษย์อย่างแน่นอน!

จี้ผิงเซิงมองไปที่จิ่งมู่ซีก่อนเป็นคนแรกแล้วเอ่ยถาม "จิ่งมู่ซี ตอนนี้เจ้ายังคงยืนหยัดที่จะเหวี่ยงกระบี่อยู่หรือไม่ ได้ผลบ้างหรือยัง?"

จิ่งมู่ซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ยังคงยืนหยัดอยู่ขอรับ ได้ผลอย่างยิ่ง ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ชี้แนะ!"

ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ชี้แนะ?

ประโยคนี้ทำให้ฉีหลัวและชื่อเจิ้งหยางถึงกับนิ่งงันไป มองจี้ผิงเซิงด้วยความประหลาดใจ เจ้าสำนักน้อยไปชี้แนะอะไร ถึงขนาดทำให้จิ่งมู่ซีต้องขอบคุณได้?

"ดี!"

เมื่อเห็นจิ่งมู่ซีมีความก้าวหน้าเช่นนี้ จี้ผิงเซิงก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เขาสั่งการว่า "ตอนนี้ข้าจะมอบภารกิจฝึกพิเศษให้เจ้า ภายในหนึ่งเดือน จงเหวี่ยงกระบี่หนึ่งล้านครั้ง ทำได้หรือไม่!"

หนึ่งล้านครั้ง? นั่นมันไม่ใช่ว่าใช้เวลาไม่ถึงวันก็เหวี่ยงเสร็จแล้วหรอกรึ?

จิ่งมู่ซีชะงักไปเล็กน้อย "เอ่อ... หนึ่งล้านครั้งมันจะน้อยเกินไปหน่อย..."

"ไม่น้อย!"

จี้ผิงเซิงขัดจังหวะอย่างไม่เกรงใจ "ข้าถามแค่ว่าเจ้าทำได้หรือไม่!"

มุมปากของจิ่งมู่ซีกระตุก เขาสิ้นหนทางได้แต่พยักหน้า "ได้ขอรับ"

ในใจของเขารู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง รู้สึกตลอดเวลาว่าเจ้าสำนักน้อยกำลังดูแคลนตนเองอยู่หรือเปล่า?

"และอีกอย่าง"

จี้ผิงเซิงหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ โยนให้กับจิ่งมู่ซี แล้วกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบว่า "นี่คือเคล็ดกระบี่ที่ข้าใช้เวลาว่างสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยตนเอง เจ้านำกลับไปทำความเข้าใจให้ดีเถอะ"

จิ่งมู่ซี: "..."

จิ่งมู่ซีมองตำรากระดาษขาวในมือที่ไร้ซึ่งระลอกพลังวิญญาณอย่างเหม่อลอย ในนัยน์ตาใสกระจ่างของเขาสะท้อนเพียงตัวอักษรสี่ตัว

เพลงกระบี่เก้าผิงเซิง!

"สร้างสรรค์เอง ฮ่าๆๆๆ! ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้ทำให้ความหวังดีของเจ้าสำนักน้อยต้องสูญเปล่านะเจ้าคะ!"

ยังไม่ทันที่จิ่งมู่ซีจะได้มีปฏิกิริยาใดๆ ฉีหลัวก็ระเบิดเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินออกมาเสียก่อน บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจ

สร้างสรรค์เอง... อย่าว่าแต่ฉีหลัวที่หัวเราะเลย แม้แต่ชื่อเจิ้งหยางก็ต้องรีบเกร็งใบหน้าไว้ กลัวว่าจะเผลอหลุดหัวเราะออกมา

ครั้งนี้ความสงบนิ่งบนใบหน้าของจิ่งมู่ซีไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป เขาแสดงสีหน้ากระวนกระวาย "เจ้าสำนักขอรับ เรื่องนี้คงไม่จำเป็นกระมัง?"

ถึงแม้เขาจะไม่มีเคล็ดกระบี่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรที่ไร้คุณภาพมาหลอกกันได้นะขอรับ!

"เจ้าลองดูสักครั้งก็จะรู้เอง หากดูแล้วไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าพรสวรรค์ด้านมรรคาแห่งกระบี่ของเจ้านั้นย่ำแย่ยิ่งนัก"

จี้ผิงเซิงไม่สนใจเสียงหัวเราะของฉีหลัวโดยสิ้นเชิง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ดูด้วยกันสิ ดูด้วยกัน ข้าก็อยากจะชมผลงานชิ้นเอกของเจ้าสำนักน้อยเหมือนกัน!"

ฉีหลัวกล่าวอย่างยุยงส่งเสริม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จี้โหย่วคุนก็ยื่นศีรษะเล็กๆ เข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ข้าจะดู..."

จิ่งมู่ซีจำใจต้องวางตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงลงบนโต๊ะโบราณ แล้วค่อยๆ เปิดออก

ทั้งตำราเคล็ดกระบี่มีเพียงหน้าเดียว หนึ่งหน้าเก้าแถว รวมทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดตัวอักษร

"ข้าขอดูหน่อยสิว่าเป็นผลงานชิ้นเอกอะไร"

ฉีหลัวมองเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย

แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็พลันแข็งค้าง ริมฝีปากแดงระเรื่อเผยอออกเล็กน้อย แสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ

สายตาของจิ่งมู่ซีจ้องเขม็งไปยังตัวอักษรขนาดใหญ่ทั้งยี่สิบเจ็ดตัวนั้น นัยน์ตาหดเล็กลง มือที่กุมกระบี่ไม้ของเขาสั่นเทาตามไปด้วย

"เป็นอะไรไปรึ?"

ชื่อเจิ้งหยางเห็นสีหน้าของคนทั้งสอง ก็อดไม่ได้ที่จะมองตามไปด้วยความสงสัย

พลันเงียบงันในทันที!

มีเพียงจี้โหย่วคุนที่ยังคงงุนงง ไม่เข้าใจ

กระบวนท่ารวม

กระบวนท่าทลายกระบี่, กระบวนท่าทลายดาบ, กระบวนท่าทลายทวน, กระบวนท่าทลายแส้, กระบวนท่าทลายโซ่, กระบวนท่าทลายฝ่ามือ, กระบวนท่าทลายเกาทัณฑ์, กระบวนท่าทลายลมปราณ

ดูเข้าใจ แต่ก็ดูไม่เข้าใจ!

"นี่มัน...วิชาทลายหมื่นศาสตรา?!"

ฉีหลัวพึมพำด้วยสีหน้าตกตะลึง

"ไม่ใช่"

จิ่งมู่ซีส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "นี่คือเคล็ดกระบี่ทลายหมื่นศาสตรา!"

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหายจากความตกตะลึง ตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิงที่วางอยู่บนโต๊ะโบราณก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง

ลำแสงวิญญาณสายหนึ่งที่สาดส่องไปถึงสวรรค์ได้พุ่งออกมาจากตำราเพลงกระบี่เก้าผิงเซิง พุ่งตรงขึ้นสู่ยอดหลังคาของตำหนักทองแดงโบราณ

จบบทที่ บทที่ 18 เคล็ดกระบี่ทลายหมื่นศาสตรา

คัดลอกลิงก์แล้ว