เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ถึงเวลาต้องสร้างบารมีของเจ้าสำนักแล้ว

บทที่ 16 ถึงเวลาต้องสร้างบารมีของเจ้าสำนักแล้ว

บทที่ 16 ถึงเวลาต้องสร้างบารมีของเจ้าสำนักแล้ว


จี้โหย่วคุนตบเบาๆ ที่อสุรกายร่างยักษ์ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ที่อยู่ข้างหลังตน แอ่นอกเล็กๆ ของนางขึ้นพร้อมกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "ท่านไม่ได้บอกให้ข้าไปหาอสูรปีศาจมาขายเอาเงินหรอกหรือ ข้าไม่เพียงแต่หามันกลับมาได้ แต่ยังได้ตัวใหญ่เบ้อเริ่มมาด้วย เก่งใช่ไหมล่ะ"

"เก่งมาก"

จี้ผิงเซิงมองร่างไร้วิญญาณของวัวเขียวมรกตด้วยแววตาตื่นตะลึง เอ่ยชมอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว

"เจ้าตัวใหญ่นี่มันวัวพันธุ์อะไรกัน? ขายได้หินวิญญาณกี่ก้อนรึ?"

จี้โหย่วคุนจะไปรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร นางส่ายศีรษะเล็กๆ ไปมาพลางกล่าวอย่างไม่แน่ใจ

"ตัวมันใหญ่ขนาดนี้ ก็น่าจะคุ้มราคาอยู่หรอกกระมัง?"

จี้ผิงเซิงยื่นมือไปสัมผัสลำตัววัว ผิวหนังสีเขียวของมันแข็งแกร่งดุจหินผา หนาหนักราวกับกำแพง

หลังจากที่เขาลองใช้มือคว้าเข้าไปในบาดแผลที่เปิดเปลือยอยู่ด้านนอก ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา

"หนังวัวก็หนาเกินไปทำเสื้อผ้าไม่ได้ เนื้อก็เหนียวและหยาบกระด้างเกินไป กินไม่อร่อย"

จี้ผิงเซิงวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ

"ดูท่าคงทำได้แค่เป็นเสบียงประทังความหิว ไม่คุ้มค่าเลย"

เขาลูบศีรษะของจี้โหย่วคุนพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ

"วัวแบบนี้ เจ้าไปหามาให้ข้าอีกสักสามตัว เรื่องที่เจ้าก่อไว้ก่อนหน้านี้จะได้หายกัน"

"สามตัว..."

ใบหน้าจิ้มลิ้มของจี้โหย่วคุนพลันขมขื่น ตัวนี้ตัวเดียวกว่าจะหาเจอได้ก็ใช้เวลาไปตั้งครึ่งค่อนวัน แล้วจะให้ไปหามาอีกสามตัว จะไปหามาจากที่ไหนกัน!

จริงสิ จำได้ว่าเหมือนจะยังมีแก่นอสูรอีกหนึ่งลูก หากให้เจ้าสำนักกินเข้าไปก็น่าจะชดเชยได้หนึ่งตัวกระมัง?

"เจ้าสำนัก ท่านดูนี่สิ!"

ดวงตาของจี้โหย่วคุนพลันสว่างวาบ นางหยิบแก่นในของวัวเขียวมรกตออกมาจากถุงผ้า

"ของอะไรน่ะ?"

จี้ผิงเซิงสงสัย ยังไม่ทันที่เขาจะมองเห็นได้ชัดเจน ก็เห็นจี้โหย่วคุนเขย่งปลายเท้า มือเล็กๆ สะบัดครั้งหนึ่ง ก็ยัดแก่นอสูรเข้ามาในปากของเขาแล้ว

"อู้ๆๆ!"

จี้ผิงเซิงรู้สึกราวกับมีก้อนหินถูกยัดเข้ามาในปาก ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง พูดจาไม่ได้ศัพท์

เขาเผลอกลืนลงไปโดยไม่รู้ตัว

แก่นอสูรของวัวเขียวมรกตขนาดเท่ากำปั้น ติดค้างอยู่ที่ลำคอของเขา จะคายก็ไม่ได้ จะลงก็ไม่ลง

บ้าเอ๊ย!

ของอะไรวะมีกลิ่นเหมือนมูลวัวด้วย ยัยเด็กบ้านี่คงไม่ได้เอานิ่ววัวมายัดปากข้าหรอกนะ?

"เจ้าสำนัก ท่านก็เคี้ยวหน่อยสิ"

จี้โหย่วคุนพึมพำอย่างตำหนิ ก่อนจะฟาดฝ่ามือหนึ่งลงบนแผ่นหลังของจี้ผิงเซิง

ฝ่ามือที่อ่อนนุ่มนั้นแฝงไว้ด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัว ฟาดจี้ผิงเซิงจนถอยเซไปหลายก้าวอย่างแรง

"แค่กๆ!"

จี้ผิงเซิงหน้าแดงก่ำ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกลืนแก่นอสูรลงไปอย่างยากลำบาก ไอโขลกๆ อยู่หลายครั้งจึงกลับมาเป็นปกติ

"ยัยเด็กบ้า! เจ้าให้ข้ากินอะไรเข้าไปหา!"

จี้ผิงเซิงตวาดใส่จี้โหย่วคุนอย่างเดือดดาล ช่างเป็นเด็กที่ยิ่งโตยิ่งซน ขาดการสั่งสอนเสียจริง!

จี้โหย่วคุนทำหน้าตาไร้เดียงสาพลางชี้ไปที่วัวเขียวมรกต

"แก่นอสูรของมันน่ะสิ บำรุงร่างกายชั้นยอดเลยนะ!"

"แก่นอสูร?!"

จี้ผิงเซิงสูดลมหายใจเย็นเยียบ เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง

"นี่ไม่ใช่วัวกลายพันธุ์ แต่นี่มันอสูรปีศาจเรอะ???"

"ใช่แล้ว ข้าเก่งไหมล่ะ!"

จี้โหย่วคุนไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าที่ม่วงคล้ำของจี้ผิงเซิง ยังคงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

"ยอดไปเลย!"

จี้ผิงเซิงอ้ำอึ้งอยู่เนิ่นนาน ถึงเค้นออกมาได้สามคำ

แล้วดวงตาก็พลันมืดดับ

สลบไปอีกครั้ง...

กว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว

จี้ผิงเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น หลังคาที่คุ้นเคยและเตียงหินที่คุ้นเคย ทำให้เขานึกว่าตนเองกลับมาเกิดที่จุดเกิดเสียอีก

"ข้าเป็นอะไรไป?"

จี้ผิงเซิงลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ศีรษะยังคงมึนตึงอยู่บ้าง

ข้าจำได้ว่าถูกจี้โหย่วคุนบังคับยัดแก่นอสูรให้หนึ่งลูก พอกินเข้าไปก็สลบไปเลย

"บ้าเอ๊ย จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม?"

จี้ผิงเซิงใจหายวาบ รีบใช้สองมือลูบคลำไปทั่วร่างกาย เมื่อไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

ร่างกายไม่ได้งอกเขาออกมา แล้ววังชีวิตล่ะ?

เขามองเข้าไปในวังชีวิตของตนเอง พลันต้องตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่อยู่เบื้องหน้า

วังชีวิตที่เพิ่งจะก่อร่างสมบูรณ์เมื่อสองวันก่อน วันนี้กลับบริบูรณ์แล้ว!

วังชีวิตรูปไข่ที่ประกอบด้วยสีน้ำเงินเข้มและสีขาวเหลืองได้บริบูรณ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้อีก

"นี่ข้าบรรลุระดับวังชีวิตขั้นบริบูรณ์แล้วรึ?"

จี้ผิงเซิงหน้าเหวอ สองสามวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ได้ฝึกฌาน ไม่ได้ออกไปเผชิญโลก แต่ระดับพลังกลับก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

สองวันก่อนยังอยู่แค่ระดับวังชีวิตขั้นต้น พอกินโอสถไม่กี่เม็ดที่ชื่อเจิ้งหยางเก็บมาได้ก็ทะยานขึ้นสู่ระดับวังชีวิตขั้นสูงสุด

และในวันนี้ พอกินแก่นอสูรที่จี้โหย่วคุนบังคับยัดเข้าปาก ก็บรรลุระดับวังชีวิตขั้นบริบูรณ์โดยตรง

นี่...นี่มัน...ออกจะเกินจริงไปหน่อยแล้วกระมัง?

"หรือว่าตัวช่วยสุดโกงของข้า คือการกินงั้นรึ?"

จี้ผิงเซิงคาดเดาอย่างครุ่นคิด ตัวช่วยสุดโกงสายกลืนกิน กินอะไรก็เพิ่มพลังบำเพ็ญได้งั้นหรือ?

เปล่าเลย เขาไม่รู้ต่างหากว่าตัวช่วยสุดโกงของเขาน่ะ เป็นแค่การ 'เกาะสตรีหาเลี้ยงชีพ' เท่านั้นเอง

โอสถทองคำเจ็ดพลิกผันไม่กี่เม็ดบวกกับแก่นอสูรของอสูรปีศาจสวรรค์อีกหนึ่งลูก ต่อให้เป็นหมูก็คงบรรลุระดับวังชีวิตขั้นบริบูรณ์ได้แล้ว

"ใครอยู่ข้างนอกน่ะ หาอะไรมาให้ข้ากินหน่อย"

หลังจากจี้ผิงเซิงลุกขึ้นแล้ว ก็ตะโกนออกไปนอกประตูหนึ่งครั้ง

ไม่มีใครตอบกลับ...

"ไม่มีคนอยู่รึ?"

มุมปากของจี้ผิงเซิงกระตุก ไม่ๆๆ อาจจะแค่ไม่ได้ยิน เขาลองตะโกนอีกครั้ง

"คนไปไหนกันหมด จี้โหย่วคุน ฉีหลัว!"

ยังคงไม่มีใครตอบกลับ...

"เจ้าสำนักสลบไสลไปทั้งคน กลับไม่มีศิษย์หญิงคอยรับใช้ข้างกายเลยสักคนรึ?"

จี้ผิงเซิงอุทานอย่างตกตะลึง จากนั้นความโกรธก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

อย่าว่าแต่ศิษย์หญิงเลย แม้แต่ศิษย์ชายก็ไม่มี

ข้าสลบไปทั้งคน กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับข้าเลย แล้วข้าจะเป็นเจ้าสำนักไปเพื่ออะไรกัน?!

เขารู้สึกว่าตนเองคงจะปล่อยปละละเลยเกินไป จนทำให้พวกเขาเคยตัวจนเสียคน ศิษย์ที่ไม่รู้จักเคารพเจ้าสำนัก ก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์อีกต่อไป

"ไม่ได้การ ข้าต้องสร้างบารมีขึ้นมาใหม่ ให้พวกมันทุกคนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวของข้า!"

จี้ผิงเซิงกัดฟันตัดสินใจ

แล้วจะสร้างบารมีขึ้นมาได้อย่างไร?

เขาจมลงสู่ภวังค์ความคิด

ขั้นแรก ต้องข่มขวัญพวกเขาให้ได้ ต้องเอาของที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนหัวหดออกมาให้ได้

ในที่สุด เขาก็มีแผนการ

"เจ้าจิ่งมู่ซีนั่นไม่ได้หลงใหลในมรรคาแห่งกระบี่หรอกรึ เช่นนั้นข้าก็จะเขียนตำราเพลงกระบี่ที่ดูสูงส่งเลิศล้ำให้เขาสักเล่ม ให้เจ้านั่นได้รู้ว่าไม่ใช่ข้าไม่เข้าใจกระบี่ แต่เป็นเพราะข้าไม่สนใจที่จะเล่นต่างหาก!"

ดวงตาของจี้ผิงเซิงสว่างวาบ เขากลิ้งตัวลงจากเตียงแล้วตรงไปนั่งที่โต๊ะ ปูตำราสีขาวว่างเปล่าออก ก่อนจะจรดพู่กันลงมือเขียน

เพลงกระบี่เก้าเดียวดาย

เพลงกระบี่ก็ต้องลึกลับซับซ้อนมิใช่หรือ? ก็ต้องทำให้คนอ่านไม่เข้าใจแต่กลับรู้สึกว่ามันสุดยอดมากมิใช่หรือ?

กระบวนท่ารวม กระบวนท่าทลายกระบี่ กระบวนท่าทลายดาบ กระบวนท่าทลายทวน กระบวนท่าทลายแส้ กระบวนท่าทลายโซ่ กระบวนท่าทลายฝ่ามือ กระบวนท่าทลายเกาทัณฑ์ กระบวนท่าทลายลมปราณ

ข้าจะเขียนแค่ชื่อกระบวนท่าเก้ากระบี่นี้ออกมา จิ่งมู่ซี เจ้าไม่ใช่ว่าชอบฝึกกระบี่หรอกรึ เช่นนั้นก็จงบรรลุเคล็ดวิชาทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเสียสิ!

ถ้าเจ้าเพียงแค่มองชื่อกระบวนท่าแล้วจะสามารถเรียนรู้เพลงกระบี่ได้ล่ะก็ ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าปู่จิ่งเลย!

"จัดการจิ่งมู่ซีน่ะง่าย แต่คนอื่นนี่สิ ยากหน่อย"

จี้ผิงเซิงแสดงสีหน้ากลัดกลุ้ม นอกจากจิ่งมู่ซีที่เขารู้ว่าฝึกฝนในมรรคาแห่งกระบี่แล้ว คนอื่นเขากลับไม่รู้อะไรเลย!

ไม่รู้ว่าพวกเขาเชี่ยวชาญด้านไหน แล้วจะข่มขวัญพวกเขาได้อย่างไร?

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เลิกคิดไปเลย

"ช่างเถอะ ข้าจะเสียเวลาไปทำไมกัน? ก็แค่เดินไปถามต่อหน้า แล้วก็เขียนเคล็ดวิชาที่ดูไม่เข้าใจขึ้นมาต่อหน้าพวกเขาสักเล่ม แค่นี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว"

ดวงตาของจี้ผิงเซิงสว่างวาบ จะมีอะไรที่น่าเกรงขามไปกว่าการสร้างเคล็ดวิชาขึ้นมาสดๆ ต่อหน้าอีกรึ?

......

หลายนาทีต่อมา

เขาเขียนเพลงกระบี่เก้าเดียวดายฉบับตัดทอนเสร็จแล้ว ทั้งตำราเพลงกระบี่มีเพียงสามสิบเอ็ดตัวอักษร

เขานั่งจ้องมองเพลงกระบี่เก้าเดียวดายอยู่หลายวินาที ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง

เพลงกระบี่เก้าผิงเซิง!

"แบบนี้ค่อยน่ามองขึ้นเยอะ"

จี้ผิงเซิงเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ

ปรมาจารย์บนโลกล้วนเก่งกาจ แต่ตอนนี้มันเป็นของข้าแล้ว

จบบทที่ บทที่ 16 ถึงเวลาต้องสร้างบารมีของเจ้าสำนักแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว