- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 15 เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
บทที่ 15 เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
บทที่ 15 เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
สัตว์เลี้ยง? ไม่ใช่มนุษย์?
รองเจ้าเมืองหวังชะงักไปเล็กน้อย ในใจพลันกลับมามีความมั่นใจในคุณสมบัติของตนเองอีกครั้ง
ไม่ใช่มนุษย์ เช่นนั้นก็คืออสูรวิญญาณจำแลงกาย ในเมื่อเป็นอสูรวิญญาณ อายุของนางอาจจะเป็นหลายสิบปีหรือหลายร้อยปีก็ไม่อาจบอกได้
รองเจ้าเมืองหวังสงบจิตใจลง ไม่กล้าสร้างความขุ่นเคืองให้คุณหนูท่านนี้ จึงเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
"ล้วนเป็นคนกันเอง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนได้หรือไม่?"
"ห้ามไป!"
ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้าออกไป จี้โหย่วคุนก็พลันตะโกนเสียงดัง คิ้วขมวดมุ่นพร้อมเบะปากกล่าวว่า "เจ้าสำนักเคยกล่าวไว้ว่า"
"ขุนเขานี้ข้าเปิด ป่าไม้นี้ข้าปลูก หากคิดจะผ่านไป ต้องทิ้งเงินค่าผ่านทางไว้"
"อยากจะเดินออกจากเขตล่าสัตว์ของสำนักซ่างชิงไปทั้งที่ยังมีชีวิต ก็ต้องจ่ายเงินมา!"
มุมปากของรองเจ้าเมืองหวังกระตุก นี่มันสอนอะไรกันเหลวไหลสิ้นดี!
เขาลองหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง "ต้องจ่ายเท่าใด?"
จี้โหย่วคุนครุ่นคิด นางไม่เคยสัมผัสโลกภายนอก ไม่รู้เลยว่าควรจะปล้นเท่าไหร่ดี
ทันใดนั้น นางก็นึกถึงคำพูดที่จี้ผิงเซิงเคยตำหนิตนเองในอดีตขึ้นมาได้
"สมุนไพรวิญญาณมูลค่าหนึ่งร้อยหินวิญญาณถูกเจ้าทำสิ้นเปลืองไป! หนึ่งร้อยหินวิญญาณน่ะ พอให้คนทั้งสำนักของเรากินได้ทั้งสัปดาห์เลยนะ!"
ดวงตาของจี้โหย่วคุนพลันสว่างวาบ นางยื่นฝ่ามือน้อยๆ ขาวผ่องดุจหยกออกมา พร้อมกับทำหน้าดุกล่าวว่า "สามสิบ... ไม่สิ หินวิญญาณห้าสิบก้อน!"
หินวิญญาณห้าสิบก้อน?
รองเจ้าเมืองหวังได้ยินแทบจะหัวเราะออกมา เด็กก็คือเด็ก ไม่เคยเห็นโลกภายนอกจริงๆ!
เขาโบกมืออย่างห้าวหาญ โยนถุงผ้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยหินวิญญาณออกไป พร้อมกล่าวอย่างใจกว้างว่า "ข้าให้หินวิญญาณเจ้าหนึ่งร้อยก้อน ส่วนที่เกินถือว่าท่านลุงเลี้ยงขนมเจ้าแล้วกัน!"
จี้โหย่วคุนเปิดถุงออกดู หินวิญญาณที่ส่องประกายระยิบระยับเต็มสองตาทำให้นางยิ้มจนแก้มปริในทันใด
"ไว้พบกันใหม่นะท่านลุงหวัง!"
คำว่า "ท่านลุง" คำนี้ เกือบทำให้รองเจ้าเมืองหวังโยนหินวิญญาณออกไปอีกหนึ่งร้อยก้อน
เขาไม่กล้าอยู่นาน รีบเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อกลับเมืองเป่ยหยวนจากเส้นทางที่ไกลออกไป
"สำนักซ่างชิงนี่ ซ่อนตัวได้ลึกล้ำจริงๆ!"
หลังจากวิ่งมาไกลแล้ว รองเจ้าเมืองหวังหวนนึกถึงสิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้ ก็อดทอดถอนใจอย่างจริงใจไม่ได้
เขาอยู่ที่เมืองเป่ยหยวนมาหลายสิบปี ยังไม่เคยพบว่ามีสำนักเช่นนี้อยู่เลย
ซ่อนตัวได้ลึกล้ำ เหมือนกับองค์ชายสี่... ล้ำลึกนัก!
เขาก็พลันหยุดชะงัก มองไปยังทิศทางของสำนักซ่างชิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ความคิดหนึ่งที่บ้าระห่ำและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งผุดขึ้นในสมองของเขา และไม่อาจสลัดทิ้งไปได้
องค์ชายสี่ที่หายสาบสูญไปหลายปี บวกกับกลุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่น่าตกตะลึง
หรือว่า องค์ชายสี่ต้องการจะชิงบัลลังก์?!
เมื่อความคิดนี้ปรากฏขึ้นในสมอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เชื่อมโยงกันเป็นเส้นเดียว ข้อสงสัยทั้งหมดคลี่คลายในบัดดล
ข้า หวังซีหง เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
เหตุใดองค์ชายสี่จึงหนีออกจากวังหลวง?
ก็เพราะในวังหลวงนั้น พระองค์ไม่มีโอกาสที่จะชิงบัลลังก์ได้เลยแม้แต่น้อย จึงต้องทุบหม้อข้าวทิ้งเรือ ➀ ออกเดินทางไกลมายังแคว้นเป่ย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่!
เหตุใดสำนักเล็กๆ เพียงแห่งเดียวกลับซ่อนอัจฉริยะเหนือโลกไว้หลายคน? เพราะอัจฉริยะเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ที่องค์ชายสี่เสาะหามาจากทั่วทุกสารทิศในแคว้นเป่ย รวบรวมพวกเขาไว้ด้วยกันเพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง รอเวลาอีกสิบกว่าปีเพื่อที่จะผงาดฟ้า!
เหตุใดในสำนักเล็กๆ เช่นนั้นจึงมีอสูรวิญญาณจำแลงกายได้? เพราะองค์ชายสี่ได้รับการช่วยเหลือจากอสูรวิญญาณหรือกระทั่งอสูรเทวะที่ทรงพลัง จึงได้ส่งบุตรสาวของมันมาคอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย!
เหตุใดองค์ชายผู้สูงศักดิ์ถึงหายตัวไปหลายปีโดยไม่มีใครหาพบ? ไม่ใช่ว่าไม่หา แต่เป็นการทดสอบ การทดสอบขององค์จักรพรรดิเหยียน!
"ลึกล้ำเกินไปแล้ว องค์ชายสี่ซ่อนตัวได้ลึกล้ำเกินไปแล้ว!"
รองเจ้าเมืองหวังยืนนิ่งงันอยู่กับที่ พึมพำกับตนเอง
ยิ่งคิดยิ่งน่าสะพรึงกลัว!
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนบ่งชี้ว่า องค์ชายสี่ต้องการจะขึ้นครองบัลลังก์ และยังมีโอกาสสูงมากอีกด้วย!
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดองค์ชายสี่จึงต้องหลีกเลี่ยงการสมรส ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพลวงตา
องค์ชายสี่จะต้องลอบมีความสัมพันธ์กับบุตรสาวคนโตของประมุขหอการค้าอันดับหนึ่งแล้วเป็นแน่ รอเพียงวันมัจฉาผงาดข้ามประตูมังกรเท่านั้น!
"บางทีอาจอีกไม่กี่ปี แคว้นเป่ยทั้งแคว้นก็คงจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์ชายสี่โดยสมบูรณ์"
รองเจ้าเมืองหวังถอนหายใจในใจ ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของสำนักซ่างชิง ในใจได้ตัดสินใจเรื่องที่ยากยิ่งเรื่องหนึ่งลงไปแล้ว
ข้า หวังซีหง จะต้องเป็นขุนนางผู้ค้ำบัลลังก์มังกร!
"วางใจเถิดองค์ชายสี่ ท่านเร้นกายพัฒนาฝีมือไปเงียบๆ ก่อน ข้าน้อยจะไม่เปิดเผยข้อมูลของท่านเป็นอันขาด"
รองเจ้าเมืองหวังกล่าวกับตนเอง
เขาคิดว่าอีกสองสามวันจะเดินทางไปสำนักซ่างชิงอีกครั้ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์ชายสี่ให้มากขึ้น พยายามเข้าร่วมในแผนการอันยิ่งใหญ่นี้ให้ได้
"สหายหลินเอ๋ย อย่าหาว่าน้องชายใจดำเลย เรื่องนี้เจ้าอย่ารู้เลยจะดีกว่า"
บนใบหน้าของรองเจ้าเมืองหวังประดับด้วยรอยยิ้ม กระทั่งยังฮัมเพลงออกมาเบาๆ เมื่อทุกอย่างถูกเขาคาดเดาจนกระจ่างแล้ว ความเจ็บปวดก่อนหน้านี้จะเรียกว่าความเจ็บปวดได้อย่างไร? นั่นเรียกว่าบททดสอบต่างหาก
รองเจ้าเมืองหวังกำลังจะกลับถึงเมืองเป่ยหยวนแล้ว แล้วผู้อาวุโสหลินเล่า? ผู้อาวุโสหลินช้าไปก้าวหนึ่ง จึงถูกปล้นชิง ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นการจงใจดักปล้นเขาต่างหาก
เมื่อผู้อาวุโสหลินอยู่ห่างจากเมืองเป่ยหยวนอีกเพียงสิบกว่าลี้ เขาก็ไปต่อไม่ได้แล้ว
บนท้องฟ้าโปรยปรายสายฝนบางเบา ไอสีม่วงแผ่พมาจากทิศบูรพา เหล่าเด็กหญิงถือร่มที่หุบไว้พลางเดินเข้ามาขวางทางอยู่เบื้องหน้าของเขา ฉากทัศน์เดียวกัน รูปแบบเดียวกัน
ผู้อาวุโสหลินมองเหล่าเด็กหญิงในชุดสีม่วงที่ล้อมตนเองเป็นวงกลมด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะถอดแหวนมิติบนนิ้วของตนออกอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ครั้งที่แล้วได้ยินแว่วๆ ว่าแหวนคับ ต้องตัดนิ้วทิ้งไปด้วย ครั้งนี้แหวนก็คับเช่นกัน เขาชิงถอดออกเองเสียดีกว่า
หลังจากถอดแหวนมิติแล้ว ผู้อาวุโสหลินก็โยนมันออกไปทันที จากนั้นจึงทิ้งตัวลงนอนบนพื้นอย่างเด็ดเดี่ยว
"เข้ามาเลย ย่ำยีผู้เฒ่าผู้นี้ได้เลย!"
หลายนาทีต่อมา ฝนหยุดตกแล้ว ผู้อาวุโสหลินนอนตะแคงอยู่บนพื้น ลมหายใจรวยริน ใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำทั่วทั้งร่างอาบไปด้วยเลือด เสื้อผ้าถูกฉีกจนกลายเป็นเศษผ้า
"รอดชีวิตก็ดีแล้ว"
ผู้อาวุโสหลินขยับนิ้วอย่างยากลำบาก เอื้อมไปยังด้านหลัง ก่อนจะล้วงเข้าไปในร่องก้นของตนเอง หยิบแหวนมิติอีกวงออกมาสวม
"คาดไม่ถึงล่ะสิ ผู้เฒ่ายังมีของสำรองอยู่!"
เรื่องราวทางนี้จบลงแล้ว ณ สำนักซ่างชิง
......
จี้ผิงเซิงกำลังเดินเล่นอยู่ในสำนัก เขาไปที่ภูเขาด้านหลังของจิ่งมู่ซีก็ไม่พบจิ่งมู่ซี ไปที่เรือนฉีหลัวก็ไม่พบฉีหลัว ไปที่เรือนพักของจี้โหย่วคุนก็ไม่พบจี้โหย่วคุน
"พวกเขาหายไปไหนกันหมด?"
จี้ผิงเซิงพึมพำอย่างสงสัย เป็นไปไม่ได้น่า พวกเขาคงไม่ยุ่งกันทุกคนหรอกนะ?
เขาเดินวนรอบสำนักหนึ่งรอบ รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะกลับไปบำเพ็ญฌาน ดูว่าตนจะสามารถอาศัยพลังของตนเองทะลวงผ่านระดับวังชีวิตเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับห้าธาตุได้หรือไม่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากด้านหลัง อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง เขาเห็นภูเขาสูงสิบเมตรลูกหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหา!
"บ้าเอ๊ย ตัวอะไรวะ!?"
จี้ผิงเซิงตกใจจนหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปหลายก้าวติดๆ กัน แต่ภูเขาลูกนั้นเคลื่อนที่เร็วเกินไป ในพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว
"เจ้าสำนักอย่าวิ่ง!"
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจาก 'ตีนเขา' จี้ผิงเซิงเพ่งตามองดู จึงพบจี้โหย่วคุนตัวน้อย ในตอนนั้นเอง เขาก็มองเห็นได้ชัดเจน
นั่นไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นอสูรปีศาจ อสูรปีศาจที่สูงสิบเมตร หนักเกือบพันตัน!
ตึง ตึง ตึง
ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งวิ่งพรวดมาอยู่เบื้องหน้าของจี้ผิงเซิง จี้โหย่วคุนใบหน้าแดงก่ำ แสดงสีหน้าตื่นเต้นพลางชี้ไปยังอสูรปีศาจด้านหลัง เชิดคางขึ้นอวดว่า "เจ้าสำนักท่านดูสิ อสูรปีศาจที่ข้าล่ามาได้ เก่งหรือไม่!"
จี้ผิงเซิงค่อยๆ ปาดเหงื่อเม็ดละเอียดบนหน้าผาก ยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน
"เก่ง...กับผีน่ะสิ!"
"นี่เจ้าเล่นพิเรนทร์อะไรอีก เกือบทำข้าตกใจตายแล้วรู้หรือไม่!"
......
➀ หมายเหตุ: ทุบหม้อข้าวทิ้งเรือ เป็นสำนวนจีน หมายถึง การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่เผื่อทางหนีทีไล่ไว้ให้ตนเอง