เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว

บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว

บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว


แจ้ง: ต้นฉบับมักใช้เวลาและความยาวเป็นหน่วยสากล ซึ่งหากจะเปลี่ยนเป็นหน่วยจีนโบราณทั้งหมด อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นจึงขอแปลโดยยึดตามที่ต้นฉบับใช้เป็นหลัก

......

รองเจ้าเมืองหวังมาด้วยความฮึกเหิม แต่กลับไปพร้อมความพ่ายแพ้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุนประหนึ่งสุนัขจรจัด

อย่าว่าแต่จะรอสหายรักเลย แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เขาก็ยังไม่กล้า

หลังจากออกมาจากสำนักซ่างชิง เขาก็วิ่งสุดชีวิตไปไกลกว่าสิบลี้จึงหยุดกลืนโอสถวิญญาณไปหลายเม็ด แต่ยังไม่ทันที่โอสถจะออกฤทธิ์ เขาก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

บางทีอาจมีเพียงบ้านที่เมืองเป่ยหยวนเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้กระมัง

เมื่อข้ามภูเขามาได้ลูกหนึ่ง รองเจ้าเมืองหวังก็ทะลุเข้าสู่ผืนป่าที่กั้นกลางระหว่างเมืองเป่ยหยวนและสำนักซ่างชิง

"ฟู่... อีกแค่ห้าสิบลี้ก็จะถึงเมืองเป่ยหยวนแล้ว ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่ามากแล้วกระมัง"

รองเจ้าเมืองหวังหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งกุมบาดแผลจากคมกระบี่ที่หน้าอกพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สีหน้าหยาบกร้านของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา

เพลงกระบี่นั้นโหดเหี้ยมเกินไป มันฟันเฉือนร่างกายของเขาจนแทบแหลกสลาย หากไม่ใช่เพราะเขาใช้อิทธิฤทธิ์คุ้มกายได้ทันในช่วงเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ป่านนี้คงกลายเป็นศพไปแล้ว

"ไม่รู้ว่าสหายหลินหนีออกมาได้หรือไม่"

รองเจ้าเมืองหวังพึมพำกับตนเองอย่างกังวลใจ หวังว่าสหายรักของตนจะย่ำแย่กว่าตนเองเถอะ

มิเช่นนั้นในใจคงรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเข้ามาในป่าทึบ รองเจ้าเมืองหวังก็รู้ว่าคงไม่มีใครไล่ตามมาแล้ว เขาจึงวางใจลงได้บ้างก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเป่ยหยวน

ทว่าขณะที่เขากำลังคิดว่าจะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยนั้นเอง พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดมหึมาดังมาจากเบื้องหน้าไม่ไกลนัก แรงสั่นสะเทือนทำให้พื้นใต้เท้าสั่นไหวไม่หยุด

"ตัวอะไรกัน?!"

รองเจ้าเมืองหวังมีสภาพประหนึ่งนกที่ตื่นตกใจปลายคันศร สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที

เคลื่อนไหวได้รุนแรงถึงเพียงนี้ หรือว่าจะเจอเข้ากับอสูรปีศาจ?

ในใจของเขารู้สึกขมขื่นหาใดเปรียบ เพิ่งหนีออกจากถ้ำมาร ก็จะต้องเข้าปากอสูรปีศาจอีกแล้วหรือ?

ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส หากต้องเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจที่แข็งแกร่ง เขาจะไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านได้เลย ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น

แรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สั่นสะเทือน หัวใจของเขาก็พลันเต้นระรัว

เขาระมัดระวังซ่อนร่างไว้หลังต้นไม้ กลั้นหายใจ สองตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของแรงสั่นสะเทือน

แม้ว่าสิ่งกีดขวางเช่นนี้สำหรับผู้ฝึกตนและอสูรปีศาจแล้วจะไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง แต่เขาก็ยังคงแอบหวังลมๆ แล้งๆ อยู่ในใจ

ราวครึ่งนาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของรองเจ้าเมืองหวัง อสุรกายร่างยักษ์ที่สูงเกือบสิบเมตรและหนักราวพันตันก็ปรากฏขึ้นในสายตา

ทุกย่างก้าวของอสุรกายที่น่าสะพรึงกลัวนั้นจะพุ่งชนต้นไม้โดยรอบ เหยียบย่ำมันจนแหลกเป็นผุยผงใต้ฝ่าเท้า

ด้านหลังของมันยังมองเห็นร่องลึกที่เกิดจากการเหยียบย่ำอย่างหนักหน่วงได้อีกด้วย

"นี่มัน... อสูรปีศาจสวรรค์ วัวเขียวมรกต!"

สีหน้าของรองเจ้าเมืองหวังเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่คิดว่าจะมาเจออสูรปีศาจสวรรค์ในที่เช่นนี้ สวรรค์ต้องการจะดับชีพข้าจริงๆ!

ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัวเขียวมรกตนั้น คือทิศทางที่เขาซ่อนตัวอยู่พอดี

ตอนนี้มีสองทางเลือก หนึ่งคือรอถูกเหยียบจนกลายเป็นกองเนื้อบด สองคือวิ่งหนีแล้วถูกจับกิน ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่วิธีตายที่ดีทั้งนั้น

ขณะที่ร่างมหึมาของวัวเขียวมรกตใกล้จะมาถึงเบื้องหน้า รองเจ้าเมืองหวังผู้มีใบหน้าขาวซีดดุจขี้เถ้าก็พลันสังเกตเห็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด

ทำไมวัวเขียวมรกตตัวนี้ถึงไม่มีพลังชีวิต?

วัวเขียวมรกตที่ไม่มีพลังชีวิตก็ไม่เท่ากับว่าเป็นวัวที่ตายแล้วหรอกหรือ?

แต่วัวที่ตายแล้วจะเคลื่อนไหวได้อย่างไร?

รองเจ้าเมืองหวังเกิดความสงสัยในใจ รวบรวมความกล้าโผล่ศีรษะออกไปดู

ไม่ดูยังไม่รู้ พอได้ดูก็ต้องตกตะลึงในทันที ราวกับได้เห็นภาพที่เหนือจินตนาการจนทั้งร่างแข็งทื่อไป

ปรากฏว่านัยน์ตาสีเขียวของวัวเขียวมรกตนั้นได้หม่นแสงลงแล้ว บนช่องท้องอันหนาหนักของมันมีรูเลือดขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ เห็นได้ชัดว่าแก่นอสูรได้ถูกควักออกไปแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงที่สุดคือ ร่างไร้วิญญาณของวัวเขียวมรกตทั้งร่างกำลังถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งลากอยู่!

นางเป็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบเอ็ดสิบสองขวบ สวมชุดผ้าสีฟ้าอ่อน ใบหน้าขาวนวลอมชมพู เครื่องหน้างดงามประณีตราวกับแกะสลัก ดวงตากลมโตฉ่ำวาวทอประกายสูงส่งดุจเซียน ด้านหลังศีรษะเล็กๆ น่ารักคือผมสั้นประบ่า แขนท่อนน้อยๆ เผยให้เห็นข้อมือที่แขวนกระดิ่งเงินไว้

นัยน์ตาของเด็กหญิงจ้องตรงไปเบื้องหน้าไม่กะพริบ มือขวาของนางกำลังจับกีบเท้าของวัวเขียวมรกตไว้มั่น ขาสั้นๆ ของนางก้าวไปมาหลายครั้ง วัวเขียวมรกตจึงจะขยับได้ครั้งหนึ่ง

เด็กหญิงสูงราวหนึ่งเมตรสี่สิบ กำลังลากวัวเขียวมรกตที่สูงถึงสิบเมตร ภาพเช่นนี้ ต่อให้เล่าให้ใครฟัง จะมีคนเชื่อได้อย่างไร!

รองเจ้าเมืองหวังตกตะลึงจนแข็งค้าง แม้ว่าร่างของตนจะถูกพบแล้วก็ยังไม่ทันได้รู้สึกตัว

นะ...นะ...นี่มันเทพธิดาตัวน้อยบ้านใครกัน!

กลิ่นอายที่รั่วไหลออกมาอย่างกะทันหันทำให้เด็กหญิงชะงักไปเล็กน้อย นางหยุดฝีเท้าลง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณคู่นั้นมองลอดกิ่งไม้หลายทิวแถวไปจนเห็นรองเจ้าเมืองหวัง

"ใครน่ะ?"

เด็กหญิงพลันระแวดระวังในทันที น้ำเสียงใสดุจนกขมิ้นของนางดังมาถึงหูของรองเจ้าเมืองหวัง

ถูกพบแล้ว!

ในใจของรองเจ้าเมืองหวังพลันสะท้าน เขาจึงทำได้เพียงเดินออกไป ใบหน้าที่คล้ำและเปื้อนคราบเลือดของเขาแย้มรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "เจ้าอย่ากลัวไปเลย ข้าคือรองเจ้าเมืองเป่ยหยวน ไม่ใช่คนเลว"

สายตาของเขามองไปยังร่างไร้วิญญาณของวัวเขียวมรกตที่อยู่ด้านหลังเด็กหญิงอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับถอยหลังไปสองก้าวอย่างเงียบเชียบ

เด็กหญิงมองสำรวจรองเจ้าเมืองหวังขึ้นๆ ลงๆ อยู่สองรอบ บนใบหน้าที่แดงระเรื่อของนางปรากฏแววดูแคลน "ท่านถูกคนอื่นซัดมาจนสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ ข้าจะไปกลัวท่านได้อย่างไร?"

พูดจบนางยังกำหมัดซ้ายขึ้นมาข่มขวัญ "คนอย่างท่านน่ะ ข้าสู้ได้ทีเดียวสิบคน!"

มุมปากของรองเจ้าเมืองหวังกระตุก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเด็กหญิงอายุสิบขวบดูแคลน

แต่ช่างเถอะ ผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็ก เขาประสานมือคารวะให้เด็กหญิง "แม่นางน้อย รองเจ้าเมืองผู้นี้เพียงแค่เดินทางผ่านไป หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่"

พูดจบเขาก็ตั้งท่าจะเดินอ้อมไปให้ไกลจากเด็กหญิงที่น่าสะพรึงกลัวผู้นี้

ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกเด็กหญิงขวางหน้าไว้

รองเจ้าเมืองหวังมองเด็กหญิงที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา

"แม่นางน้อย นี่หมายความว่าอย่างไร"

วันนี้ เขาถูกขวางทางเป็นครั้งที่สอง

ครั้งแรกถูกฟันจนบาดเจ็บสาหัส เขากลัวว่าครั้งที่สองจะถูกทุบจนกลายเป็นกองเนื้อบด

เด็กหญิงจ้องเขม็งไปที่รองเจ้าเมืองหวัง ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ที่นี่คือเขตล่าสัตว์ของสำนักซ่างชิงของข้า ไม่ใช่ที่ที่ท่านอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป!"

"สำนักซ่างชิง?"

รองเจ้าเมืองหวังแสดงสีหน้าตกตะลึง "เจ้าก็เป็นคนของสำนักซ่างชิงรึ?"

องค์เสวียนเสินเบื้องบน!

ในสำนักมีทั้งองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน มีทั้งอัจฉริยะแห่งมรรคาแห่งกระบี่ที่เหนือล้ำดุจเทพเจ้า ครั้งนี้ยังมีเด็กหญิงปริศนาที่สังหารอสูรปีศาจสวรรค์ได้ด้วยตัวคนเดียวปรากฏขึ้นอีก

รอบๆ เมืองเป่ยหยวนมีสำนักเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน!

น่ากลัวเกินไปแล้ว ต่อให้ตอนนี้มีคนบอกว่าสำนักซ่างชิงคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เชื่อ

เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อยๆ "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"

"แค่กๆ"

รองเจ้าเมืองหวังพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจลง ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า "วันนี้รองเจ้าเมืองผู้นี้ได้รับเชิญจากเจ้าสำนักของพวกเจ้าให้มาเป็นแขก เพิ่งจะเตรียมตัวกลับเมืองเป่ยหยวนเมื่อครู่นี้เอง"

"เป็นแขก?"

เด็กหญิงทำหน้าฉงน "เป็นแขกแล้วถูกซัดจนเป็นเช่นนี้เนี่ยนะเหรอ?"

"ประลองฝีมือ ประลองฝีมือเท่านั้น"

รองเจ้าเมืองหวังหัวเราะกลบเกลื่อน รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "แม่หนู เจ้าเป็นศิษย์ลำดับที่เท่าใดกัน? ไม่แน่ว่าข้าอาจจะรู้จักศิษย์พี่ของเจ้าก็ได้นะ"

เด็กหญิงไม่ได้ตอบในทันที นางลังเลอยู่หลายวินาที จากนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่มีทางคุกคามต่อนางได้ จึงยอมเปิดเผยตัวตน

"ข้าคือศิษย์ลำดับที่สามแห่งสำนักซ่างชิง จี้โหย่วคุน เป็น...ของเจ้าสำนัก"

"เป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก? หรือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงกันนะ?"

จี้โหย่วคุนพึมพำกับตนเองอย่างกลัดกลุ้ม

จบบทที่ บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว

คัดลอกลิงก์แล้ว