- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว
บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว
บทที่ 14 อย่ากลัวเลย ข้าไม่ใช่คนเลว
แจ้ง: ต้นฉบับมักใช้เวลาและความยาวเป็นหน่วยสากล ซึ่งหากจะเปลี่ยนเป็นหน่วยจีนโบราณทั้งหมด อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นจึงขอแปลโดยยึดตามที่ต้นฉบับใช้เป็นหลัก
......
รองเจ้าเมืองหวังมาด้วยความฮึกเหิม แต่กลับไปพร้อมความพ่ายแพ้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุนประหนึ่งสุนัขจรจัด
อย่าว่าแต่จะรอสหายรักเลย แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เขาก็ยังไม่กล้า
หลังจากออกมาจากสำนักซ่างชิง เขาก็วิ่งสุดชีวิตไปไกลกว่าสิบลี้จึงหยุดกลืนโอสถวิญญาณไปหลายเม็ด แต่ยังไม่ทันที่โอสถจะออกฤทธิ์ เขาก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง
บางทีอาจมีเพียงบ้านที่เมืองเป่ยหยวนเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้กระมัง
เมื่อข้ามภูเขามาได้ลูกหนึ่ง รองเจ้าเมืองหวังก็ทะลุเข้าสู่ผืนป่าที่กั้นกลางระหว่างเมืองเป่ยหยวนและสำนักซ่างชิง
"ฟู่... อีกแค่ห้าสิบลี้ก็จะถึงเมืองเป่ยหยวนแล้ว ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่ามากแล้วกระมัง"
รองเจ้าเมืองหวังหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งกุมบาดแผลจากคมกระบี่ที่หน้าอกพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สีหน้าหยาบกร้านของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา
เพลงกระบี่นั้นโหดเหี้ยมเกินไป มันฟันเฉือนร่างกายของเขาจนแทบแหลกสลาย หากไม่ใช่เพราะเขาใช้อิทธิฤทธิ์คุ้มกายได้ทันในช่วงเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ป่านนี้คงกลายเป็นศพไปแล้ว
"ไม่รู้ว่าสหายหลินหนีออกมาได้หรือไม่"
รองเจ้าเมืองหวังพึมพำกับตนเองอย่างกังวลใจ หวังว่าสหายรักของตนจะย่ำแย่กว่าตนเองเถอะ
มิเช่นนั้นในใจคงรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเข้ามาในป่าทึบ รองเจ้าเมืองหวังก็รู้ว่าคงไม่มีใครไล่ตามมาแล้ว เขาจึงวางใจลงได้บ้างก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเป่ยหยวน
ทว่าขณะที่เขากำลังคิดว่าจะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยนั้นเอง พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดมหึมาดังมาจากเบื้องหน้าไม่ไกลนัก แรงสั่นสะเทือนทำให้พื้นใต้เท้าสั่นไหวไม่หยุด
"ตัวอะไรกัน?!"
รองเจ้าเมืองหวังมีสภาพประหนึ่งนกที่ตื่นตกใจปลายคันศร สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
เคลื่อนไหวได้รุนแรงถึงเพียงนี้ หรือว่าจะเจอเข้ากับอสูรปีศาจ?
ในใจของเขารู้สึกขมขื่นหาใดเปรียบ เพิ่งหนีออกจากถ้ำมาร ก็จะต้องเข้าปากอสูรปีศาจอีกแล้วหรือ?
ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส หากต้องเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจที่แข็งแกร่ง เขาจะไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านได้เลย ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น
แรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สั่นสะเทือน หัวใจของเขาก็พลันเต้นระรัว
เขาระมัดระวังซ่อนร่างไว้หลังต้นไม้ กลั้นหายใจ สองตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของแรงสั่นสะเทือน
แม้ว่าสิ่งกีดขวางเช่นนี้สำหรับผู้ฝึกตนและอสูรปีศาจแล้วจะไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง แต่เขาก็ยังคงแอบหวังลมๆ แล้งๆ อยู่ในใจ
ราวครึ่งนาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของรองเจ้าเมืองหวัง อสุรกายร่างยักษ์ที่สูงเกือบสิบเมตรและหนักราวพันตันก็ปรากฏขึ้นในสายตา
ทุกย่างก้าวของอสุรกายที่น่าสะพรึงกลัวนั้นจะพุ่งชนต้นไม้โดยรอบ เหยียบย่ำมันจนแหลกเป็นผุยผงใต้ฝ่าเท้า
ด้านหลังของมันยังมองเห็นร่องลึกที่เกิดจากการเหยียบย่ำอย่างหนักหน่วงได้อีกด้วย
"นี่มัน... อสูรปีศาจสวรรค์ วัวเขียวมรกต!"
สีหน้าของรองเจ้าเมืองหวังเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่คิดว่าจะมาเจออสูรปีศาจสวรรค์ในที่เช่นนี้ สวรรค์ต้องการจะดับชีพข้าจริงๆ!
ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัวเขียวมรกตนั้น คือทิศทางที่เขาซ่อนตัวอยู่พอดี
ตอนนี้มีสองทางเลือก หนึ่งคือรอถูกเหยียบจนกลายเป็นกองเนื้อบด สองคือวิ่งหนีแล้วถูกจับกิน ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่วิธีตายที่ดีทั้งนั้น
ขณะที่ร่างมหึมาของวัวเขียวมรกตใกล้จะมาถึงเบื้องหน้า รองเจ้าเมืองหวังผู้มีใบหน้าขาวซีดดุจขี้เถ้าก็พลันสังเกตเห็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด
ทำไมวัวเขียวมรกตตัวนี้ถึงไม่มีพลังชีวิต?
วัวเขียวมรกตที่ไม่มีพลังชีวิตก็ไม่เท่ากับว่าเป็นวัวที่ตายแล้วหรอกหรือ?
แต่วัวที่ตายแล้วจะเคลื่อนไหวได้อย่างไร?
รองเจ้าเมืองหวังเกิดความสงสัยในใจ รวบรวมความกล้าโผล่ศีรษะออกไปดู
ไม่ดูยังไม่รู้ พอได้ดูก็ต้องตกตะลึงในทันที ราวกับได้เห็นภาพที่เหนือจินตนาการจนทั้งร่างแข็งทื่อไป
ปรากฏว่านัยน์ตาสีเขียวของวัวเขียวมรกตนั้นได้หม่นแสงลงแล้ว บนช่องท้องอันหนาหนักของมันมีรูเลือดขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ เห็นได้ชัดว่าแก่นอสูรได้ถูกควักออกไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงที่สุดคือ ร่างไร้วิญญาณของวัวเขียวมรกตทั้งร่างกำลังถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งลากอยู่!
นางเป็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบเอ็ดสิบสองขวบ สวมชุดผ้าสีฟ้าอ่อน ใบหน้าขาวนวลอมชมพู เครื่องหน้างดงามประณีตราวกับแกะสลัก ดวงตากลมโตฉ่ำวาวทอประกายสูงส่งดุจเซียน ด้านหลังศีรษะเล็กๆ น่ารักคือผมสั้นประบ่า แขนท่อนน้อยๆ เผยให้เห็นข้อมือที่แขวนกระดิ่งเงินไว้
นัยน์ตาของเด็กหญิงจ้องตรงไปเบื้องหน้าไม่กะพริบ มือขวาของนางกำลังจับกีบเท้าของวัวเขียวมรกตไว้มั่น ขาสั้นๆ ของนางก้าวไปมาหลายครั้ง วัวเขียวมรกตจึงจะขยับได้ครั้งหนึ่ง
เด็กหญิงสูงราวหนึ่งเมตรสี่สิบ กำลังลากวัวเขียวมรกตที่สูงถึงสิบเมตร ภาพเช่นนี้ ต่อให้เล่าให้ใครฟัง จะมีคนเชื่อได้อย่างไร!
รองเจ้าเมืองหวังตกตะลึงจนแข็งค้าง แม้ว่าร่างของตนจะถูกพบแล้วก็ยังไม่ทันได้รู้สึกตัว
นะ...นะ...นี่มันเทพธิดาตัวน้อยบ้านใครกัน!
กลิ่นอายที่รั่วไหลออกมาอย่างกะทันหันทำให้เด็กหญิงชะงักไปเล็กน้อย นางหยุดฝีเท้าลง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณคู่นั้นมองลอดกิ่งไม้หลายทิวแถวไปจนเห็นรองเจ้าเมืองหวัง
"ใครน่ะ?"
เด็กหญิงพลันระแวดระวังในทันที น้ำเสียงใสดุจนกขมิ้นของนางดังมาถึงหูของรองเจ้าเมืองหวัง
ถูกพบแล้ว!
ในใจของรองเจ้าเมืองหวังพลันสะท้าน เขาจึงทำได้เพียงเดินออกไป ใบหน้าที่คล้ำและเปื้อนคราบเลือดของเขาแย้มรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "เจ้าอย่ากลัวไปเลย ข้าคือรองเจ้าเมืองเป่ยหยวน ไม่ใช่คนเลว"
สายตาของเขามองไปยังร่างไร้วิญญาณของวัวเขียวมรกตที่อยู่ด้านหลังเด็กหญิงอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับถอยหลังไปสองก้าวอย่างเงียบเชียบ
เด็กหญิงมองสำรวจรองเจ้าเมืองหวังขึ้นๆ ลงๆ อยู่สองรอบ บนใบหน้าที่แดงระเรื่อของนางปรากฏแววดูแคลน "ท่านถูกคนอื่นซัดมาจนสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ ข้าจะไปกลัวท่านได้อย่างไร?"
พูดจบนางยังกำหมัดซ้ายขึ้นมาข่มขวัญ "คนอย่างท่านน่ะ ข้าสู้ได้ทีเดียวสิบคน!"
มุมปากของรองเจ้าเมืองหวังกระตุก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเด็กหญิงอายุสิบขวบดูแคลน
แต่ช่างเถอะ ผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็ก เขาประสานมือคารวะให้เด็กหญิง "แม่นางน้อย รองเจ้าเมืองผู้นี้เพียงแค่เดินทางผ่านไป หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่"
พูดจบเขาก็ตั้งท่าจะเดินอ้อมไปให้ไกลจากเด็กหญิงที่น่าสะพรึงกลัวผู้นี้
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกเด็กหญิงขวางหน้าไว้
รองเจ้าเมืองหวังมองเด็กหญิงที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา
"แม่นางน้อย นี่หมายความว่าอย่างไร"
วันนี้ เขาถูกขวางทางเป็นครั้งที่สอง
ครั้งแรกถูกฟันจนบาดเจ็บสาหัส เขากลัวว่าครั้งที่สองจะถูกทุบจนกลายเป็นกองเนื้อบด
เด็กหญิงจ้องเขม็งไปที่รองเจ้าเมืองหวัง ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ที่นี่คือเขตล่าสัตว์ของสำนักซ่างชิงของข้า ไม่ใช่ที่ที่ท่านอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป!"
"สำนักซ่างชิง?"
รองเจ้าเมืองหวังแสดงสีหน้าตกตะลึง "เจ้าก็เป็นคนของสำนักซ่างชิงรึ?"
องค์เสวียนเสินเบื้องบน!
ในสำนักมีทั้งองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน มีทั้งอัจฉริยะแห่งมรรคาแห่งกระบี่ที่เหนือล้ำดุจเทพเจ้า ครั้งนี้ยังมีเด็กหญิงปริศนาที่สังหารอสูรปีศาจสวรรค์ได้ด้วยตัวคนเดียวปรากฏขึ้นอีก
รอบๆ เมืองเป่ยหยวนมีสำนักเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน!
น่ากลัวเกินไปแล้ว ต่อให้ตอนนี้มีคนบอกว่าสำนักซ่างชิงคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เชื่อ
เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อยๆ "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
"แค่กๆ"
รองเจ้าเมืองหวังพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจลง ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า "วันนี้รองเจ้าเมืองผู้นี้ได้รับเชิญจากเจ้าสำนักของพวกเจ้าให้มาเป็นแขก เพิ่งจะเตรียมตัวกลับเมืองเป่ยหยวนเมื่อครู่นี้เอง"
"เป็นแขก?"
เด็กหญิงทำหน้าฉงน "เป็นแขกแล้วถูกซัดจนเป็นเช่นนี้เนี่ยนะเหรอ?"
"ประลองฝีมือ ประลองฝีมือเท่านั้น"
รองเจ้าเมืองหวังหัวเราะกลบเกลื่อน รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "แม่หนู เจ้าเป็นศิษย์ลำดับที่เท่าใดกัน? ไม่แน่ว่าข้าอาจจะรู้จักศิษย์พี่ของเจ้าก็ได้นะ"
เด็กหญิงไม่ได้ตอบในทันที นางลังเลอยู่หลายวินาที จากนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่มีทางคุกคามต่อนางได้ จึงยอมเปิดเผยตัวตน
"ข้าคือศิษย์ลำดับที่สามแห่งสำนักซ่างชิง จี้โหย่วคุน เป็น...ของเจ้าสำนัก"
"เป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก? หรือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงกันนะ?"
จี้โหย่วคุนพึมพำกับตนเองอย่างกลัดกลุ้ม