เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เจ้าจะมาเจินอู่อะไร?

บทที่ 10 เจ้าจะมาเจินอู่อะไร?

บทที่ 10 เจ้าจะมาเจินอู่อะไร?


“พรุ่งนี้? ดูว่าเจ้าจะรอดชีวิตผ่านวันนี้ไปได้หรือไม่ก่อนเถิด!”

เสียงนี้ดังมาจากทั่วทุกทิศทาง ก้องกังวานในราตรีที่มืดมิด เลื่อนลอยไร้ตัวตนและไม่แน่นอน ทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสหลินเปลี่ยนไปอย่างมาก

“ผู้ใด!”

ยังไม่ทันที่ผู้อาวุโสหลินจะได้มีปฏิกิริยา เขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบสายหนึ่งที่แก้ม

เมื่อยื่นมือไปลูบ กลับเป็นหยดน้ำ

ในชั่วพริบตา ท้องฟ้าที่มืดมิดภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ก็มีสายฝนโปรยปรายลงมา หยาดน้ำที่เย็นใสบริสุทธิ์หยดลงบนพื้นดังติ๋งๆ ทำให้ฝุ่นผงฟุ้งกระจาย

ไร้เมฆาแต่กลับเกิดฝนได้เอง ภาพประหลาดนี้ทำให้ผู้อาวุโสหลินราวกับนึกถึงอะไรบางอย่างได้ สีหน้าก็พลันซีดเผือด

ขณะเดียวกัน บนถนนที่ไร้ผู้คนทั้งสาย ก็พลันปรากฏเด็กสาววัยแรกรุ่นแปดคนขึ้นมา ซ้ายสี่ขวาสี่ เด็กสาวแต่ละคนถือร่มสีม่วงคันหนึ่งเยื้องย่างเข้ามา

ราตรีฝนพรำ กลิ่นอายแห่งการสังหารได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณพร้อมกับฝีเท้าของเด็กสาวผู้ถือร่ม

เด็กสาวทั้งแปดคนหยุดฝีเท้าลงที่ระยะห่างจากผู้อาวุโสหลินสิบเมตร ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ไร้ซึ่งอารมณ์จ้องเขม็งไปยังเป้าหมาย รอคอยอย่างเงียบๆ

ชั่วอึดใจต่อมา ฉีหลัวในชุดกระโปรงสีดำเดินเหยียบสายฝน ราวจุติลงมาจากสวรรค์ ข้างกายนาง เสี่ยวฮุ่ยกุมร่มสีม่วงคันหนึ่งไว้แน่นเพื่อบังฝนให้แก่ฉีหลัว

ที่แตกต่างออกไปก็คือ ร่มสีม่วงคันนั้นที่เสี่ยวฮุ่ยถืออยู่กำลังแผ่ไอสีม่วงออกมาอย่างต่อเนื่อง บดบังร่างอรชรและใบหน้างดงามของฉีหลัวไว้โดยสมบูรณ์

ฉีหลัวเดินมาจากแดนไกล ฝีเท้าช้าและเบามาก แต่กลับราวกับเหยียบลงบนหัวใจของผู้อาวุโสหลินทีละก้าว ทำให้เขาหายใจลำบาก

“ผู้อาวุโสหลินแห่งสำนักเจินอู่?”

ฉีหลัวค่อยๆ เดินมาถึงกลางวงของเด็กสาวผู้ถือร่มทั้งแปดคน น้ำเสียงที่เจือความเกียจคร้านเล็กน้อยส่งผ่านไอสีม่วงที่บดบังสายตาไปถึงข้างหูของผู้อาวุโสหลิน

ในขณะนี้ เมื่อผู้อาวุโสหลินเห็นขบวนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ บนหน้าผากของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นแล้ว สีหน้าตื่นตระหนกซีดเผือด ราวกับว่าเบื้องหน้าของเขามิใช่เด็กสาวที่น่ารัก แต่เป็นปีศาจกินคนตนหนึ่ง

“ร่มม่วงคันเดียวค้ำมรรคามาร พิรุณโปรยฟ้าดับราชวงศ์เหยียน”

ผู้อาวุโสหลินยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งว่า “ไม่ทราบว่าผู้เฒ่าได้ล่วงเกินเทพธิดาทุกท่านแห่งหอพิรุณโปรยเมื่อใดที่ใด ผู้เฒ่าขอไถ่โทษ ณ ที่นี้”

หัวใจของเขากระตุกอย่างรุนแรง หากรู้แต่แรกว่าจะมีภัยเช่นนี้ ก็ควรจะไปพักที่จวนของสหายรัก สหายรักยังสามารถช่วยข้าต้านทานได้บ้าง

หอพิรุณโปรย

หนึ่งในขุมกำลังฝ่ายอสูรชั้นสูงในราชวงศ์ต้าเหยียน มีชื่อเสียงไปทั่วหล้าด้วยวิชามารขั้วม่วงบูรพาที่ดูดซับแก่นแท้ของไอสีม่วงแรกแห่งรุ่งอรุณ ในนั้นมีสตรีและร่มสีม่วงเป็นของคู่กัน

แก่นแท้ของไอสีม่วงแรกแห่งรุ่งอรุณยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกนั้นเป็นหยางสุดแกร่งสุด มีเพียงสตรีที่มีธาตุหยินโดยกำเนิดเท่านั้นจึงจะสามารถควบคุมไว้ได้

และหลังจากที่ดูดซับแก่นแท้ของไอสีม่วงแรกแล้วก็จะ ไม่สามารถทนรับได้มากขึ้น จึงได้มีร่มสีม่วงไว้ใช้บังแดดเป็นของคู่กัน

เมื่อเคลื่อนย้ายแก่นแท้ของไอสีม่วงแห่งรุ่งอรุณที่เป็นหยางสุดแกร่งสุด พลังวิญญาณในร่างกายก็จะปั่นป่วนตามไปด้วย จึงได้เกิดเป็นทุกครั้งที่ลงมือก็จะทำให้มีฝนโปรยปรายลงมาเพื่อกดพลังวิญญาณ

นี่ก็คือที่มาของหอพิรุณโปรย

ทว่า...

ผู้คนทั่วหล้าล้วนรู้ว่าเทพธิดาแห่งหอพิรุณโปรยฝึกฝนวิชามารขั้วม่วงบูรพา แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าวิชามารขั้วม่วงบูรพาถูกส่งต่อมาจากแดนทะเลมารโกลาหล

ผู้คนทั่วหล้าล้วนรู้ว่าหอพิรุณโปรยคือขุมกำลังฝ่ายอสูร แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าหอพิรุณโปรยถูกก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เอกของเจ้าแดนแห่งแดนทะเลมารโกลาหล ฉีหลัว

เมื่อราตรีมืดมิด ฝนโปรยปราย เด็กสาว ร่มสีม่วง ไอสีม่วงปรากฏขึ้นพร้อมกัน ผู้อาวุโสหลินก็รู้ว่าตนเองจบสิ้นแล้ว แม้ปากจะกล่าวคำขอความเมตตา แต่ในใจก็ได้เริ่มเตรียมที่จะหลบหนีแล้ว

“ล่วงเกินพวกเราได้อย่างไรกัน?”

ฉีหลัวพึมพำกับตนเองอย่างสับสนอยู่บ้าง นางคงไม่สามารถพูดได้กระมังว่าท่านรังแกเจ้าสำนักน้อยของข้า

หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉีหลัวก็เป่าไอสีม่วงที่บดบังสายตาเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างยิ่งว่า “ศิษย์ของสำนักเจินอู่ของพวกท่านลวนลามคนของหอพิรุณโปรย”

ผู้อาวุโสหลิน “???”

ผู้อาวุโสหลินทำหน้างุนงงสับสน ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!

“ไม่ๆๆ เข้าใจผิดแล้ว จะต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างแน่นอน!”

ผู้อาวุโสหลินรีบโบกมืออธิบายว่า “บางทีคนเขาอาจจะรักกันด้วยความเต็มใจก็ได้”

“เข้าใจผิดกับผีสิ ศิษย์น้องทั้งหลายล้อมมันไว้!”

ฉีหลัวขี้เกียจที่จะหาข้ออ้างแล้ว สะบัดแขนเสื้อยาวคราหนึ่ง ตะโกนเสียงเย็นชา

ในชั่วขณะที่คำสั่งออกมา เด็กสาวทั้งแปดคนก็พร้อมใจกันโยนร่มสีม่วงในมือออกไป ปลายร่มสีม่วงคมกริบอย่างยิ่ง ห่อหุ้มด้วยไอสีม่วงจางๆ พุ่งไปยังผู้อาวุโสหลิน

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศหลายสายดังขึ้น ตัดผ่านหยาดฝนทั่วฟ้า ในพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของผู้อาวุโสหลินแล้ว

“เด็กสาวระดับวังชีวิตเพียงไม่กี่คน ก็ดูถูกผู้เฒ่าเกินไปแล้วกระมัง!”

ผู้อาวุโสหลินตะโกนก้อง พลังวิญญาณทั่วร่างระเบิดออก มือข้างหนึ่งกำหมัดแน่นขึ้นสามส่วน เท้าเหยียบเศษหินแล้วชกหมัดออกไป

“หมัดเจินอู่โพรงนภา!”

หมัดที่หนักราวกับหมื่นชั่งพัดพาเงาหมัดหลายสาย พุ่งเข้าใส่ร่มสีม่วงแปดคันที่พุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกัน

ปัง!

เสียงดังอู้อี้ครั้งหนึ่ง แรงปะทะที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงได้กวาดหยาดฝนในรัศมีหลายเมตรจนหมดสิ้น เก็บกวาดพื้นที่ว่างเปล่าออกมาผืนหนึ่ง ปัดเป่าร่มสีม่วงทั้งหมดให้กระเด็นออกไป

“หึ”

ผู้อาวุโสหลินแค่นเสียงหนักๆ คราหนึ่ง ซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ด้านหลัง ทำทีเป็นไม่ใส่ใจกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่ง

“แค่เนี้ย?”

ร่มสีม่วงลอยคว้างกลางอากาศแล้วตกลงมา กลับคืนสู่มือของเด็กสาวทั้งแปดคนอีกครั้ง

“แค่เนี้ย?”

ฉีหลัวแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง “ขับไล่ขบวนองครักษ์ของข้าได้ครั้งหนึ่ง ก็ได้ใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

พูดจบ นางก็ยื่นฝ่ามือที่ขาวราวกับหยกไร้ตำหนิข้างหนึ่งออกมา ฉวยร่มสีม่วงในมือของเสี่ยวฮุ่ยมา รองเท้าหุ้มส้นสูงสวยงามแตะเบาๆ คราหนึ่งก็หายไปจากที่เดิม

เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ได้มาถึงเบื้องหน้าของผู้อาวุโสหลินในระยะหนึ่งจั้งแล้ว

การหายตัวไปอย่างกะทันหัน การปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสหลินเปลี่ยนไปอย่างมาก ตามสัญชาตญาณก็คิดจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วยกหมัดแข็งขึ้นมา

“ข้าเจินอู่โพรง...”

ปฏิกิริยาของเขาเร็วมากแล้ว แต่ความเร็วของฉีหลัวกลับเร็วกว่าเขา!

“ข้าจะให้โพรงเจ้า!”

ฉีหลัวสะบัดแขนหยกเบาๆ แล้วหุบร่ม ใช้ด้ามร่มฟาดไปที่แก้มขวาของผู้อาวุโสหลิน

ร่างกายของผู้อาวุโสหลินราวกับถูกศิลาใหญ่หนักหมื่นชั่งกระแทกเข้าอย่างจัง ร่างลอยกระเด็นออกไปอย่างกึกก้อง กระแทกออกไปไกลกว่าสิบก้าวจึงได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างหนัก

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ ทำให้สติของผู้อาวุโสหลินถึงกับเลือนลางไปบ้าง อวัยวะภายในทั้งห้าและหกถึงกับเคลื่อนที่!

“แค่กๆ!”

ผู้อาวุโสหลินไอเอาเลือดคั่งออกมาคำหนึ่ง ฝืนกลั้นความรู้สึกบวมปวดที่มาจากแก้มขวาไว้ ลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากยิ่ง

“แม่นาง... ผู้เฒ่าเจินอู่...”

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค ฉีหลัวก็วูบร่างมาถึงเบื้องหน้าของเขาอีกครั้ง

ครั้งนี้ ผู้อาวุโสหลินได้มองผ่านไอสีม่วงจางๆ เห็นดวงตาสีม่วงที่ยั่วยวนซึ่งเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดคู่หนึ่ง

และร่มสีม่วงที่ปรากฏแก่สายตา

ปัง!

เป็นร่มอีกคันที่ฟาดลงบนแก้มซ้ายของเขา กระแทกเขาจนกระเด็นไปติดกำแพงหินริมถนน กำแพงหินพังทลายลงมา

“หืม? แค่เนี้ย?”

ความเร็วของฉีหลัวยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังระบายอารมณ์หรือระบายความโกรธ เหวี่ยงร่มสีม่วงเข้าใส่ผู้อาวุโสหลิน!

“ยังจะเจินอู่อะไรอีกหรือ”

“รักกันด้วยความเต็มใจ?”

ปัง ปัง ปัง ปัง!

เงาตกค้างหลายสิบสายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีราวกับหยาดฝนตกลงบนร่างของผู้อาวุโสหลิน ตีเขาจนทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล

และก็สมกับที่เป็นสำนักเจินอู่ที่ขึ้นชื่อด้านร่างกาย ผู้อาวุโสหลินทนรับการโจมตีของฉีหลัวได้หลายสิบครั้ง ก็ยังมีลมหายใจอยู่ หรือแม้กระทั่งยังโกรธจนหน้าเหี่ยวย่น

“รังแกกันเกินไปแล้ว!”

ผู้อาวุโสหลินโกรธจนทนไม่ไหวอีกต่อไป เงยหน้าคำรามเสียงยาวคราหนึ่ง แล้วฉวยโอกาสที่ฉีหลัวเหวี่ยงร่ม พลันระเบิดพลังลุกขึ้นมา

“นี่เจ้าบังคับข้าเองนะ! เพลงกระบวนท่าเจินอู่ทลายภูผา!”

พลันเห็นเส้นเลือดบนแขนทั้งสองข้างของเขาปูดโปนขึ้นมา แขนที่ผอมบางราวกับถูกกระตุ้นจนใหญ่ขึ้นหลายรอบ แขนทั้งสองข้างประสานกันที่หน้าอก ทั้งคนพุ่งเข้าใส่ฉีหลัว

จากนั้น...

เขาก็ถูกเตะจนลอยกระเด็นไป

หลังจากที่ชนกำแพงหินหลายด้านก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างหนัก ไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก

“เจินอู่อะไร”

จบบทที่ บทที่ 10 เจ้าจะมาเจินอู่อะไร?

คัดลอกลิงก์แล้ว