- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 42 ฉันไม่ได้บ้า
บทที่ 42 ฉันไม่ได้บ้า
บทที่ 42 ฉันไม่ได้บ้า
สือจวินจวินรู้สึกทั้งอับอายทั้งโกรธเคือง ถ้าไม่ติดว่ายังเจ็บตัวอยู่ ป่านนี้เขาคงพุ่งเข้าไปอัดหลี่เหวินเจี๋ยแล้ว
"จะกร่างอะไรนักหนา แย่งกระเป๋าเงินคนอื่นไปแล้วยังมีหน้ามาทำเสียงดังอีกรึไง เป็นไงล่ะ โดนไอ้หลงซานนั่นตลบหลังเอาแล้วสิท่า"
หลี่เหวินเจี๋ยเคยดูหนังดูละครมานับไม่ถ้วน แถมยังเป็นคนที่ผ่านโลกมาก่อน แค่เห็นปฏิกิริยาของสือจวินจวินกับสภาพบาดเจ็บของทั้งสามคน เขาก็พอจะเดาสถานการณ์ออก
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น หม่าเฉียงคงไม่พูดออกมาว่าจะให้ไปทวงคืนจากหลงซานหรอก
"รู้ได้ยังไง?" เมิ่งเจียวถามโพล่งออกมาอย่างไม่ทันคิด
"ก็ดูจากสภาพน่าสมเพชของพวกแกสามคนนี่ไง เป็นไงล่ะ ปกติไม่ใช่ว่าเก่งกาจนักรึไง ตอนนี้ได้ลิ้มรสชาติของการถูกรังแกบ้างแล้วรู้สึกยังไง เจ็บใจล่ะสิ ฮ่าๆๆๆ" หลี่เหวินเจี๋ยหัวเราะเยาะอย่างถากถาง
"หลี่เหวินเจี๋ย ไอ้สารเลว..." สือจวินจวินถูกคำเยาะเย้ยของหลี่เหวินเจี๋ยยั่วจนเดือดดาล
"หุบปาก! อะไรวะ ตอนนี้ยังคิดจะมากร่างกับฉันอีกเรอะ" หลี่เหวินเจี๋ยถลึงตาชี้หน้าสือจวินจวินแล้วตะคอกลั่น "ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว! เก่งแต่รังแกคนอ่อนแอในโรงเรียนเดียวกัน มันเก่งตรงไหนกันวะ พอโดนคนข้างนอกสั่งสอนก็ไม่กล้าแม้แต่จะหือ ถ้าแน่จริงก็ไปเอาของคืนมาสิ ฉันโคตรจะดูถูกคนอย่างพวกแกเลยจริงๆ พวกที่เก่งกับคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่งกว่า ดูสภาพบวมปูดของแกสิ อยากจะลองดีใช่ไหม มาเลย เข้ามา!"
หลี่เหวินเจี๋ยพูดไปพลาง ย่างสามขุมเข้าไปหาสือจวินจวินไปพลาง
เดิมทีสือจวินจวินที่กำลังจะระเบิดอารมณ์กลับถูกแรงกดดันจากท่าทีของหลี่เหวินเจี๋ยข่มไว้จนไม่กล้าลงมือแถมยังหุบปากเงียบ
หยวนเหว่ยที่อยู่ด้านหลังอดเป็นห่วงหลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้ เขากลัวจริงๆ ว่าหลี่เหวินเจี๋ยจะมีเรื่องชกต่อยกับพวกนั้น
แต่หลี่เหวินเจี๋ยกลับมองออกว่า ทั้งสามคนกำลังอัดอั้นความโกรธเอาไว้ และเป้าหมายของความโกรธนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มุ่งมาที่เขา ยิ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันจากท่าทีของเขา ตราบใดที่เขาไม่เริ่มลงมือก่อน หม่าเฉียงกับเมิ่งเจียวก็จะไม่ทำอะไรเช่นกัน
ถ้ามีแค่สือจวินจวินคนเดียว หลี่เหวินเจี๋ยก็ไม่คิดว่าตัวเองจะรับมือไม่ไหว
"อยากจะกร่างก็ไปกร่างกับคนนอก กับนักเรียนโรงเรียนเดียวกันมันจะเก่งตรงไหน ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น เงินก็พวกแกเอาไปจากหยวนเหว่ย กระเป๋าหนังสือก็พวกแกแย่งไป เรื่องนี้ก็ต้องมาทวงเอากับพวกแก ถ้าเอาหนังสือมาคืนไม่ได้ ก็ต้องเอาของของพวกแกมาใช้แทนก่อน ส่วนเงินก็ถือว่าติดหนี้ไว้ก็แล้วกัน แค่สามคนยังรักษาเงินสองร้อยหยวนไว้ไม่ได้ ฉัน... ต้องบอกว่าดูถูกพวกแกจริงๆ ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว" ในเมื่อเห็นว่าพวกนั้นยังรู้จักละอายใจ หลี่เหวินเจี๋ยก็ยิ่งสาดคำพูดแดกดันต่ออย่างไม่ไว้หน้า
"แกวางใจได้เลย หนังสือพวกฉันจะคืนให้มัน ส่วนเงินพวกเราก็จะไปเอาคืนมาให้ได้ แต่ถึงเอาคืนมาได้ก็ไม่ใช่คืนให้มัน ถ้าแน่จริง พวกแกสองคนก็มาแย่งเอาจากพวกฉันเองสิ" สือจวินจวินหน้าแดงก่ำ "เมิ่งเจียว ไปเอากระเป๋าหนังสือของฉันมา เอาหนังสือของฉันชดใช้ให้มันไป"
"ฮ่าๆ ค่อยมีน้ำโหขึ้นมาหน่อย ค่อยมีศักดิ์ศรีขึ้นมาบ้าง ได้ งั้นฉันจะคอยดูฝีมือ ถ้าพวกแกไปเอาคืนมาได้ เงินนั่นก็ยกให้พวกแกเลย แต่ถ้าเอาคืนมาไม่ได้ แกต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ฉันทุกวัน ไม่อย่างนั้นฉันไม่สนว่าพวกแกจะมากี่คน ฉันจะอัดให้เละ" หลี่เหวินเจี๋ยยกนิ้วโป้งให้ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงแววข่มขู่
ไม่นานเมิ่งเจียวก็เอากระเป๋าหนังสือของสือจวินจวินกลับมา
อย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่รุ่นเดียวกัน หนังสือเรียนจึงเหมือนกันทุกอย่าง หลี่เหวินเจี๋ยไม่เกรงใจอีกฝ่าย เขาหยิบหนังสือเล่มใหม่ข้างในออกมาแล้วโยนกระเป๋าผ้าใบสีเขียวทิ้งลงบนพื้น
หยวนเหว่ยคาดไม่ถึงว่าหลี่เหวินเจี๋ยจะช่วยทวงหนังสือคืนมาให้เขาได้จริงๆ
แม้จะไม่ได้เงินสองร้อยหยวนคืนมาจนทำให้หยวนเหว่ยรู้สึกเสียดายหนักหนา แต่เมื่อเทียบกันแล้ว หนังสือเรียนย่อมสำคัญกว่า เพราะหากไม่มีหนังสือเรียนใหม่ เขาก็จะไม่สามารถเข้าเรียนในเทอมนี้ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยไว้นานจนที่บ้านรู้เข้า เขาอาจจะโดนตีอีกรอบและหาข้อแก้ตัวได้ยาก
"หลี่เหวินเจี๋ย แล้วเงินสองร้อยหยวนนั่นก็ปล่อยไปเลยเหรอ ถ้าพวกเขาเอาคืนมาได้จริงๆ ก็จะยกให้พวกเขาไปเลยอย่างนั้นเหรอ อย่างน้อยก็น่าจะขอคืนมาสักครึ่งหนึ่งก็ยังดีนะ" เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน หยวนเหว่ยก็เอ่ยถาม
"ทวงหนังสือคืนมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว นายไม่เห็นรึไงว่านี่มันหนังสือของสือจวินจวินเองด้วยซ้ำ ส่วนเงินน่ะเหรอ จะหวังให้ได้คืนมาครบสองร้อยได้ยังไง คนพวกนั้นฉกไปแล้วก็ต้องรีบเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสิ ป่านนี้จะยังเหลือถึงครึ่งหนึ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้" หลี่เหวินเจี๋ยกลอกตา
พวกนักเลงข้างถนน พอได้เงินมาสิ่งแรกที่ทำก็คือเอาไปถลุงเล่น ทั้งกินดื่มเที่ยวเล่น แม้สองร้อยหยวนจะไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็คงทนให้ไอ้พวกสารเลวนั่นผลาญได้ไม่นาน
"งั้นฉันก็ต้องยอมรับสภาพเหรอ?"
"แล้วให้จะทำยังไงได้ นี่ถือเป็นบทเรียนสอนใจนายก็แล้วกันว่าอย่าทำตัวอวดรวยไม่เข้าเรื่อง รู้จักวางตัวให้เหมาะสมบ้าง เข้าใจไหม เงินน่ะ หายแล้วก็หายไป หาใหม่ได้ก็พอแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย" หลี่เหวินเจี๋ยส่ายหน้า
"ตั้งสองร้อยหยวนเลยนะ...จะไปหาเงินง่ายๆ ขนาดนั้นได้จากที่ไหนกัน ตอนนี้ก็เปิดเทอมแล้ว จะไปทำธุรกิจอีกก็ไม่ได้" หยวนเหว่ยพูดด้วยสีหน้าขมขื่นอย่างไม่เต็มใจ
"เรายังเหลือนาฬิกาดิจิทัลอยู่อีกหน่อย เอาไหมล่ะ วันหยุดสุดสัปดาห์นายเอาไปขาย ได้เงินมาเท่าไหร่ก็แบ่งให้นายครึ่งหนึ่งเลยเป็นไง แบบนี้ก็ได้เงินคืนแล้วนี่"
"ให้ฉันไปขายคนเดียวเหรอ นายไม่ไปรึไง?" หยวนเหว่ยเบิกตากว้างถาม
"ฉันคงไม่มีเวลาไปหรอก เวลาของฉันมีค่าน่ะ ฮ่าๆ" หลี่เหวินเจี๋ยกล่าว
ธุรกิจเล็กๆ แค่นั้น หลี่เหวินเจี๋ยเริ่มจะไม่สนใจแล้ว แต่ถ้าหยวนเหว่ยไปขายจริงๆ อย่างน้อยก็ยังได้ทุนคืนมาบ้าง แถมยังเป็นการฝึกฝนให้ไปในตัวด้วย
หากจะให้หลี่เหวินเจี๋ยทำธุรกิจในตอนนี้ ธุรกิจที่ได้กำไรเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยหยวน ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาอีกต่อไปแล้ว
"ฉัน... งั้นฉันขอดูก่อนแล้วกัน" หยวนเหว่ยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน
"ได้น่า ยังไงขายได้ก็คือกำไร ราคาเท่าไหร่ไม่สำคัญหรอก เอาล่ะ เตรียมตัวเรียนได้แล้ว เดี๋ยวเลิกเรียนเรายังมีเรื่องต้องทำอีกนะ"
"เลิกเรียนแล้วมีเรื่องต้องทำเหรอ เรื่องอะไรล่ะ"
"เดี๋ยวเลิกเรียน เราต้องสะกดรอยตามพวกสือจวินจวินไป ไอ้โง่สามคนนั่นอาจจะไปหาไอ้หลงซานนั่นจริงๆ ก็ได้" หลี่เหวินเจี๋ยลดเสียงลงกระซิบ
"สะกดรอยตามพวกนั้น...หรือว่านายคิดจะรอให้พวกมันสู้กับไอ้หลงซานนั่น แล้วเราค่อยพุ่งเข้าไปซ้ำเติมพวกมันเพื่อแก้แค้นให้ฉัน"
"ซ้ำเติมใคร หาเรื่องแก้แค้นพวกสือจวินจวินแล้วซ้ำเติมพวกมันเนี่ยนะ" หลี่เหวินเจี๋ยมองค้อนหยวนเหว่ยอย่างไม่สบอารมณ์
"ไม่ใช่เหรอ" หยวนเหว่ยทำหน้างุนงง
"ไร้สาระน่า แน่นอนว่าไม่ใช่ ถ้าจะเล่นงานพวกมันสามคนจะสะกดรอยตามไปทำไมกัน แต่ถ้าช่วยได้ก็ควรจะช่วยพวกเขาหน่อย" หลี่เหวินเจี๋ยตำหนิเชิงสั่งสอน
"ฉัน... ฉันไม่เข้าใจเลย นายพูดผิดหรือเปล่า ไอ้พวกสารเลวนั่นฉันอยากจะกระทืบให้จมดินด้วยซ้ำ แต่เราไม่เพียงแต่จะไม่ซ้ำเติม แต่ยังคิดจะช่วยพวกมันอีกเหรอ หลี่เหวินเจี๋ย นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง" หยวนเหว่ยเกาหัวตัวเองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
หยวนเหว่ยไม่เพียงแต่งุนงง แต่ยังเริ่มรู้สึกว่าหลี่เหวินเจี๋ยกำลังล้อเล่นและหักหลังตน
"ฉันไม่ได้บ้า พวกมันกับพวกเราต่างก็เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมหมายเลขสองเหมือนกัน ความขัดแย้งระหว่างเราเป็นเรื่องภายใน แต่เรื่องของพวกมันกับไอ้หลงซานนั่นเป็นเรื่องภายนอก เรื่องมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อีกอย่าง ถ้านายไม่อยากโดนพวกมันดักรังแกอีกในอนาคต ก็จงทำตามที่ฉันบอก"