- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 21 กล้าทำก็ไม่กลัวเรื่อง
บทที่ 21 กล้าทำก็ไม่กลัวเรื่อง
บทที่ 21 กล้าทำก็ไม่กลัวเรื่อง
"หลี่เหวินเจี๋ย นายบ้าไปแล้วหรือไง นี่นายกำลังทำอะไร ของเพิ่งจะรับเข้ามาหยกๆ ทำไมต้องลากไปขายที่ถนนฉีฝูอีกแล้ว แถมยังขายแค่ชั่งละสองเหมาแปดเฟินอีก"
หลี่เหวินเจี๋ยกลับมาที่โกดังเพื่อหาหยวนเหว่ย และให้หยวนเหว่ยคอยดูแลคนขนของขึ้นรถ เขาหารถเข็นลากมาสามคันเพื่อจะขนกระดาษเงินกระดาษทองสามคันรถจากโกดังไปขายที่ปากทางถนนฉีฝู
กระดาษเงินกระดาษทองพวกนี้เพิ่งจะถูกนำเข้าโกดังและจัดเรียงอย่างดี พอรู้ว่าหลี่เหวินเจี๋ยจะนำของล็อตนี้ไปขายแค่ชั่งละสองเหมาแปดเฟิน เขาก็รู้สึกว่าหลี่เหวินเจี๋ยกำลังทำอะไรไร้สาระอยู่
ต่อให้เป็นมือใหม่หัดทำธุรกิจอย่างหยวนเหว่ย ก็รู้ดีว่าผลลัพธ์ของการทำแบบนี้คือเหนื่อยเปล่า และไม่ได้กำไรอะไรเลย
เพราะค่าเช่าโกดังก็ต้องจ่าย ค่าจ้างรถเข็นก็ต้องจ่าย อีกทั้งค่ากินค่าดื่มของพวกเขาก็ต้องใช้เงิน
"ฮ่าๆ วางใจเถอะ ฉันทำอย่างมีเป้าหมาย ไม่ได้ทำไปเปล่าๆ หรอก พวกนั้นไม่ยอมขายของในมือให้ฉันในราคาสองเหมาหกเฟิน งั้นฉันก็ทำให้พวกเขาขายไม่ได้ไปเลย นี่ฉันกำลังกดดันพวกเขาอยู่" หลี่เหวินเจี๋ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"อ้อ ฉันพอจะเข้าใจแล้ว นายขายสองเหมาแปดเฟิน แต่พวกเขาจะขายสามเหมา แบบนี้ก็ไม่มีใครไปซื้อกระดาษจากพวกเขาแล้ว" หยวนเหว่ยลากเสียงยาว พูดอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
"ถือว่านายฉลาดนะ ฉันพูดนิดเดียวก็เข้าใจเลย"
"แต่ว่ามันไม่ถูกนะ ของในมือเรามีอยู่แค่นี้เอง ถ้านายขายสองเหมาแปดเฟิน แป๊บเดียวก็ขายหมดแล้ว ตอนนั้นจะทำยังไงล่ะ นายไม่ได้จะกว้านซื้อของของพวกเขาเหรอ ถ้านายขายหมดแล้วพวกเขาก็ไม่ขายให้นาย เท่ากับว่าเหนื่อยเปล่าสิ"
หลี่เหวินเจี๋ยเพิ่งจะชมว่าหยวนเหว่ยฉลาด เจ้าตัวจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตั้งคำถามใหม่ขึ้นมา
"บัญชีมันไม่ได้คิดแบบนั้น ฉันจะไม่เอากำไรสักเฟินเดียวก็ได้ แต่พวกเขาทำไม่ได้" หลี่เหวินเจี๋ยพูดอย่างลึกลับซับซ้อน
รายละเอียดปลีกย่อย หลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้อธิบายให้หยวนเหว่ยฟังอย่างละเอียด เพราะถึงพูดไปตอนนี้ก็อาจจะไม่เข้าใจ สู้ใช้ความจริงพิสูจน์ให้เห็นดีกว่า
รถเข็นแต่ละคันบรรทุกสี่ร้อยชั่ง สามคันก็บรรทุกหนึ่งพันสองร้อยชั่ง โดยแต่ละคันมีคนหนึ่งลากอยู่ข้างหน้า และอีกคนหนึ่งเข็นอยู่ข้างหลัง
โชคดีที่ตลอดเส้นทางนี้ไม่มีทางลาดชันเลย ไม่อย่างนั้นคงจะลำบากกว่านี้
พอลากกระดาษเงินกระดาษทองหนึ่งพันสองร้อยชั่งนี้มาถึงปากทางถนนฉีฝูแล้ว หลี่เหวินเจี๋ยขอให้ชายสองคนที่ช่วยเข็นรถไปช่วยประกาศเสียงดังในถนนฉีฝูว่ากระดาษเงินกระดาษทองที่ปากทางขายชั่งละสองเหมาแปดเฟิน
แต่ละคนรับค่าเหนื่อยจากหลี่เหวินเจี๋ยไปห้าหยวน แล้วเข้าไปตะโกนเรียกลูกค้าในถนน
ลูกค้าบางคนที่ตกลงปริมาณและราคากับร้านค้าไว้แล้ว พอได้ยินว่าที่ปากทางมีกระดาษเงินกระดาษทองขายแค่สองเหมาแปดเฟิน ก็พากันเปลี่ยนใจทันที
สมัยนี้ ประหยัดได้หนึ่งเฟินก็คือหนึ่งเฟิน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าซื้อสิบชั่งยี่สิบชั่ง ก็ประหยัดไปได้หลายเหมา เอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ
พอได้ยินว่ากระดาษเงินกระดาษทองที่ปากทางขายชั่งละสองเหมาแปดเฟิน ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านที่มาซื้อของเลย แม้แต่บรรดาเจ้าของร้านเองก็สงสัยและสนใจเป็นพิเศษ ต่างพากันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ผลก็คือ พวกเขาเห็นหลี่เหวินเจี๋ยกำลังขายกระดาษอยู่นั่นเอง
"ทุกคนที่จะซื้อกรุณาเข้าแถวด้วยครับ เข้าแถวให้ดี ของพวกนี้ขายทั้งหมดครับ อย่าเบียดเสียดกัน ถ้าวุ่นวายเกินไปจะจัดการลำบากครับ" หลี่เหวินเจี๋ยยืนอยู่บนรถเข็นพลางตะโกนจัดระเบียบ โดยมีชายลากรถคนหนึ่งคอยช่วยขาย
กระดาษเงินกระดาษทองพวกนี้ถูกมัดไว้เป็นมัดละสิบชั่งเป็นมาตรฐาน และผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็ซื้อเป็นมัดเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยจำเป็นต้องชั่งน้ำหนัก
"เฮ้ ทำไมเธอถึงมาขายชั่งละสองเหมาแปดเฟินที่นี่ หรือว่าเธอไม่รู้ว่าในถนนฉีฝูเขาขายกันชั่งละสามเหมา"
ชายคนที่หลี่เหวินเจี๋ยเจอคนแรกในถนนฉีฝูเรียกเขาลงมาจากรถเข็นแล้วขมวดคิ้วถาม
"ผมรู้สิครับ หรือว่านี่เป็นราคาที่หน่วยงานไหนกำหนดไว้เหรอครับ ห้ามขายต่ำกว่านี้เหรอครับ?" หลี่เหวินเจี๋ยแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วถามกลับ
"นี่ไม่ใช่ว่าใครกำหนดหรอกนะ แต่นี่เป็นความเข้าใจร่วมกันของพวกเรา ทุกคนก็ขายราคานี้กันหมด พ่อหนุ่ม เธอนี่มันทำอะไรไม่เข้าเรื่อง ทำลายกฎเกณฑ์" เถ้าแก่อีกคนชี้หน้าตำหนิหลี่เหวินเจี๋ยด้วยความโกรธ
"กฎเกณฑ์เป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น ตราบใดที่กฎหมายอนุญาต ผมก็อยากจะขายยังไงก็ได้ เรื่องทำธุรกิจก็ต่างคนต่างทำ พวกคุณอยากจะขายยังไงผมก็ไม่ได้ไปยุ่งด้วยไม่ใช่เหรอครับ"
ตอนนี้มีคนต่อแถวรอซื้อกระดาษของเขาเยอะขนาดนี้ หลี่เหวินเจี๋ยไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกล้าทำอะไรตนเอง
"พ่อหนุ่ม วิธีการของเธอนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ นะ เธอมาส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของพวกเราทุกคน ได้กำไรเพิ่มอีกสองเฟินทำไมไม่เอา ดันจะมาลดราคา มันเป็นการทำร้ายคนอื่นโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย"
"ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าเธอรับกระดาษมาในราคาสองเจี่ยวหกเฟิน ตอนนี้เธอมาขายต่อแค่สองเจี่ยวแปดเฟิน เธอคิดอะไรอยู่ ทำแบบนี้ไม่ได้กำไรสักเฟินเลยนะ โง่หรือเปล่า"
เถ้าแก่ร้านอีกสองร้านก็วิพากษ์วิจารณ์หลี่เหวินเจี๋ยเช่นกัน
"ผมคิดอะไรอยู่น่ะเหรอ ก็เพื่อความสนุกไงล่ะ ผมชอบทำแบบนี้ ผมก็แค่ไม่อยากได้กำไรจากชาวบ้านมากเกินไป ทำไมล่ะ กฎหมายบ้านเมืองข้อไหนห้ามไว้กันครับ 'คนอื่นหัวเราะเยาะว่าข้าบ้าคลั่งเกินไป ข้าหัวเราะเยาะว่าคนอื่นมองไม่ออก' ตกลงแล้วใครกันแน่ที่โง่ ก็ยังไม่แน่หรอกนะ"
หลี่เหวินเจี๋ยยักไหล่ ทำท่าเหมือนไม่สนใจอะไรเลย แถมยังอ้างถึงบทกวีของถังอิ๋นอีกด้วย
"ได้ ไอ้หนู แกมันร้ายกาจ ยังไงเสียของของแกก็มีอยู่แค่นั้น ฉันจะดูสิว่าถ้าแกขายหมดแล้วแกจะทำยังไงได้อีก ถ้าไม่ไหวจริงๆ พวกเราก็จะไปต่อแถวซื้อกระดาษของแกเอง"
"ฮ่าๆ ได้สิครับ ยินดีให้ไปต่อแถวเลย อย่างไรเสียผมก็ขายแค่วันละสี่พันชั่งเท่านั้นแหละ ถ้าพวกคุณทนรอไหวก็รอไปเถอะ ถึงตอนนั้นถ้ากระดาษของผมขายหมดแล้ว กระดาษของบางคนก็คงจะต้องกองคาอยู่ในมือแล้วล่ะ"
หลี่เหวินเจี๋ยหัวเราะอย่างสะใจ
ในเมื่อจุดประสงค์คือการบีบให้พวกเขาขายของ หลี่เหวินเจี๋ยย่อมต้องคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไว้อยู่แล้ว เขาไม่เพียงแต่นึกออก แต่ยังพูดออกมาอย่างเปิดเผย
หลี่เหวินเจี๋ยต้องการจะบอกพวกเขาว่า เขาเล่นเกมอย่างเปิดเผย
ถึงแม้ว่าของของหลี่เหวินเจี๋ยจะไม่ได้มีจำหน่ายอย่างไม่จำกัด แต่ตราบใดที่ทางนี้ยังขายในราคาสองเหมาแปดเฟิน ก็จะไม่มีคนไปซื้อของที่ร้านของพวกเขามากมายนัก
ทุกคนจะต่างคนต่างรอ ต้องรอจนกว่าพวกเขาจะลดราคา ไม่อย่างนั้นการจ่ายเพิ่มอีกสองเฟินจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองขาดทุน
"อ้อ พวกคุณก็สามารถขายตามผมในราคาสองเหมาแปดเฟินได้นะ แต่ถ้าพวกคุณขายสองเหมาแปดเฟิน งั้นผมก็จะขายสองเหมาหกเฟิน สรุปก็คือต่อให้ผมจะขาดทุน ผมก็จะตั้งราคาให้ต่ำกว่าพวกคุณแน่นอน" ก่อนที่หลี่เหวินเจี๋ยจะกลับไปยืนบนรถเข็นอีกครั้ง เขาก็เสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง
"ตกลงแล้วเธอต้องการจะทำอะไรกันแน่ จะต้องหาเรื่องกับพวกเราให้ได้ใช่ไหม เชื่อไหมว่าพวกเราเล่นงานเธอได้" เถ้าแก่ร้านที่ดูอายุน้อยกว่ากัดฟันพูด
"ง่ายๆ ผมก็แค่อยากให้พวกคุณขายให้ผมในราคาสองเหมาหกเฟิน และผมจะซื้อแค่สองแสนชั่งเท่านั้น ไม่เอาเกินแม้แต่ชั่งเดียว พอรวบรวมครบสองแสนชั่งแล้วผมก็จะเทขาย ตอนนั้นใครที่ไม่ได้ขายให้ผมก็คงต้องเก็บไว้ขายปีหน้าแล้วล่ะ"
หลี่เหวินเจี๋ยพูดทีละคำทีละประโยค สีหน้าของเขาจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
"ส่วนเรื่องจะมาเล่นงานผม ก็มาเลย อย่าคิดว่าผมเป็นเด็กแล้วจะรังแกได้ง่ายๆ ผมกล้ามาทำเรื่องแบบนี้ก็ไม่กลัวเรื่องหรอก ใครอยากจะเด่นก็เชิญ ใครออกมาผมก็จะสู้กับคนนั้นให้ถึงที่สุด"