เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

356 - เปลี่ยนแผนการ

356 - เปลี่ยนแผนการ

356 - เปลี่ยนแผนการ


356 - เปลี่ยนแผนการ

บรรยากาศในเมืองเหลียวหยางนับตั้งแต่ฉินฉานซึ่งเป็นขุนนางผู้แทนฟ้าเข้าพำนัก ก็ยังคงเงียบสงบอย่างประหลาดตลอดมา

เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู้ต่างก็แสดงความกระตือรือร้นอย่างมาก ราวกับนัดหมายกันไว้แล้ว วันนี้เจ้าคนนั้นเชิญ พรุ่งนี้อีกคนเชิญ ทุกคนล้วนมาเยือนด้วยตนเอง ทุกคนล้วนกล่าวจาอย่างยิ้มแย้ม ทุกงานเลี้ยงล้วนเต็มไปด้วยเสียงขับร้องร่ายรำ เจ้าภาพและแขกต่างก็สนุกสนานเต็มที่ พอกลับถึงที่พักขุนนางก็ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง บัตรเชิญใบใหม่ก็ถูกส่งเข้ามาอีกแล้ว

ฉินฉานรู้ตัวว่าตนเองกำลัง “ดัง” แล้ว เป็นความโด่งดังที่คล้ายกับหญิงคณิกาชื่อดังในหอคณิกาที่ถูกเหล่าบุรุษรุมกันไม่หยุดนั่นเอง

นอกเมืองเหลียวหยาง

บริเวณนอกเมืองเต็มไปด้วยป่าไม้และทุ่งหญ้า ที่นี่กลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างของอุณหภูมิสูง ลมหนาวกรรโชกพัดโหมกระหน่ำ พัดพาเอาทรายเหลืองปลิวว่อนไปทั่วทุ่งกว้างมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายจมูก

ลมทรายที่พัดใส่ใบหน้าทำให้รู้สึกเจ็บแสบ ทางเหนือของเมืองเหลียวหยางไม่มีถนนต่อออกไปอีก มีเพียงผืนป่าเรียงต่อกัน และทุ่งหญ้าเวิ้งว้างทอดยาวคั่นอยู่ตรงกลาง

ทาร์นากับผู้ติดตามอีกสองคนขี่ม้าไปอย่างเชื่องช้า คืนเช่นนี้ไม่เหมาะแก่การเดินทาง เดิมทีควรจะกางกระโจมพักรอให้ลมทรายสงบแล้วจึงค่อยเดินทางต่อ ทว่าที่นี่ห่างจากเมืองเหลียวหยางเพียงไม่กี่สิบลี้ ทาร์นาแม้จะเป็นสตรีมองโกลที่ซื่อตรง แต่ก็รู้ดีว่าหลังจากล่วงเกินหลี่เกาแล้ว ที่แห่งนี้ไม่อาจอยู่นานได้ มีเพียงกลับไปยังทุ่งเลี้ยงสัตว์ในเขตอิทธิพลของตั่วเอี้ยนเท่านั้นจึงจะปลอดภัย ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินทางกลางดึก

ในลมหนาวกรรโชก สามคนเดินทางอย่างยากลำบาก ม้าที่พวกเขาขี่ดูเหมือนจะสัมผัสได้ว่าพายุใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อเดินมาถึงริมป่าโปปูลัส ม้าไม่ว่าจะถูกโบยตีอย่างไรก็ไม่ยอมก้าวเดินต่อ มีแต่เดินวนอย่างกระวนกระวายอยู่กับที่

“ทาร์นา ที่นี่ใกล้เมืองเหลียวหยางมาก เกรงว่าไม่ปลอดภัยแล้ว หลี่เกานั้นอำมหิตยิ่งกว่างูพิษ โหดเหี้ยมยิ่งกว่าหมาป่าเดียวดาย เขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปแน่” ผู้ติดตามชาวมองโกลคนหนึ่งตะโกนเสียงฝ่าลมหนาว

ทาร์นาลูบแผงคอม้าตัวโปรดด้วยความสงสาร ถอนหายใจแล้วตัดสินใจเด็ดขาด

“ลงจากม้า เราเดินเอง ปล่อยม้าให้ไปตามทาง ม้าของข้าคือไข่มุกที่เจิดจรัสที่สุดบนทุ่งหญ้า ผู้ใดเก็บมันได้ ย่อมต้องดูแลมันเป็นอย่างดี”

ทั้งสามคนเพิ่งลงจากม้า กอดคอม้าพูดลาอย่างอาลัยอาวรณ์ บางคนถึงกับร้องเพลงพื้นเมืองมองโกลเสียงแผ่วด้วยน้ำตา ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าปะปนกันดังแว่วมาแต่ทิศทางเมืองเหลียวหยาง

ทั้งสามตกใจ รีบมองหน้ากัน และพบว่าทุกคนล้วนมีแววตาตกใจและหวาดกลัวเหมือนกัน

ทหารติดตามที่หลี่เกาส่งมาถึงแล้ว!

“เข้าป่า! หลบไป!” ทาร์นาตัดสินใจในฉับพลัน

เสียงยังไม่ทันจบ เสียงสายเกาทัณฑ์ดีดดัง ฉับ ลูกเกาทัณฑ์สีดำดอกหนึ่งปักเฉียงอยู่บนพื้นห่างจากทาร์นาเพียงสิบก้าว ในสภาพลมแรงทรายหนาแบบนี้ ระยะยิงและความแม่นยำของเกาทัณฑ์ลดลงมาก แต่เพียงลูกเกาทัณฑ์นี้ก็มากพอจะทำให้ทาร์นากับผู้ติดตามสิ้นหวัง

พวกเขาถูกพบตัวแล้ว ไม่มีทางหนี!

“นักรบบนทุ่งหญ้าไม่เคยหวาดกลัวศึกใดทั้งสิ้น เทพนิรันดร์จะคุ้มครองเพียงชนผู้กล้าเท่านั้น! สู้!” ทาร์นาชักดาบมองโกลโค้งออกมา เปล่งเสียงคำรามราวสัตว์เพศเมียบาดเจ็บ

“สู้!” ผู้ติดตามอีกสองคนก็ชักดาบออกมาเช่นกัน ฝ่าลมทรายที่บดบังสายตา พุ่งเข้าหากลุ่มเงาคนหลายสิบที่ลางเลือนอยู่ไม่ไกล

ศึกที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน นักรบสามคนต่อกรกับศัตรูกว่าสิบคน “ความกล้า” ณ เวลานี้ดูจะไร้ความหมาย หลี่เกาส่งยอดฝีมือที่ชำนาญการต่อสู้มาโดยเฉพาะ เพียงเพื่อฆ่าทาร์นาให้ได้ก่อนออกจากเมืองเหลียวหยาง การส่งคนมากมายขนาดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหลี่เกาในการกำจัดนาง

การต่อสู้กินเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชา ผู้ติดตามสองคนก็ถูกแทงทะลุร่างจนสิ้นใจ ทาร์นาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้กับฮัวตังมาตั้งแต่เด็ก แม้จะมีฝีมือ ทว่าก็ไม่อาจต้านทานการรุมโจมตีจากศัตรูนับสิบได้

ไม่นานก็เริ่มเพลี่ยงพล้ำ บาดแผลที่แขนซ้ายถูกฟันจนเลือดไหลไม่หยุด ทาร์นารู้สึกราวกับชีวิตของตนเองกำลังไหลออกไปพร้อมสายเลือดนั้น ลมหายใจของนางเริ่มหนัก เสียงดาบที่ฟาดฟันก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง

แสงสะท้อนจากคมดาบสีขาววาบหนึ่งฟันเข้าหาลำคออันบอบบางของนางอย่างไร้ปรานี ทาร์นารู้ว่าตนไม่อาจหลบได้แล้ว นางจึงทิ้งดาบยิ้มเศร้าแหงนหน้ามองฟากฟ้ามืดมิด ฟากฟ้าที่ไร้ดาว ไร้แม้แต่แสงแห่งความหวัง

“ท่านเทพนิรันดร์......” ทาร์นาร้องลั่นด้วยเสียงแหลมโหยหวน

ขณะที่ดาบใกล้ถึงลำคอเพียงไม่ถึงหนึ่งนิ้ว เสียงดัง ปึ่กๆ หลายเสียงก็ดังขึ้น ดาบที่จะฟันคอกลับชะงักกลางอากาศ แล้วหลุดลงไปอย่างไร้แรง

ทาร์นาลืมตาโพลง มองเห็นทหารอีกนับร้อยปรากฏตัวขึ้นโดยไร้การคาดหมาย กำลังเข้าปะทะกับทหารฝีมือดีของหลี่เกาอย่างดุเดือด

เสียงลมกรรโชกกลบเสียงการต่อสู้ ทว่าทหารกลุ่มใหม่เหล่านี้กลับมิได้ด้อยไปกว่าพวกของหลี่เกาเลยแม้แต่น้อย ไม่นานนักสถานการณ์ก็พลิกกลับ เวลาหนึ่งเค่อผ่านไป ศพนอนเกลื่อนพื้น ทหารของหลี่เกาไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว

ทาร์นาในสภาพย่ำแย่นั่งหมดแรงอยู่ไม่ไกล มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตกตะลึง

เย่จิ่นเฉวียนเช็ดเลือดบนอาวุธของตนกับเสื้อผ้าศพศัตรูสองสามครั้ง เก็บอาวุธเข้าฝัก จากนั้นก็จ้องทาร์นาด้วยสีหน้าราบเรียบ ทหารนับร้อยที่อยู่ด้านหลังก็หอบหายใจแรง แต่ไม่มีผู้ใดส่งเสียง ต่างยืนเงียบอยู่ข้างหลังเขา

หลังจากเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ทาร์นาก็พูดขึ้นอย่างติดๆ ขัดๆ เป็นภาษาฮั่น

นางรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าทหารกลุ่มนี้ที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนแต่ช่วยชีวิตนางไว้นั้นจะต้องเป็นชาวฮั่นแน่นอน

“พวกเจ้า...ช่วยข้าทำไม?”

เย่จิ่นเฉวียนแค่นเสียง

“เพราะเจ้าตายไม่ได้”

“ทำไมถึงตายไม่ได้?”

“เจ้าตายแล้ว การเดินทางของใต้เท้าของพวกเราในเหลียวตงจะลำบากขึ้นมาก”

ทาร์นาตกใจยกมือปิดปาก นางไม่ใช่คนโง่ คำพูดนี้ของเย่จิ่นเฉวียนเผยนัยออกมามากมาย

“พวกเจ้า...คือทหารใต้บัญชาของขุนนางผู้แทนฟ้าใช่หรือไม่? เป็นเขาที่ส่งพวกเจ้ามาช่วยข้า?”

เย่จิ่นเฉวียนกล่าวเสียงเย็น “ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าใครส่งพวกเรามา? เทพนิรันดร์ของพวกเจ้าหรือ?”

ภาพร่างบอบบางของฉินฉานลอยเข้ามาในหัวของทาร์นา นางกล่าวว่า

“ด้านหนึ่งก็ดื่มเหล้ากับหลี่เกา อีกด้านก็ส่งคนมาช่วยข้า ขุนนางผู้แทนฟ้าคิดอะไรกันแน่?”

เย่จิ่นเฉวียนพูดเรียบๆ “สิ่งที่ขุนนางผู้แทนคิดลึกล้ำยิ่ง เจ้าเป็นหญิงต่างเผ่าย่อมไม่อาจคาดเดาได้ ใต้เท้าให้ข้ามาบอกเจ้าอย่างหนึ่ง วันนี้ขอมอบของขวัญชิ้นใหญ่แก่บิดาของเจ้า ฮัวตัง เรื่องหลี่เกาสังหารนักรบตั่วเอี้ยนเพื่อแย่งความชอบ ใต้เท้าจะให้คำตอบแก่ฮัวตังในวันหน้า”

ทาร์นาอึ้งไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็เอื้อมมือมาอย่างไม่เกรงใจ

“ของขวัญล่ะ? ไหนว่าให้ของขวัญ?”

เย่จิ่นเฉวียนเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนโบกมือ ทหารนับร้อยขึ้นม้าแล้วจากไปอย่างเงียบงัน

กลางลมหนาวที่พัดกรรโชก เสียงเย็นยะเยือกของเย่จิ่นเฉวียนดังแว่วมา

“วันนี้ช่วยชีวิตบุตรีหัวหน้าตั่วเอี้ยนไว้หนึ่งชีวิต นี่แหละคือของขวัญชิ้นใหญ่ที่ใต้เท้ามอบให้ฮัวตัง”

สีหน้าทาร์นาแปรเปลี่ยนหลายครั้ง สุดท้ายตะโกนถามไปทางที่เย่จิ่นเฉวียนจากไป

“ใต้เท้าของพวกเจ้าชื่ออะไร?”

“ฉินฉาน”

*เหลยเฟิงเมื่อทำความดีไม่เคยโอ้อวดอะไร มักจดบันทึกไว้เงียบๆ ในสมุดบันทึกของตนแม้แต่เรื่องเดียวก็ไม่พลาด

เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ระดับจิตใจของฉินฉานก็อาจจะต่ำกว่าเล็กน้อย การทำความดีของเขานั้นไม่บริสุทธิ์นัก ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

“ใต้เท้า ตั้งแต่โบราณมาก็มีคำว่า ‘วีรบุรุษช่วยหญิงงาม’ แม้ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรุษลงมือเองก็ตาม แต่หลังจากช่วยแล้วอย่างน้อยก็ควรได้นอนกับนางสักครั้ง เพื่อจะได้กลายเป็นเรื่องราวรักนิรันดร์ ท่านส่งคนไปช่วยแม่หญิงดิบเถื่อนนั่น แล้วกลับเอาแค่นั้นมาเป็นของขวัญส่งให้ฮัวตัง ข้าน้อยว่าท่านขาดทุนแล้วจริงๆ”

ติงซุ่นพูดอย่างไม่เข้าใจเลยว่าใต้เท้าของตนส่งคนไปช่วยทาร์นาทำไม มองไม่เห็นจุดประสงค์เลยสักนิด

ฉินฉานยิ้ม “ครั้งนี้เรามาเหลียวตงเพื่ออะไร?”

ติงซุ่นตอบทันที “ผูกมิตรกับตั่วเอี้ยน ฆ่าหลี่เกา”

ฉินฉานพยักหน้า

“ใช่ ถูกต้อง ทั้งสองข้อนั้นคือเป้าหมายหลัก เดิมทีข้าคิดจะ ‘ปราบศัตรูภายในก่อน แล้วค่อยกำจัดศัตรูนอก’ กะฆ่าหลี่เกาก่อนแล้วค่อยผูกมิตรกับตั่วเอี้ยน เพราะสุดท้ายแล้ว หลี่เกาคือปัญหาใหญ่ พอได้หัวของเขามา ปัญหาทั้งภายในและภายนอกก็จะหมดสิ้น ทว่าเมื่อมาถึงเมืองเหลียวหยาง ข้ากลับพบว่า ที่นี่ง่ายเกินกว่าที่ข้าคิดไว้...”

ติงซุ่นงุนงง “ง่ายไม่ใช่ดีหรือขอรับ?”

“คำว่า ‘ง่าย’ ที่ว่าคือ ขุนนางและผู้บัญชาการทุกคนในเหลียวตงต่างกลายเป็นหางเสือและปีกของหลี่เกาทั้งหมด หน้าตาทุกคนก็เหมือนกันหมด เจ้าจุดไฟเผากองบัญชาการเหลียวตงตอนนี้ ต่อให้ใครตายในนั้นก็ไม่มีใครน่าสงสารสักคน”

ฉินฉานถอนหายใจ “หลิวผิงกุ้ย พูดไม่ผิดเลย เหลียวตงไม่มีคนดี วันนี้ข้าก็ได้เห็นกับตาแล้ว”

แม้แต่ติงซุ่นผู้หยาบกระด้างก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะยุ่งยากแล้ว เขาพูดอย่างร้อนรน

“ใต้เท้า แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไรดี?”

“ต้องเปลี่ยนแผน เปลี่ยนมาเป็นผูกมิตรกับตั่วเอี้ยนก่อน แล้วค่อยฆ่าหลี่เกา”

ติงซุ่นเข้าใจขึ้นมาบ้าง “เพราะฉะนั้นที่ใต้เท้าส่งเย่จิ่นเฉวียนไปช่วยทาร์นา ก็เพื่อแสดงความจริงใจต่อฮัวตัง เตรียมการไว้สำหรับขั้นตอนถัดไปในการผูกมิตรใช่หรือไม่?”

ฉินฉานยิ้ม “ถูกต้อง ตั่วเอี้ยนต้องเกลี้ยกล่อมไว้ให้ได้ พื้นที่ของสามกองทัพตั่วเอี้ยนตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างต้าหมิงกับตาตาร์ เป็นดินแดนกันชนโดยแท้ ถ้าเราได้พื้นที่ตรงนี้มา ก็สามารถทำให้ต้าหมิงได้เปรียบและมีแรงสนับสนุนขึ้นมาอีกส่วน อีกอย่าง ตั้งแต่รัชศกเฉิงฮวา ตั่วเอี้ยนก็แสดงความจงรักภักดีต่อต้าหมิงมาอีกครั้ง เราไม่อาจทำให้ชนชั้นบรรณาการเหล่านี้หมดศรัทธาได้… ติงซุ่น ตอนนี้ไปส่งคนลับไปที่ต้าหนิงพบฮัวตัง บอกว่า ขุนนางผู้แทนฟ้าอยากพบเขา มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของชายแดนต้าหมิง อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์สำคัญของตั่วเอี้ยนทั้งสามในอีกหลายสิบปีข้างหน้า จะไปหรือไม่ให้เขาคิดให้ดีๆ”

“ใต้เท้า ถ้าเขาไม่ไปล่ะ? แผนของเราก็พังหมดสิ”

“ถ้าไม่ไป ก็จับลูกสาวเขามาเชือดซะ เสมือนข้าไม่เคยช่วยนางเลย”

ติงซุ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง พูดเสียงต่ำ “ข้าน้อยรู้สึกว่าใต้เท้าอ้อมไปหน่อย ถ้าท่านส่งคนไปสู่ขอลูกสาวเขาโดยตรง ให้เขายกลูกสาวแต่งให้ท่าน เท่านี้ปัญหาทั้งหลี่เกากับตั่วเอี้ยนก็จบในคราวเดียว…”

ฉินฉานพูดเสียงจริงจัง “ติงซุ่นเอ๋ย หากข้าเป็นคนง่ายๆ ขนาดนั้น เมียน้อยที่เจ้าพึ่งแต่งมาในเมืองหลวง เดี๋ยวลูกที่เกิดมาจะหน้าคล้ายข้าเอานะ...”

……………..

เหลยเฟิง (雷锋) เป็นทหารในสังกัดกองทัพปลดแอกประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นลูกกำพร้าจากจังหวัดฉางชา มณฑลหูหนาน และเข้าร่วมเป็นยุวสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน สมัครเข้าเป็นทหารพลาธิการในกองทัพปลดแอกประชาชนตั้งแต่อายุ 20 ปี และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ด้วยวัยเพียง 21 ปี

ภายหลังการเสียชีวิต ชื่อและภาพลักษณ์ของเหลยเฟิง ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนนำมาใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ในฐานะประชาชนจีนตัวอย่าง ผู้สมถะ ทุ่มเท และอุทิศตนให้กับแนวทางของเหมาเจ๋อตง มีการตีพิมพ์สมุดบันทึกประจำวันของเหลยเฟิง ที่เขียนชื่นชมแนวคิดของเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง

………….

จบบทที่ 356 - เปลี่ยนแผนการ

คัดลอกลิงก์แล้ว