- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 347 - เป้าหมายต่อไป
347 - เป้าหมายต่อไป
347 - เป้าหมายต่อไป
347 - เป้าหมายต่อไป
ฉินฉานแอบถอนหายใจเบาๆ
ในทุกยุคทุกสมัย ย่อมมีผู้มีอุดมการณ์อยู่เสมอ แม้คนผู้นั้นจะขี้ขลาดไร้ความกล้า หรืออ่อนแอและไม่มีผลงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่หวังให้บ้านเมืองรุ่งเรือง ประชาราษฎร์มั่งคั่ง และปลอดจากภัยศึกตลอดไป
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินฉานก็กล่าวความจริงออกมา “หากข้าจะลงมือจัดการกับหลี่เกา เมืองอี้โจวนี้ ข้าจะวางใจมอบให้ท่านหลิวดูแลได้หรือไม่?”
หลิวท่านผู้ตรวจการที่เอนกายอยู่พลันยันตัวลุกขึ้นตรงทันที ค้อมกายคำนับพลางกล่าวว่า “อี้โจวขออุทิศกำลังรับใช้ท่านทั้งรุกและรับ หากท่านไม่วางใจข้า ข้ายินดีมอบบุตรชายคนเดียวให้ท่านพาไปยังเหลียวหยาง หากเมืองอี้โจวมีวี่แววไม่มั่นคงแม้เพียงน้อย ท่านสามารถตัดศีรษะบุตรชายของข้าได้ทันที!”
ฉินฉานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ประโยคนี้ถือว่าเข้าเป้าโดยแท้
“ถ้าเช่นนั้นก็ฝากทุกอย่างไว้ที่ท่านหลิวแล้ว ส่วนเรื่องที่ผ่านมา หากมีสิ่งใดล่วงเกิน ก็หวังว่าท่านจะไม่ถือโทษ…ท่านดำรงตำแหน่งในเมืองอี้โจวมานาน ย่อมเชี่ยวชาญในสภาพพื้นที่ทั้งนอกด่านและในเหลียวตง ข้ากำลังจะเดินทางไปเหลียวหยาง ท่านมีคำแนะนำอันใดบ้างหรือไม่?”
หลิวผิงกุ้ยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ข้ามีคำแนะนำอยู่สองข้อ และอีกหนึ่งคำพูดจากใจจริง…”
ฉินฉานพลันตื่นตัว เอนตัวมาข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว “ว่ามา”
“ข้อหนึ่ง จงเป็นพันธมิตรกับตั่วเอี้ยน และกำจัดหลี่เกา อย่าได้เป็นศัตรูกับทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ข้อสอง ขุนนางแห่งเหลียวตงตูซื่อฟู่นั้น ไม่มีใครเป็นคนดีเลย”
ฉินฉานแววตาเคร่งขรึม ย้ำสองข้อแนะนำนี้ไว้ในใจอย่างมั่นคง
“แล้วคำพูดจากใจล่ะ?” ฉินฉานยิ่งตั้งตารอฟังยิ่งกว่าเดิม
หลิวผิงกุ้ยหัวเราะแห้งๆ ถอนหายใจกล่าวว่า “คำพูดจากใจของข้าก็คือ…หากท่านต้องการเข้าควบคุมอำนาจเมืองอี้โจว อย่างไรก็บอกข้าสักคำก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องผลักข้าตกตึกหรอก การตกคราวนี้มันน่าสงสารเกินไปแล้ว!”
หลังจากเข้าควบคุมอำนาจทางทหารและการปกครองของเมืองอี้โจวแล้ว ฉินฉานก็ยังคงมอบอำนาจของผู้ว่าราชการเมืองอี้โจวคืนให้แก่หลิวผิงกุ้ย โดยปล่อยให้เขาดูแลกิจการบ้านเมืองทั้งเล็กใหญ่ของอี้โจวต่อไป ส่วนทหารของอี้โจวเว่ยจำนวนกว่าสามพันนายก็ถูกรวมเข้ากับขบวนขุนนางของฉินฉาน เมื่อรวมกันแล้ว ขบวนของขุนนางผู้แทนพระองค์จึงขยายใหญ่ขึ้นถึงกว่าห้าพันคน
ภายหลังการกวาดล้างขุนนางของเมืองอี้โจว ขุนนางที่ถูกถอดถอน ถูกเนรเทศ หรือแม้แต่ถูกควบคุมตัวเข้าคุกมีอยู่ร่วมยี่สิบคน ขุนนางม้าเร็วถูกส่งไปกราบทูลต่อราชสำนัก ขอให้กรมพิธีการจัดสรรขุนนางใหม่มาทดแทน ส่งผลให้หลิวผิงกุ้ยสามารถควบคุมเมืองอี้โจวได้มั่นคงขึ้นมาก
เมื่อทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อย ฉินฉานก็หมดความสนใจจะอยู่ที่อี้โจวต่อ เพราะเขายังมีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่ารออยู่เบื้องหน้า
อากาศยามเช้านอกด่านปะปนไปด้วยสายลมและทราย ดูดกลืนเข้าไปยังแสบถึงปอด ขบวนของขุนนางผู้แทนพระองค์กว่า 5000 คนเคลื่อนขบวนอย่างยิ่งใหญ่ ภายหลังอำลาหลิวผิงกุ้ยก็เดินทางขึ้นเหนือทันที
หลิวผิงกุ้ยออกจากเมืองมาส่งถึงสิบลี้แล้วยังไม่ยอมจากกลับ ฉินฉานต้องเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้ง เขาจึงยอมใจอ่อน
หาใช่เพราะอาลัยอาวรณ์ฉินฉานไม่ แต่เป็นเพราะไม่อาจตัดใจจากบุตรชายของตนเองต่างหาก
ใช่แล้ว ฉินฉานพาบุตรชายเพียงคนเดียวของหลิวผิงกุ้ยออกเดินทางไปด้วย เพราะเขารู้ดีว่าคำมั่นสัญญาของขุนนางในราชสำนักนั้นเชื่อถือไม่ได้ที่สุด ขุนนางฝ่ายบุ๋นแม้จะไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ แต่หากคิดจะเล่นลูกไม้ลับหลังฉินฉานล่ะก็ ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ มีตัวประกันติดตามไปด้วยจึงเป็นการรับประกันที่ดีที่สุด
และแล้ว ในขณะที่หลิวผิงกุ้ยน้ำตาไหลพราก ฉินฉานก็นำขบวนขุนนางผู้แทนพระองค์ออกเดินทางสู่เบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยภยันตราย…
ขณะขี่ม้าโยกเยกไปมา ฉินฉานก็ครุ่นคิดถึงคำเตือนสองข้อที่หลิวผิงกุ้ยให้ไว้
คำแนะนำสองข้อนั้นสำคัญยิ่ง “สมานฉันท์กับตั่วเอี้ยน แต่กำจัดหลี่เกา” ตรงกับความคิดของฉินฉานก่อนออกจากด่านโดยมิได้นัดหมาย ยิ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องแล้ว
แม้ตั่วเอี้ยนซานเว่ยจะใช่คนดีอะไร มักบีบคั้นจนต้องแสร้งทำเป็นกองกำลังเล็กของตาตาร์ วาลาบุกเข้าเผา ปล้น ฆ่าในต้าหมิง แต่เมื่อเปรียบเทียบความชั่วร้ายแล้ว ก็จำต้องเลือกเอาที่เบากว่า
ภัยในย่อมหนักกว่าภายนอก หากไม่กำจัดหลี่เกา เหลียวตงย่อมไม่มีวันสงบ หากเหลียวตงไม่สงบ พรมแดนย่อมไม่หยุดเกิดปัญหา ดังนั้นสมานฉันท์กับตั่วเอี้ยนและกำจัดหลี่เกาจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
ส่วนคำว่า “ไม่มีคนดีในกองบัญชาการเหลียวตง” ยิ่งล้ำลึกนัก ฉินฉานพลันนึกถึงบทเพลงหนึ่งในชาติก่อนที่ว่า “ไม่มีคนดีในเมืองหงถง”
(*洪洞县เป็นอำเภอหนึ่งในมณฑลซานซี ประเทศจีน อยู่ในเขตการปกครองของเมืองหลินเฟิน)
กองบัญชาการเหลียวตง…เป็นสถานที่ชั่วร้ายเพียงใดกันแน่?
หรือว่าจากบนลงล่าง จากในออกนอกของที่นั่นล้วนเน่าเฟะหมดสิ้น? หากบรรดาขุนนางและผู้บัญชาการที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายทั้งแผ่นดินเหลียวตงล้วนร่วมกันกระทำชั่ว ความเสียหายต่อเหลียวตงจะใหญ่หลวงเพียงใด? นึกไม่ออกเลยว่าในเมื่อหลี่เกาและผู้บัญชาการใต้บังคับบัญชาของเขาทำเรื่องเลวทรามขนาดนั้น เหตุใดยังไม่มีกองทัพใดลุกฮือขึ้นมาเลย สุดจะเข้าใจได้จริงๆ
ติงซุ่นขี่ม้าอยู่ห่างจากฉินฉานเพียงไม่กี่วา สีหน้าของเขาเผยความยินดีเล็กน้อย
แผนลอบซุ่มโจมตีเพื่อสังหารเฉียนเซี่ยนสำเร็จอย่างงดงาม ท่านฉินได้กล่าวแล้วว่าจะจดบันทึกเป็นความชอบ เมื่อกลับถึงเมืองหลวงจะกราบทูลฝ่าบาทขอพระราชทานรางวัล
มีความชอบนี้เป็นพื้นฐาน การเดินทางสู่เหลียวตงครั้งนี้ของติงซุ่นจึงยิ่งน่าตื่นเต้น หากระหว่างทางสามารถสร้างความดีความชอบเพิ่มอีกสักสองสามเรื่อง อย่างน้อยยามกลับไปตำแหน่งของเขาก็น่าจะขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับฝ่ายใต้
ส่วนเรื่องพระราชทานบรรดาศักดิ์นั้น ติงซุ่นมิได้เคยหวังเลย ต้าหมิงช่างตระหนี่ในการพระราชทานบรรดาศักดิ์ นอกจากผู้บัญชาการรุ่นบุกเบิกและผู้มีคุณในศึกกบฏจิ้งหนานไม่กี่คนแล้ว ในรอบกว่าร้อยปีแทบไม่ค่อยมีใครได้รับการแต่งตั้งเลย
ตรงกันข้าม เหล่าฮ่องเต้แต่ละพระองค์มักหาเหตุเพื่อตัดยศอยู่เสมอ บรรดาศักดิ์นั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น ต่างจากตำแหน่งขุนนางซึ่งหากทำงานไม่ดี ราชสำนักก็แค่เลี้ยงดูคนเดียวเท่านั้น แต่บรรดาศักดิ์นั้นราชสำนักต้องเลี้ยงดูทั้งตระกูลสืบทอดกันไปชั่วลูกชั่วหลาน
อีกทั้งผู้ที่ได้รับบรรดาศักดิ์มักเป็นผู้ทรงอำนาจในกองทัพหรือราชสำนัก เป็นบุคคลที่ฮ่องเต้ต้องหวาดระแวง กลัวว่าความยำเกรงนี้จะสืบต่อกันไปจนเกินควบคุม
เขาแอบมองใบหน้าเรียบเฉยของฉินฉาน แล้วจู่ๆ ก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น
คราวนี้ท่านฉินใช้มาตรการเด็ดขาดสังหารเฉียนเซี่ยน ยึดครองอี้โจวเว่ย แล้วกำลังจะจัดการกับผู้บัญชาการใหญ่หลี่เกา แถมยังต้องปรามพวกตั่วเอี้ยนซานเว่ยที่เริ่มแสดงท่าทีไม่น่าไว้วางใจ
อันตรายและความเสี่ยงของเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ต้องพูดถึง แต่หากจัดการได้เรียบร้อย ครั้นกลับเมืองหลวง ฝ่าบาทจะทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ท่านฉินเป็นกรณีพิเศษหรือไม่?
การขจัดภัยชายแดนและการกวาดล้างศัตรูภายในล้วนเป็นผลงานชั้นเยี่ยม อีกทั้งท่านฉินก็เป็นเพราะสหายของฮ่องเต้ มีความดีความชอบที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ การแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ดูจะเหมาะสมยิ่งนัก…
ติงซุ่นคิดไปยิ่งรู้สึกว่าน่าเป็นไปได้ เขาถึงขั้นมั่นใจว่าท่านฉินจะต้องได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์แน่ ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่า ควรเป็นพระยา(โหว)หรือเป็นเจ้าพระยา(กง)ดี...
ขบวนเสด็จของขุนนางเฉพาะกิจยังคงเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ติงซุ่นบนหลังม้าจู่ๆ ก็ยืดตัวขึ้น ชี้ทางแล้วเอ่ยอย่างรีบร้อนว่า “ท่านผู้บัญชาการ เราเดินผิดทางแล้ว!”
“ผิดทางอะไรกันล่ะ? เจ้าคิดว่าเราควรไปทางไหน?” ฉินฉานมองเขาอย่างยิ้มๆ สีหน้าดูขี้เกียจ
ติงซุ่นชี้ไปทางทิศตะวันออกแล้วเอ่ยว่า “ท่านผู้บัญชาการ เราควรไปทางตะวันออก นั่นคือทางไปเหลียวหยาง ที่ตั้งของกองบัญชาการเหลียวตงอยู่ที่เหลียวหยาง…”
ฉินฉานหัวเราะกล่าวว่า “ถ้าข้ายืนยันจะไปทางเหนือล่ะ?”
ติงซุ่นชะงัก “ท่านผู้บัญชาการหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
ฉินฉานก็ยืดตัวตรงบนหลังม้าเช่นกัน สายตาจับจ้องไปยังทางเหนืออันไกลโพ้น พูดอย่างเยือกเย็นว่า “เป้าหมายต่อไป ข้าจะมุ่งไปที่กว่างหนิงจงถุนเว่ย!”
ติงซุ่นอุทาน “ท่านผู้บัญชาการคิดจะยึดกว่างหนิงเว่ยอีกหรือ?”
“ก็ไม่ได้จะไปรับเป็นภรรยา มีอะไรให้น่าตกใจนัก?” ฉินฉานถลึงตาใส่เขา แล้วกล่าวต่อ “เหลียวหยางเป็นศูนย์กลางของกองบัญชาการเหลียวตง ทหารใต้บัญชาหลี่เกามีมากกว่าหมื่น พวกเรามีแค่ไม่กี่พันคนจะมีหวังแค่ไหนหากบุกเข้าไป? ยิ่งมีแต้มต่อมากเท่าไร ข้าก็ยิ่งกล้าลงมือกับเขาได้เต็มที่ ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสะสมแต้มต่อนั่นเอง…”
ติงซุ่นพลันเข้าใจกลยุทธ์ทั้งหมดของฉินฉานที่มีต่อเหลียวตง จึงได้แต่ยิ้มเจื่อน “ท่านผู้บัญชาการ ข้ามิได้จะสาดน้ำเย็นใส่ท่าน หากคิดจะยึดใจทหารกว่างหนิงเว่ย ท่านใช้กลอุบายเดียวกับตอนยึดอี้โจวเว่ยคงไม่ได้ผลแน่”
“ทำการสิ่งใด ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ ยึดอี้โจวเว่ยข้าใช้กลอุบาย ยึดกว่างหนิงเว่ยข้าย่อมไม่ใช้วิธีเดิม เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่ให้ใครมองทะลุได้ง่ายๆ หรือ?”
“แล้วท่านคิดจะใช้วิธีใดหรือ?”
ฉินฉานหัวเราะเย็นๆ สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า กล่าวเสียงหนักว่า “หากเกลี้ยกล่อมไม่ได้ ก็จะบุกเข้าไปเลย! ข้าใช้ทหารห้าพันคนล้อมกว่างหนิงเว่ยไว้โดยรอบ แล้วหยิบราชโองการออกมา หากผู้บัญชาการของกว่างหนิงเว่ยไม่ยอมรับ ก็จะบุกเข้าไปสังหารให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
…………