- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 337 - ธุรกิจหัวคน
337 - ธุรกิจหัวคน
337 - ธุรกิจหัวคน
337 - ธุรกิจหัวคน
เมื่อเห็นหยางจื้อหย่งซาบซึ้งน้ำตานองหน้า เอ่ยว่าพร้อมสละชีวิตเพื่อตอบแทน ฉินฉานก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
สำหรับเด็กผู้หนึ่งที่บ้านแตกสาแหรกขาด การมีชีวิตรอดต่อไปได้ก็นับว่าเป็นโชคดีล้นเหลือแล้ว ส่วนเรื่องสายสกุลนามสกุล สำหรับเด็กเช่นนี้แล้วหาใช่เรื่องสำคัญไม่
ฉินฉานได้มอบชื่อใหม่พร้อมแซ่ใหม่แก่เขา ชื่อจริงแซ่จริงที่ออกจากปากบุคคลสำคัญเช่นนี้ จะกลายเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิตเขา วันหน้าเมื่อเขารบในสนามรบฆ่าศัตรูสร้างผลงาน หรือกลายเป็นขุนพลแห่งดินแดนหนึ่ง หยางจื้อหย่งก็อาจสถาปนาศาลบรรพชนขึ้นมาใหม่ และเขาผู้นี้ก็จะเป็นผู้นำรุ่นแรกของตระกูลหยาง ต่อมาจะแตกแขนงสืบเชื้อสายไปเรื่อยๆ ส่งต่อแซ่ที่ฉินฉานตั้งให้นี้จากรุ่นสู่รุ่น
สิ่งที่ฉินฉานมอบให้เขา ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อ หากแต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้ใดมีชื่อมีแซ่ผู้นั้นจึงจะนับว่าเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ หยางจื้อหย่งน้อมรับศักดิ์ศรีนี้ด้วยใจ
เขาคุกเข่ากระแทกพื้นอย่างแรงสามครั้ง จากนั้นลุกขึ้นยืนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา แล้วหันไปยกธงหลวงที่แสดงฐานะทูตพิเศษขึ้นแบกบนบ่าที่ผ่ายผอม ธงใหญ่สะบัดสะบิ้งกลางสายลมแรงบนที่ราบอันว่างเปล่า
ฉินฉานมองดูเหล่าเยาวชนทหารห้าร้อยนายเบื้องหน้าด้วยแววตาชื่นชม คนเหล่านี้คือกำลังหลักในภายภาคหน้า เป็นความหวังของเขา อีกไม่นานพวกเขาจะได้รับอาวุธทันสมัยที่สุดของต้าหมิง ศึกษาความรู้ด้านการทหารที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคนี้ เข้ารับการฝึกอันเข้มงวดกว่าทหารเว่ยซั่วทุกนาย
ทุกสิ่งล้วนเพื่อวันหนึ่งที่พวกเขาจะสามารถโลดแล่นไร้เทียมทานบนแผ่นดินต้าหมิง และดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ แพร่กระจายรูปลักษณ์ใหม่เช่นนี้ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของต้าหมิง และทุกกองทัพทั้งปวง
ขบวนพิธีเคลื่อนไปต่อ เส้นทางยังคงเวิ้งว้างไร้ผู้คน ดินแดนนี้ไม่เหมือนชาติปางก่อนที่ทุกระยะไม่กี่ลี้ก็จะพบหมู่บ้านหรือเมืองเล็กเมืองน้อย ที่นี่แผ่นดินก็ยังคงเป็นแผ่นดิน ป่ายังคงเป็นป่า กระนั้นบนผืนดินอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ที่ควรจะมีร่องรอยของมนุษย์อาศัยสืบพันธุ์กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคน มีเพียงสัตว์ป่านกกา บรรยากาศรอบด้านเงียบงันราวกับเหยียบเข้าสู่แดนมรณะ
ดินแดนนอกด่านกว้างใหญ่นัก ทว่าผู้คนกลับมีน้อยเหลือเกิน เหล่าขุนนางมากมายในท้องพระโรงเอาแต่ทำหน้าตาขึงขังกล่าวโทษด่าว่าผู้อื่น ทว่าลับหลังก็พากันโกงกินกอบโกยที่ดินกันอย่างบ้าคลั่ง แผ่นดินนอกด่านนี้อุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ ไฉนจึงไม่มีใครไปกอบโกยเอาดินที่นั่น?
เดินทางมาได้สองวัน สายลับที่ล่วงหน้าไปสำรวจได้วิ่งมารายงานว่าข้างหน้าพบร่องรอยผู้คนแล้ว
ฉินฉานดีใจนัก การมาเหลียวตงครานี้ เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อสะสางความขัดแย้งระหว่างหลี่เกาและตั่วเอี้ยน เขายังหวังจะเรียนรู้วิถีชีวิตของราษฎรนอกด่านเพิ่มเติม สำรวจความทุกข์ยากของพวกเขา ทว่าดินแดนนอกด่านเป็นพื้นที่ที่มีสงครามบ่อยครั้ง ชาวบ้านจึงพากันอพยพหนีภัย หลังจากเดินทางมาหลายวันก็เพิ่งจะเห็นเค้าร่างของผู้คน
เขากำลังจะควบม้าไปพูดคุยกับราษฎรด้วยตนเอง ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากทิศทางด้านหน้า
ติงซุ่นที่อยู่ข้างกายพลันสีหน้าเปลี่ยน กำมีดไว้ในมือทันทีแล้วตะโกนเสียงดัง “คุ้มกันทูตพิเศษ ทุกคนตั้งขบวน!”
ทันใดนั้น ทหารหนุ่มห้าร้อยนายเบื้องหน้าต่างก็ชักไม้ออกมากระจายตัวโดยมีฉินฉานเป็นจุดศูนย์กลาง วางโล่ไว้ด้านนอก ตั้งไม้ไว้ด้านใน กลายเป็นขบวนกลมสำหรับรบที่พร้อมรุกและรับ
ฉินฉานเห็นพวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็ว ขบวนเหนียวแน่นเป็นระเบียบ ไม่ตื่นตระหนก จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่จิ่นเฉวียนอย่างชมเชย รู้สึกว่าตนเก็บเพชรมาล้ำค่า ไม่คาดคิดว่าชายผู้นี้จะฝึกทหารได้เก่งขนาดนี้
หากรู้เช่นนี้แต่แรก ก็ควรห้ามตู้เหยียนไม่ให้ตบหน้าชายผู้นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ตบจนโง่ไปหรือไม่ หากไม่โง่ อาจฝึกทหารได้ดียิ่งกว่านี้...
หลังเสียงกรีดร้องผ่านไปไม่นาน ก็มีร่างหลายสิบวิ่งกรูมาตรงทางขบวนของฉินฉาน คนที่วิ่งนำหน้าคือชาวบ้านสวมเสื้อผ้าผ้ากระสอบผ้าปอกล้วยไม่กี่คน ส่วนด้านหลังกลับมีทหารในเครื่องแบบสีแดงเข้มจำนวนมากกำลังไล่ตามมา
ศัตรูยังไม่แน่ชัด ทหารหนุ่มทั้งห้าร้อยกำไม้แน่น สีหน้าก็ตึงเครียดมากขึ้น
ฉินฉานมองไกลๆ เห็นทหารไล่ฆ่าราษฎร จึงรู้สึกไม่ชอบมาพากล คิดจะสั่งให้ช่วยเหลือ ทว่าติงซุ่นเอ่ยว่า “ท่านผู้บัญชาการอย่าเพิ่งใจร้อน ดูก่อนดีกว่า ดินแดนนอกด่านนี้ราวกับถ้ำมังกรรังเสือ ระวังไว้ไม่เสียหาย...”
ฉินฉานจึงอดกลั้นใจพยักหน้า ติงซุ่นกล่าวไม่ผิด โลกยุทธภพลึกลับอันตราย ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์เบื้องหน้านี้ไม่ใช่การแสดง? หากข้างตนวุ่นวายขึ้นมาแล้วถูกหลอกเข้าลวงตลบหลังก็เป็นเรื่องน่าขัน
ระหว่างพูดไม่กี่ประโยค ชาวบ้านกลุ่มนั้นก็วิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้น เห็นว่าข้างหน้ามีกองทัพใหญ่อยู่ก็พากันโบกมือร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง ส่วนทหารที่ไล่ตามมากลับไม่สนใจว่าข้างหน้าจะมีกองทัพถึงสองพันคน ยังคงไล่ไม่ลดละราวกับฝูงหมาป่าที่จ้องเหยื่อ พอทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กันถึงราวหลายสิบวา ทหารผู้หนึ่งก็ชักดาบฟันชาวบ้านคนหนึ่งล้มลงอย่างเหี้ยมโหด
ฉินฉานอยู่ใกล้จึงเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น พบว่าชาวบ้านเหล่านั้นผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่รูปร่างหน้าตาเป็นชาวฮั่นแท้ๆ ส่วนทหารด้านหลังแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารต้าหมิงสีกึ่งแดงเข้ม ใส่หมวกเหล็กขอบกลม ถือไม้และดาบใหญ่ตรงตามมาตรฐานของทหารต้าหมิง
ฉินฉานถึงกับตกตะลึง สีหน้าเปลี่ยนเป็นทั้งตกใจและโกรธ “ทหารต้าหมิงไล่ฆ่าราษฎรต้าหมิง? นี่มันเรื่องอันใดกัน? ติงซุ่น! ไปช่วยคนเดี๋ยวนี้!”
“รับทราบ!”
ติงซุ่นสะบัดมือ ส่งทหารหนุ่มกว่าร้อยคนใช้ไม้พุ่งเข้าใส่ทหารที่ไล่ล่ามานั้น
ทหารกลุ่มนั้นตอนแรกนึกว่าขบวนของฉินฉานเป็นเพียงกองทหารเว่ยซั่วที่ลาดตระเวนตามปกติ ทว่าพอเข้าใกล้ถึงได้เห็นธงหลวงลายมังกรสีทองและป้ายราชการที่โอ่อ่าทั้งสองแถวเบื้องหน้า พวกเขาพากันตกใจ หยุดฝีเท้ามองหน้ากันอย่างตื่นตระหนก จากนั้นก็ละทิ้งการไล่ล่าแล้วหันหลังหนี
ทว่าเวลานั้นจะหนีก็ไม่ทันแล้ว ติงซุ่นนำทหารหนุ่มกว่าร้อยคนโถมเข้ามา ฉินฉานที่นั่งอยู่บนหลังม้ามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่วิ่งเร็วสุดในการไล่ล่ากลับเป็นหยางจื้อหย่งที่เพิ่งรับชื่อใหม่จากเขา
เพียงชื่อธรรมดาชื่อหนึ่ง ราวกับมอบพลังใจและความกล้าหาญไม่สิ้นสุดให้แก่เขา
ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กันเรื่อยๆ หยางจื้อหย่งห่างจากพวกทหารเพียงไม่กี่ก้าว ติงซุ่นร้องตะโกนจากด้านหลังของเขาอย่างเหมาะเจาะว่า “หากไม่ยอมจำนน ฆ่าทิ้งเสียในที่!”
หยางจื้อหย่งที่กำลังวิ่งกัดฟันแน่น ใช้หอกในมือเป็นหอกซัดขึ้นฟ้า แทงทะลุร่างทหารนายหนึ่งเสียงดังลั่น เมื่อเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ทหารที่เหลือก็ยิ่งแตกตื่นกระเจิง ทหารหนุ่มด้านหลังก็เอาเยี่ยงอย่าง หยิบหอกซัดออกไปทีละเล่ม ทีละเล่ม เสียงร้องระงมดังสนั่น ในที่สุดพวกทหารก็ขวัญเสีย หยุดหนี คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกัน
“อย่าฆ่า! พวกเรายอมแล้ว! ยอมแล้ว!”
ฉินฉานนัยน์ตาลุกเป็นไฟ
แค่เรื่องไล่ฆ่าราษฎรยังไม่ต้องพูดถึง เฉพาะการที่เพียงสัมผัสเดียวก็ยอมแพ้เช่นนี้ ก็ไม่เหลือแม้แต่เงาของศักดิ์ศรีทหารชายแดน
ในห้วงความคิด ฉินฉานราวกับได้ย้อนกลับไปเห็นเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ฉงหมิงต่อต้านโจรสลัด วีรชนเว่ยซั่วที่พ่ายแพ้เพียงประทะแรก
ต้าหมิงป่วยแล้ว และโรคนี้ไม่แยกเหนือใต้
ทหารหลายสิบคนถูกมัดมือไพล่หลัง คุกเข่าเรียงแถวหน้าม้าของฉินฉาน ศีรษะก้มต่ำ ตัวสั่นงันงก ส่วนชาวบ้านที่รอดชีวิตไม่กี่คนนั้น หาได้แสดงความยินดีไม่ ใบหน้าของพวกเขาแข็งทื่อ ความเป็นอยู่ไม่หลงเหลือความสุขใดๆ การวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดดูเหมือนเป็นเพียงสัญชาตญาณอันเลือนรางของการเอาชีวิตรอด หากจะกล่าวให้ถูก คนเหล่านี้มิได้มีสภาพเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว หากแต่คล้ายซากไร้วิญญาณและจิตใจที่หลงเหลือเพียงร่างกาย
สายตาของฉินฉานเย็นเฉียบ
การฆ่าคนนั้นหาใช่เรื่องใหญ่อันใด ตัวเขาเองก็เคยฆ่า แต่จำต้องมีขอบเขต ต่อให้ขอบเขตนั้นต่ำเตี้ยแค่ไหน ก็ต้องมี
กองทัพที่หันอาวุธใส่ราษฎร นั่นคือการกระทำที่เกินขอบเขตอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร ก็ล้วนเป็นการกระทำเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
“ติงซุ่น ส่งคนไปสอบสวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“รับทราบ!”
วิธีการบีบบังคับของกององครักษ์เสื้อแพรนั้นหลากหลายเกินคาด อยากจะเค้นเอาความจากทหารที่ขวัญหนีดีฝ่อเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารที่มีบาดแผลเต็มตัวเหล่านั้นก็รีบคายความออกมาจนหมด ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงเรื่องปัจจุบันก็ล้วนกล่าวออกมาอย่างชัดเจน
ราษฎรเหล่านี้เป็นพรานจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในดินแดนนอกด่าน เดิมพวกเขาก็เป็นชาวนาธรรมดา แต่บริเวณชายแดนต้าหมิงไม่เคยสงบสุข ข้าวกล้าข้าวสาลีที่ลงแรงปลูกมาทั้งปี พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็มีทั้งตาตาร์ ตั่วเอี้ยน หรือแม้แต่ทหารเว่ยซั่วของต้าหมิงเองมาแย่งชิง ผลแห่งแรงงานหนึ่งปีกลับไม่เหลืออะไรเลย สุดท้ายก็ต้องอาศัยการล่าสัตว์ป่าเพื่อยังชีพ
ราษฎรเหล่านี้อาลัยถิ่นฐาน ไม่อยากละทิ้งผืนดินเดิม ทำนาก็ไม่มีความหวัง เพราะผลผลิตก็ต้องตกเป็นของผู้อื่น สุดท้ายจึงพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือ เปลี่ยนตัวเองเป็นพรานโดยสมบูรณ์ อาศัยการล่าเป็นวิถีดำรงชีวิต หากมีพวกตาตาร์หรือทหารเข้ามาปล้นสะดม พวกเขาก็จะหนีเข้าป่า เพราะป่าไม้คือจุดอ่อนของตาตาร์และทหาร เมื่อเข้าไปในป่า ทั้งหมู่บ้านก็อาจยังมีโอกาสรอดชีวิต
เหตุที่พวกทหารไล่ล่าราษฎรกลุ่มนี้ก็ง่ายแสนง่าย การฆ่าคนบริสุทธิ์แล้วอ้างว่าเป็นผลงานกลับกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทหารชายแดนเหลียวตง พวกเขาฆ่าราษฎรก็เพื่อจะเอาผลงานแลกรางวัล พอฆ่าราษฎรเสร็จก็จะตัดศีรษะมา โกนผมออกให้เหลือเพียงส่วนหน้าผากและเปียสามเส้นข้างศีรษะ จากนั้นนำศีรษะไปแช่ปูนขาวแบบดิบ เพียงเท่านี้ศีรษะนั้นก็จะดูคล้ายกับศีรษะของชาวมองโกลตาตาร์
นำศีรษะเหล่านั้นไปมอบให้หัวหน้าหน่วยเว่ยซั่วหรือขุนพันก็จะได้รับเงินรางวัล หัวละครึ่งตำลึงไปจนถึงหนึ่งตำลึง หัวหน้าหน่วยเว่ยซั่วก็จะรวบรวมศีรษะส่งต่อไปยังจวนผู้บัญชาการใหญ่เหลียวตง จากนั้นหลี่เกาก็จะนำศีรษะเหล่านั้นรวมกันใส่รถขนาดใหญ่หลายฉานแนบไปพร้อมกับรายงานชัยชนะส่งถึงเมืองหลวง...
ฉินฉานฟังไปใบหน้าก็ยิ่งบึ้งตึง ตัวสั่นเทิ้มไม่อาจกดกลั้น เหลียวตง...ดินแดนนอกด่านแห่งนี้...มันเป็นนรกบนดินชัดๆ!
ศีรษะของราษฎรธรรมดาทีละหัว ทีละหัว เพียงแค่ตกแต่งเล็กน้อยก็กลายเป็นรายงานชัยชนะ นี่ไม่ใช่การคุ้มกันชายแดน หากแต่หลี่เกากำลังทำธุรกิจหัวคน!
รอบด้านเงียบงัน ทหารหนุ่มทั้งหลายแม้จะเป็นเพียงผู้ลี้ภัย แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่าบนโลกนี้ยังมีเรื่องอำมหิตถึงเพียงนี้ สีหน้าของแต่ละคนจึงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ฉินฉานแหงนหน้าหลับตา พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ จิตสังหารที่แรงกล้าก่อเกิดขึ้นในใจอย่างมิอาจห้ามได้ จิตสังหารนี้หาได้มีเพียงต่อทหารเหล่านี้เบื้องหน้าเท่านั้น
“ติงซุ่น...”
“ข้าน้อยอยู่ที่นี่!”
ฉินฉานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมืออย่างเรียบเฉย “พวกเดรัจฉานนี่ ฆ่าทิ้งให้หมด”
“รับทราบ!” ดวงตาติงซุ่นวาบด้วยแววอำมหิต เขาชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว ฟันใส่ทหารเหลียวตงผู้หนึ่งล้มลง ทหารหนุ่มคนอื่นๆ เห็นเขาลงมือ ต่างก็ยกไม้ในมือขึ้น สีหน้าอ่อนเยาว์แต่แฝงความโหดเหี้ยม แทงไม้ใส่ไปพร้อมกัน เสียงร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวังดังลั่น ก่อนทหารเหลียวตงจะล้มกลิ้งลงในสระเลือด
จนกระทั่งทหารคนสุดท้ายสิ้นใจ ชาวบ้านที่เคยถูกไล่ล่าก็เพิ่งจะกลับมามีแววตาแห่งชีวิตอีกครั้ง พวกเขานั่งนิ่งอยู่บนพื้นดินเย็นเยียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็โหยหวนราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ พุ่งเข้าใส่ร่างศพของเหล่าทหาร ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งกัด บางคนถึงกับกัดเนื้อจากร่างทหารเหล่านั้นแล้วกลืนลงไปทั้งเลือดสดๆ อย่างบ้าคลั่ง
ลมพายุกรรโชกยังไม่หยุด เสียงคร่ำครวญผสมน้ำตาและโลหิตพลันดังโหยหวนปลิวไปตามสายลม
………………