- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 302 - โชควาสนาของหลิวจิ่น
302 - โชควาสนาของหลิวจิ่น
302 - โชควาสนาของหลิวจิ่น
302 - โชควาสนาของหลิวจิ่น
การไปส่งหลิวเจี้ยนกับเซี่ยเชียน เป็นเพียงเพราะพวกเขาคือขุนนางเอกในยุคของหงจื้อ พวกเขาคือผู้ช่วยฮ่องเต้หงจื้อฟื้นฟูราชวงศ์หมิงจนถึงจุดรุ่งเรืองสูงสุด เพียงด้วยเหตุผลนี้ ก็สมควรได้รับความเคารพจากฉินฉานแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่เขาแอบออกไปนอกเมืองเพื่อส่งพวกเขาในวันนี้
ผู้ที่ควรไปก็ไปแล้ว ผู้ที่เหลืออยู่ก็ยังต้องต่อสู้ต่อ หลิวเจี้ยนกับเซี่ยเชียนไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้วความฝันของฉินฉานไม่ได้ต่างจากพวกเขาเลย เขาก็ต้องการให้ต้าหมิงเข้มแข็ง ราษฎรมั่งคั่ง ทหารกล้า เขาอยากเปลี่ยนแปลงยุคสมัยนี้ เพียงแต่ใช้วิธีไม่เหมือนกัน จึงกลายเป็นขุนนางชั่ว เป็นพวกนอกรีตในสายตาผู้อื่น
แต่ฉินฉานไม่ใส่ใจ ราชวงศ์นี้ที่เต็มไปด้วยความเสียใจและความผิดพลาด เพราะเขาเข้ามา วันหนึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน อีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้า หากหลิวเจี้ยนกับเซี่ยเชียนยังมีชีวิตอยู่ ฉินฉานยินดีเชิญพวกเขากลับมาจากบ้านเกิด ให้พวกเขาได้เห็นกับตาตนเอง แล้วในท่ามกลางความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ของยุคนั้น ค่อยมาตัดสินตนเอง และคนอื่นอย่างเป็นธรรม
...
หลังจากอำลาหลี่ตงหยาง ฉินฉานไม่ได้กลับเมือง แต่ตามติงซุ่นไปยังเรือนเกษตรร้างแห่งหนึ่งนอกเขตตะวันออกของเมือง
เรือนเกษตรนี้ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกองครักษ์ตงฉ่างก่อเหตุร้าย พวกเดนคนในตงฉ่างบางคนฉวยโอกาสหลบหนีจากเมืองไปก่อกรรมในชนบท เจ้าของเรือนแห่งนี้ก็ถูกพวกมันฆ่าตาย ลูกสาวสองคนวัยสิบสามปีก็ถูกทารุณนานถึงสองวันสองคืน
พอฝ่ายองค์รักษ์เสื้อแพรได้รับข่าว ติงซุ่นก็นำคนไปฆ่าพวกเดนคนเหล่านั้นเสีย แต่ครอบครัวในเรือนเกษตรก็ถูกฆ่าตายหมดสิ้น ส่วนพี่น้องสองสาวที่รอดชีวิตก็ถูกกระทำจนแทบไม่เหลือสภาพ หลังได้รับอิสรภาพก็ราวกับสัตว์ป่าหลุดจากกรง กัดกินใบหน้าของศพองครักษ์ตงฉ่างอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะกระโดดลงบ่อน้ำฆ่าตัวตายตามกันไป
เมื่อฉินฉานได้ฟังเรื่องราวโศกนาฏกรรมนี้จากน้ำเสียงสะเทือนใจของติงซุ่น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม คำว่า “สัตว์เดรัจฉาน!” พลันหลุดจากไรฟันอย่างเย็นเยือก
เขายิ่งมั่นใจว่า การสังหารใหญ่ตงฉ่างเมื่อคราวก่อนคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง ตงฉ่างจำเป็นต้องล้างด้วยเลือด การตายขององครักษ์กว่าสองพันคน นับว่าได้ช่วยให้ประชาชนมากมายนับไม่ถ้วนหลุดพ้นจากโศกนาฏกรรมเช่นนี้
การขจัดภัยให้ประชาชนอย่างแท้จริง ดีมาก
เด็กหนุ่มห้าร้อยคนที่ติงซุ่นคัดเลือกจากค่ายผู้อพยพก็อาศัยอยู่ในเรือนแห่งนี้
ฉินฉานมาถึงพร้อมกับติงซุ่น เด็กหนุ่มห้าร้อยคนสวมเสื้อผ้าหยาบๆ สีฟ้า นั่งบ้าง ยืนบ้างอยู่ทั่วลานในเรือนเกษตร คนละถ้วยโจ๊ก กินคู่กับขนมปังผักอย่างเอร็ดอร่อย
ติงซุ่นผลักประตูไม้ไผ่ที่ล้อมลาน แล้วตะโกนเสียงดัง “ลุกให้หมดโว้ย! พวกเจ้าหิวจนชาติปางก่อนหรืออย่างไร? นายท่านของพวกเรามาแล้ว ลุกขึ้นมาคารวะกันให้หมด!”
เด็กหนุ่มเหล่านั้นมีสีหน้าตกใจและลังเล ลุกขึ้นเป็นกลุ่มๆ ติงซุ่นมองด้วยสายตาดุดัน ถีบเด็กคนหนึ่งที่ยังลังเลจนกลิ้งไปหลายตลบ
ฉินฉานขมวดคิ้ว ติงซุ่นรีบยิ้มแก้เก้อ “ท่านอย่าใส่ใจ ทหารต้องฝึกกันอย่างนี้ ไม่ตีก็ไม่จำ!”
ฉินฉานจึงหันไปดูเด็กๆ เหล่านั้น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว รูปร่างผอมแห้ง แววตาเหนื่อยล้า เห็นชัดว่าเป็นเด็กจากค่ายผู้อพยพ
“พวกเขาล้วนมีประวัติสะอาดใช่หรือไม่?”
ติงซุ่นตอบว่า “สะอาดแน่นอน เมื่อปีก่อนภัยธรรมชาติเกิดบ่อย ฝนท่วมในเจียงหนาน แล้งหนักในเหลียวตง พวกนี้ล้วนเป็นลูกชาวบ้าน ต้องทิ้งบ้านเพราะไม่มีทางทำกิน บ้างก็ครอบครัวตายหมด บ้างก็ยังมีคนในค่ายผู้อพยพรอการช่วยเหลือ พอข้าประกาศรับสมัคร พวกเขาก็แย่งกันมา เพราะอยากได้ข้าวกินสักชาม หรือจะได้ไม่ต้องแย่งอาหารกับคนในบ้าน ให้พ่อแม่กินได้มากขึ้นหน่อย”
ฉินฉานฟังแล้วรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอย่างประหลาด เด็กวัยเพียงสิบกว่าปี พอๆ กับจูโฮ่วจ้าว บางคนเป็นถึงฮ่องเต้ ใช้ชีวิตหรูหราทุกวัน ยังบ่นว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่ตนต้องการ แต่เด็กเหล่านี้กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตคืออะไร พวกเขาแค่พยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ
คราวหน้าต้องพาจูโฮ่วจ้าวมาดู แล้วอบรมให้สำนึกเสียหน่อย
“ติงซุ่น ดูแลพวกเขาให้ดี เด็กพวกนี้คือกำลังหลักของข้าในอนาคต กลับไปเบิกเงินจากกรมปราบปรามฝ่ายเหนือมาหนึ่งหมื่นตำลึง ทุกวันซื้อหมูมาหลายตัว ให้พวกเขาได้กินอิ่มนอนอุ่น พอร่างกายแข็งแรง ค่อยฝึกเป็นทหาร”
“รับทราบ พวกนี้ช่างโชคดีนักที่เจอนายท่านใจดีเช่นนี้” ติงซุ่นประจบอีกคำ จากนั้นก็ถามว่า “นายท่าน ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องเด็กพวกนี้หรือไม่? แล้วในอนาคตจะให้ขึ้นตรงกับองค์รักษ์เสื้อแพร? หรือว่าขึ้นกับกรมทหาร กรมม้า(หน่วยทหารม้ารักษาพระองค์) หรือกองกำลังฝ่ายพิเศษ?”
ฉินฉานรู้ทันเจตนา มุมปากยกยิ้มกล่าว “ยังไม่มีใครรู้เรื่องเด็กพวกนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ข้าก็ยังไม่บอก ถ้าจะพูดให้ถูก เจ้ากำลังทำผิดกฎหมาย รับสมัครทหารโดยพลการ มีโทษฐานก่อกบฏ เจ้าทำเรื่องใหญ่แล้วล่ะ…”
ติงซุ่นอึ้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวทันที
“ตกใจใช่ไหม? เป้ากางเกงเปียกแล้วล่ะสิ? คิดจะหนีเอาตัวรอดใช่ไหม?”
“ท่าน…อย่าเล่นแบบนี้เถอะขอรับ!” ติงซุ่นหน้าซีดเผือด
ฉินฉานหัวเราะลั่น “ดูหน้าข้าเจ้าซิ ข้าชอบแกล้งคนก็จริง แต่จะไม่แกล้งพวกเจ้าที่เป็นลูกน้องเก่าแน่นอน วางใจได้ พรุ่งนี้ฮ่องเต้ก็จะรู้เรื่องพวกเขาแล้ว”
หยุดไปครู่หนึ่ง ฉินฉานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฮ่องเต้ของเราชอบการทหาร เด็กพวกนี้ไม่ใช่แค่กำลังหลักของข้า แต่ยังเป็นกำลังหลักของฮ่องเต้ด้วย ผู้บัญชาการสูงสุดของพวกเขาในนามไม่ใช่ข้า แต่คือฮ่องเต้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาจะกลายเป็นทหารองครักษ์ของฮ่องเต้อย่างแท้จริง ในอนาคต…พวกเขาจะขึ้นสู่สนามรบ ทำศึกเพื่อฮ่องเต้ ขยายดินแดน รุ่งเรืองในอนาคต ทุกคนในหมู่พวกเขาอาจกลายเป็นผู้บัญชาการผู้เกรียงไกรของต้าหมิงได้”
ติงซุ่นพูดอย่างงุนงง “นายท่าน เด็กผอมแห้งพวกนี้ที่ดูเหมือนไม่ได้กินมาหลายชาตินี่หรือจะกลายเป็นผู้บัญชาการ?”
“ต้องเป็นแน่นอน! เพราะมีข้าอยู่ที่นี่”
“นายท่าน…ผู้อื่นเมื่อได้เป็นขุนนางใหญ่ก็มัวแต่หาเงินหรือเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อรักษาอำนาจ แต่ท่านกลับไปเรียกเด็กเหล่านี้มาฝึกทหาร…เพื่ออะไรกันแน่?”
ฉินฉานเงยหน้ามองฟ้า ท้องฟ้าในยามนี้ช่างงดงามยิ่งนัก เป็นสีครามสะอาดกว้างใหญ่สุดสายตา
“ข้า…เพียงอยากหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้ต้าหมิง แล้วค่อยๆ รดน้ำดูแลพวกเขาด้วยใจ เพราะความฝันของข้ามากมาย…ต้องอาศัยพวกเขาช่วยทำให้เป็นจริง”
…
รายชื่อของขวัญยาวเหยียดวางอยู่บนโต๊ะของหลิวจิ่นแห่ง*กรมพิธีการราชสำนัก รายการของขวัญนอกจากเงินแล้ว ยังมีของล้ำค่าและของโบราณหายากนานาชนิด หลิวจิ่นอ่านลงมาทีละบรรทัด สีหน้าเปี่ยมสุข เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกที่ลอดออกมาจากลำคอ ทำให้คนได้ยินขนลุกขนพอง
ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็นขันทีแก่ในวังที่ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้กลับได้นั่งในตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ สมกับเป็น “มหาเสนาบดีฝ่ายใน” ของต้าหมิงโดยแท้ บรรดาผู้กระหายอำนาจทั้งหลายต่างแย่งกันเข้ามาประจบเอาใจ ช่วงนี้มีคนส่งนามบัตรและรายชื่อของขวัญให้เขาไม่ขาดสาย
ปัจจุบันรายรับของคลังหลวงต้าหมิงไม่ถึงล้านตำลึงเมื่อฮ่องเต้จูโฮ่วจ้าวพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าอยากซ่อมสวนพักผ่อน เหล่าขุนนางต่างก็พากันออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหานเหวิน เสนาบดีว่าการกรมพระคลัง ถึงกับร่ำไห้กลางท้องพระโรง กล่าวว่าคลังหลวงขาดดุล ฮ่องเต้ไม่ควรคิดฟุ่มเฟือยให้คลังยิ่งฝืดเคือง ควรตระหนักถึงความมัธยัสถ์ของอดีตฮ่องเต้ ผู้ซึ่งแม้แต่เสื้อคลุมมังกรก็ยังใส่จนขาดไม่ยอมเปลี่ยน อย่าว่าแต่จะซ่อมสวนเลย ของฟุ่มเฟือยพวกนั้นไม่ควรพูดถึงด้วยซ้ำ…
คำร้องไห้อย่างเจ็บปวดของหานเหวินราวกับกล่าวหาว่าการซ่อมสวนเป็นบาปมหันต์ ทุกฮ่องเต้ที่ซ่อมสวนล้วนไม่ใช่กษัตริย์ที่ดี หากจูโฮ่วจ้าวอยากเป็นฮ่องเต้ที่ดี ก็ต้องไม่ซ่อมสวน ไม่เช่นนั้นคือฮ่องเต้ทรราช เป็นสัญญาณแห่งความเสื่อมถอยของพิธีกรรมและคุณธรรม…
ด้วยเหตุนี้ จูโฮ่วจ้าวจึงโกรธจัดถึงขั้นตบโต้วางมวยกับขุนนางอีกครั้ง ทว่าบรรดาขุนนางก็คอตั้งยืดเล่นบทผู้ภักดี “ตายไม่ยอมแพ้” ทำให้จูโฮ่วจ้าวทำอะไรพวกเขาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมล้มเลิกความคิดที่จะซ่อมสวนไปอย่างหงุดหงิด
ในท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายต่างก็ร่ำไห้เรื่องไม่มีเงิน แต่ของขวัญใต้โต๊ะที่หลิวจิ่นได้รับกลับมากเกินหนึ่งล้านตำลึงเข้าไปแล้ว เงินพวกนี้ทำให้หลิวจิ่นตกใจจนใจสั่น เขาไม่เคยลิ้มรสชาติของความร่ำรวยเช่นนี้มาก่อน
แต่ก่อนแม้แค่เงินเล็กน้อยที่พวกขันทีจากตำหนักตะวันออกมาถวายก็ทำให้เขาหน้าบานแล้ว บัดนี้กลับต้องเผชิญภูเขาทอง ภูเขาเงิน และของล้ำค่าในจวนส่วนตัว จนถึงกับตกใจตื่นหลายครั้งในฝัน
แม้จะตกใจ แต่หลิวจิ่นก็เหมือนควบคุมมือของตนเองไม่ได้ มีใครส่งของมาก็รับไว้เสมอไม่ปฏิเสธ
รายชื่อของขวัญในวันนี้ชวนให้ขบคิดไม่น้อย ไม่ใช่เพราะสิ่งของในนั้น แต่เป็นเพราะ “ผู้มอบของ”
ท้ายรายชื่อของขวัญ ลงชื่อไว้ว่า...เจียวฟาง รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมการปกครอง
…….
*กรมพิธีการราชสำนักมีหน้าที่ตรวจฎีกาก่อนจะส่งถึงมือฮ่องเต้ พวกเขาสามารถระงับฎีกาฟ้องร้องของขุนนาง หรือหากต้องการให้ฮ่องเต้พิจารณาเรื่องใดเป็นพิเศษก็สามารถนำเสนอฎีกาได้โดยตรง รวมทั้งยังทำหน้าที่ประทับตราลัญจกรในราชโองการของฮ่องเต้ ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงมีโอกาสเล่นลูกไม้ในราชโองการมากมาย ทำให้ผู้คนต้องประจบเอาใจ
………..