- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 260 - ไม่มีวันเข้ากันได้
260 - ไม่มีวันเข้ากันได้
260 - ไม่มีวันเข้ากันได้
260 - ไม่มีวันเข้ากันได้
จูโฮ่วจ้าวและฉินฉานในชุดบ่าวน้อยนั่งอยู่ในเกี้ยวลับ ลอบออกจากวัง เมื่อถึงหน้าประตูเฉิงเทียน ทั้งสองลงจากเกี้ยว จางหย่งนำทหารองครักษ์ในวังแต่งชุดสามัญจำนวนหลายสิบคน คอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ หลายวา
ก่อนอื่นต้องสืบให้ได้ก่อนว่าที่พำนักของเซี่ยหรูว่าที่พ่อตาของจูโฮ่วจ้าวอยู่ที่ใด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องลำบากนัก ฉินฉานคว้าตัวนายทหารเวรในเครื่องแบบของกององครักษ์เสื้อแพรที่เดินตรวจตราอยู่ข้างทางมาคนหนึ่ง กระซิบสั่งการไม่กี่ประโยค ไม่นานกว่าครึ่งธูปหมดดอก นายทหารคนนั้นก็กลับมาอย่างเร่งรีบ แจ้งที่อยู่ของเซี่ยหรูให้ฉินฉานด้วยความเคารพ
เซี่ยหรูเป็นผู้ช่วยของจงจวินตูตูฝู่แห่งเมืองหลวง ตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหารขั้นสาม ในรัชศกหงจื้อ ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งการแต่งงานนี้เพื่อแสดงพระเมตตาต่อสกุลเซี่ย และยังประทานยศ “ผู้บัญชาการกององค์รักษ์เสื้อแพร” ให้เซี่ยหรูเพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง แต่นั่นเป็นเพียงตำแหน่งเกียรติยศเท่านั้น หาใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจแท้จริงไม่
เรียกว่าตำแหน่งเปล่า คือแม้จะรับเงินเดือนของตำแหน่งนี้ได้ทุกเดือน แต่ไม่อาจใช้อำนาจใดๆ ในตำแหน่งนี้ได้ เพราะมันเป็นเพียงชื่อ ในรัชศกหงจื้อมีขุนนางที่ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกององค์รักษ์เสื้อแพรเช่นนี้อยู่หลายคน แต่ผู้ที่มีอำนาจจริงมีเพียงเม่าปินผู้เดียว
ใครที่บังอาจใช้ตำแหน่งนี้เข้าไปทำอวดเบ่งในที่ว่าการองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือ รับรองว่าผู้บัญชาการเม่าจะนำเครื่องทรมานสารพัดชนิดมาทดสอบปัญญาเจ้าอย่างแน่นอน
บ้านสกุลเซี่ยหาใช่ตระกูลร่ำรวยไม่ เรียกได้ว่าค่อนข้างขัดสนด้วยซ้ำ ที่อยู่ของบ้านเซี่ยหรูคือในตรอกซือเฉิง เขตเมืองเหนือ เป็นบ้านเก่าหลังหนึ่งแบบสี่ชั้นลึก ตัวกำแพงล้อมรอบต่ำเตี้ย ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวเข้ม แม้แต่คู่สิงหินที่หน้าประตูก็ดูเล็กกว่าเรือนขุนนางทั่วไป ท่าทางหมดเรี่ยวแรงโน้มศีรษะอย่างซึมเซา
ฉินฉานกับจูโฮ่วจ้าวเดินสำรวจรอบกำแพงบ้านเซี่ยอยู่นาน ก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลอบเข้าไปอย่างไรดีเพื่อแอบมองสตรีที่เป็นฮองเฮาแห่งต้าหมิงในอนาคต
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉินฉานก็เอื้อมตบไหล่จูโฮ่วจ้าว แล้วชี้ไปที่กำแพง
ตำแหน่งกำแพงนี้อยู่หลังคฤหาสน์ของเซี่ยหรู เป็นส่วนที่อยู่ด้านหลังของเขตในบ้าน หากปีนข้ามไปก็จะอยู่ไม่ไกลจากห้องส่วนตัวของฮองเฮาในอนาคต อีกทั้งบ้านเซี่ยหาใช่รังเสือรังมังกรไม่ องครักษ์ประจำบ้านมีบ้างแต่คงไม่มากนัก
จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเข้าใจ จางหย่งโบกมือไปยังเบื้องหลังทันที เหล่าทหารองครักษ์สิบกว่าคนตรงเข้ามาเรียงตัวต่อกันเป็นชั้นคล้ายบันได อีกสิบกว่าคนกระจายกันรอบบริเวณ รับหน้าที่ระวังเหตุ
จูโฮ่วจ้าวและฉินฉานเหยียบแขนแกร่งของทหารองครักษ์ทีละคน เสมือนเหยียบขั้นบันได ไต่ขึ้นไปยังยอดกำแพงได้โดยง่าย
วันนี้โชคดีเป็นพิเศษ เพียงแค่โผล่ศีรษะพ้นกำแพงแล้วมองเข้าไป จูโฮ่วจ้าวก็ตาเป็นประกายทันที
ภายในกำแพงคือเขตเรือนในของบ้านสกุลเซี่ย กลางลานมีชายวัยกลางคนหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบ สวมชุดขุนนางระดับสามสีแดงเข้ม กลางอกปักลายเสือสง่างาม ข้างเขาคือสตรีวัยสาวในชุดแต่งงานสีแดงเข้ม ด้านข้างนางมีสตรีอีกหลายคนในเครื่องแบบขุนนางฝ่ายในสีเทาน้ำตาล
พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่สำนักฝ่ายในส่งมาเพื่อฝึกสอนกฎระเบียบในวังและธรรมเนียมก่อนออกเรือนให้กับฮองเฮา
บุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวสองคนกลางลานนั้น คงเป็นเซี่ยหรูกับธิดาของเขา ผู้เป็นฮองเฮาในอนาคตของต้าหมิงเป็นแน่
ฉินฉานอดคิดไม่ได้ว่าจูโฮ่วจ้าวช่างโชคดีนัก กล่าวว่าจะออกมาดูหน้าว่าที่ฮองเฮา ก็ได้เห็นจริงตั้งแต่แรกพบ หรือคนที่เกิดมาเป็นฮ่องเต้นั้นล้วนดวงดีเช่นนี้หรือ?
จูโฮ่วจ้าวมิได้รู้สึกว่าโชคดีแต่อย่างใด กลับจ้องเขม็งอย่างตื่นเต้น ทว่าดูไปกลับยิ่งฉายแววสงสัยมากขึ้นทุกที
“ฉินฉาน ข้าว่ามีบางอย่างผิดปกติ…”
“ผิดปกติอะไร?”
“เจ้าดูเซี่ยหรูสิ โอ๊ย! หน้าตาน่ากลัวนัก จมูกบี้ ปากหนา ผิวดำคล้ำ แต่ลูกสาวเขา…ก็ว่าที่ฮองเฮาของข้า หน้าตาขาวผ่อง ปากบาง ตากลมโต สวยหยาดเยิ้มเลยนะ…”
“เช่นนั้น ฝ่าบาทไม่พอพระทัยรูปโฉมของฮองเฮาหรือ อยากได้สาวหน้าตาน่าเกลียดเหมือนเซี่ยหรูอย่างนั้นหรือ?”
จูโฮ่วจ้าวขนลุกซู่ ตวัดตามองฉินฉานด้วยความเคือง “อย่ามาทำให้ข้าคลื่นไส้… ข้าแค่สงสัยว่า สองคนนี้เป็นพ่อลูกกันจริงหรือ? หน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักนิด”
“บางทีตอนคลอดอาจสลับเด็กกับบ้านอื่นก็ได้” ฉินฉานเผลอพูดออกมา
จูโฮ่วจ้าวมองเขาอย่างคั่งแค้น “…………”
“…ถ้าอย่างนั้นเราไปดูบ้านข้างเคียงของสกุลเซี่ยดีไหม เผื่อว่าท่านพ่อตาที่แท้จริงของฝ่าบาทคือท่านอาแห่งบ้านข้างๆ…”
“…………”
ฉินฉานเอ่ยอย่างจริงจัง “หากฝ่าบาทประสงค์จะเป็นฮ่องเต้ทรงธรรม ก็ต้องรู้จักรับฟังคำตักเตือน เรื่องนี้…เป็นไปได้อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ”
…
แม้จะมานั่งหมอบอยู่บนกำแพงบ้านเซี่ยแล้ว ฉินฉานก็ยังรู้สึกเหมือนเรื่องนี้ช่างบ้าบอเหลือเกิน
ฝ่ายหนึ่งคือฮ่องเต้แห่งต้าหมิงในปัจจุบัน อีกฝ่ายคือผู้กุมอำนาจอันดับสองของหน่วยสายลับทั้งแผ่นดิน แต่เวลานี้กลับกลายเป็นเหมือนสองโจรลอบชมความงาม แอบหมอบอยู่บนยอดกำแพง จ้องมองว่าที่ฮองเฮาแห่งแผ่นดินโดยไม่กะพริบตา…มันช่างวิปริตสิ้นดี…
ทว่าจูโฮ่วจ้าวกลับมิรู้สึกว่ามันผิดอะไร การจะดูหน้าภรรยาตัวเองก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ? เรื่องกฎระเบียบพิธีการพวกนั้น ตั้งแต่เรียนที่หอชุนฟางก็ไม่เคยเข้าใจอยู่แล้ว จะให้รู้สึกยำเกรงคงยาก
“ฉินฉาน ว่าอย่างไร? ว่าที่ฮองเฮาของข้าถูกตาต้องใจเจ้าหรือไม่?” จูโฮ่วจ้าวยกคิ้วถามอย่างเย่อหยิ่ง
ฉินฉานยิ้มพยักหน้า “งามระดับล่มเมือง ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทที่ได้ภรรยาเยี่ยงนี้”
ในเรือนชั้นในของบ้านสกุลเซี่ย เซี่ยหรูกล่าวกับบุตรีอยู่สองสามประโยคแล้วจากไป ส่วนว่าที่ฮองเฮาเซี่ยซื่อในชุดพิธีสีแดงสด กำลังฝึกเดินตามคำสั่งของนางกำนัล คือก้าวเดินสามก้าว หยุด แล้วยื่นมือทั้งสองโค้งคำนับ จากนั้นเดินต่ออีกสามก้าว…ไม่อาจเห็นสีผิวชัดเจนนัก ใบหน้าทาแป้งหนาเตอะ จูโฮ่วจ้าวกล่าวว่า “ขาวผ่อง”
แต่ขาวขนาดนี้มันไม่ปกติเสียเลย คล้ายศพในโลงศพเสียมากกว่า ใบหน้าของนางตึงเครียด แววตาเคร่งขรึม ทุกย่างก้าวไม่มีแม้แต่ไหล่จะไหวตาม ถือว่าฝึกหนักจนมั่นคงยิ่งกว่าภูเขาไท่ซาน ทักษะแบบนี้ไม่ใช่หญิงสาวทั่วไปจะมีได้
ในลานมีโต๊ะหินตัวหนึ่ง ดูเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ขณะเซี่ยซื่อเดินผ่าน แขนเสื้อกว้างของชุดพิธีสีแดงสดพลันปัดโดนขอบโต๊ะเข้าเบาๆ
สีหน้าที่เย็นชาไร้อารมณ์ของเซี่ยซื่อพลันเปลี่ยนไป นางรีบถูแขนเสื้อที่เปื้อนด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน นางกำนัลที่อยู่ข้างๆ รีบเข้ามาช่วย กลับถูกนางผลักล้มลงไปกับพื้น เซี่ยซื่อถลึงตาใส่นางหนึ่งที จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “ไปตามคนในเรือนมารื้อโต๊ะหินนี่ออกไปให้หมด”
นางกำนัลชะงักเล็กน้อย ก้มหน้าตอบรับด้วยความอับอาย
…
ไม่รู้ว่าจูโฮ่วจ้าวคิดเช่นไร แต่สำหรับฉินฉานแล้ว แค่มองจากระยะไกลก็รู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย
ตามที่ร่ำลือกันว่าฮองเฮาองค์นี้อายุเท่ากับจูโฮ่วจ้าว คือสิบห้าปีพอดี นิสัยจูโฮ่วจ้าวนั้นตรงไปตรงมา อยากพูดก็พูด อยากทำก็ทำ เป็นธรรมชาติของวัยหนุ่มโดยแท้ และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ฉินฉานยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับพระองค์นอกเหนือจากความสัมพันธ์ในฐานะขุนนาง
แต่ฮองเฮาเซี่ยผู้นี้ ไม่ใช่คนประเภทเดียวกับจูโฮ่วจ้าวและฉินฉาน นางให้ความสำคัญกับชุดฮองเฮาที่สวมอยู่นั้นมากเกินไป
จูโฮ่วจ้าวยังคงยิ้มพลางมองเซี่ยซื่อ หากกล่าวถึงรูปโฉม นางนับว่าโฉมงามจับตายิ่ง แม้จูโฮ่วจ้าวยังไม่รู้ความในเรื่องความรักชายหญิงมากนัก แต่ก็พอรู้แยกแยะงามขี้เหร่ รูปลักษณ์ของเซี่ยซื่อย่อมได้คะแนนสูงลิ่วในใจของเขา
แต่เมื่อถึงฉากที่นางแขนเสื้อไปโดนโต๊ะหิน และปฏิบัติต่อสาวใช้ด้วยความหยาบคาย สีหน้ายิ้มแย้มของจูโฮ่วจ้าวก็พลันเปลี่ยนไป
เห็นเพียงเศษเสี้ยว ก็รู้ใจทั้งหมด
สีหน้าของจูโฮ่วจ้าวปรากฏความผิดหวังอย่างเด่นชัด มนุษย์นั้นบางคราย่อมมีสัมผัสบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เมื่อเซี่ยซื่อเอ่ยประโยคนั้นออกมา จูโฮ่วจ้าวก็แน่ใจในใจทันทีว่า ตนกับนางไม่มีวันเข้ากันได้
“นี่…คือภรรยาที่พระบิดาและขุนนางทั้งหลายหาให้ข้าหรือ?” จูโฮ่วจ้าวพึมพำอย่างเหม่อลอย
“ฝ่าบาท…”
จูโฮ่วจ้าวหันไปมองฉินฉาน แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าลึก “ฉินฉาน คนที่จะใช้ชีวิตกับข้าไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ภรรยา แต่คือฮองเฮา ใช่หรือไม่?”
ฉินฉานถอนใจไม่กล่าวคำ
ในสายตาคนทั่วไป เซี่ยซื่อเป็นทั้งฮองเฮาและภรรยา แต่ฉินฉานเข้าใจความหมายของจูโฮ่วจ้าว พระองค์ไม่ต้องการ ‘ฮองเฮา’
………