- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 254 - งานเลี้ยงยามค่ำคืน (ต้น)
254 - งานเลี้ยงยามค่ำคืน (ต้น)
254 - งานเลี้ยงยามค่ำคืน (ต้น)
254 - งานเลี้ยงยามค่ำคืน (ต้น)
ติงซุ่นเป็นคนหัวไว ฉลาดทั้งในการทำงานและการสังเกตสีหน้าคน หากมิใช่เช่นนี้ ฉินฉานก็คงไม่ไว้ใจเขาเช่นทุกวันนี้
เห็นฉินฉานขมวดคิ้วแน่น ติงซุ่นก็รู้ทันทีว่า นายของตนไม่พอใจ
จึงรีบเดินไปขวางทางหญิงสาว ควักเงินสองแท่งหนักแท่งละสิบตำลึงจากแขนเสื้อ ส่งให้นาง แล้วพูดพร้อมยิ้มว่า “เสื้อผ้าของโสเภณีเหล่านี้มีอะไรให้ซักนัก มันจะเปื้อนมือนางหมด ข้าคือขุนพลในกรมรักษาความสงบภายในเมืองหลวง กรมของเรามีคนอยู่เป็นร้อยๆ เสื้อผ้าของพวกนั้นก็ต้องซักเหมือนกัน หากแม่นางไม่รังเกียจความหยาบของพวกทหารอย่างพวกเรา ลองรับงานนี้ดูไหม? เสื้อผ้าหนึ่งชิ้นห้าเหวิน เริ่มงานพรุ่งนี้เช้ายามเม่า รับรองไม่เบี้ยวค่าจ้าง เงินนี่เป็นค่ามัดจำ แม่นางรับไว้เถิด”
หญิงสาวจ้องเงินในมือด้วยความตกตะลึง เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าซื่อสัตย์ของติงซุ่น แล้วกัดริมฝีปากเบาๆ คำนับอย่างอ่อนช้อยท่าทางเหมือนเคยได้รับการอบรมมาอย่างดี
“ขอบพระคุณท่านขุนพลเจ้าค่ะ ค่ามัดจำของท่านมากเกินไป อีกทั้งข้ารับซักผ้าในราคาสี่เหวินต่อชิ้นเท่านั้น ไม่กล้าขูดรีดท่านเจ้าค่ะ ซักให้ท่านทั้งหลายก็คิดเพียงสี่เหวิน”
ติงซุ่นหัวเราะ “ให้เพิ่มเหวินหนึ่งจะเป็นอะไรไปเล่า?”
หญิงสาวกลับยืนยันแน่วแน่ “เงินที่ไม่เป็นของข้า ข้าจะไม่รับแม้แต่เหวินเดียว แค่สี่เหวินเท่านั้น พรุ่งนี้เช้ายามเม่า ข้าจะไปที่ตรอกหลิวในเมืองหลวง”
ขณะที่ทั้งสองคุยกัน ฉินฉานกลับหันหลังให้พวกเขา จ้องมองภาพเขียนน้ำหมึกบนผนังโถงใหญ่ด้วยความเหม่อลอย ไม่กล้ามองหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง ความรู้สึกหลากหลายเมื่อครู่ทำให้เขาเกิดความกลัว
ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ เขาไม่อาจให้ความรู้สึกเช่นนั้นมาครอบงำตนได้ มันอันตรายเกินไป
เขาจึงเลือกที่จะหันหลังให้นาง ตั้งใจไม่หันกลับไปมอง
หญิงสาวคำนับติงซุ่นอีกครั้งแล้วจากไป ก่อนจะเดินออกไป นางดูเหมือนจะรู้สึกบางอย่าง หันกลับไปมองแผ่นหลังของฉินฉาน ใบหน้าฉายแววตกตะลึง แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้ ชั่วขณะหนึ่งที่นางงุนงง ก่อนจะหมุนกายจากไป
ติงซุ่นเดินกลับมาหาฉินฉานแล้วยิ้ม “นายท่าน เรื่องเรียบร้อยแล้ว”
ฉินฉานหันมายิ้มบางๆ “ทำได้ดี”
“หญิงสาวนางนั้นใบหน้างามล่มเมือง หรือว่าท่าน… หากท่านมีใจ ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”
ฉินฉานหัวเราะด่า “เจ้าคิดว่าทุกคนจะมีจิตใจต่ำตมเหมือนเจ้าหรือ? ไปสั่งคนในกรมของเจ้าด้วย ผู้หญิงคนนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน เงินที่ได้มาสะอาดบริสุทธิ์ ห้ามใครไปรังแกนาง ถ้าใครกล้าลอง ข้าจะจับมันตอนแล้วส่งเข้าวังไปเป็นสายสืบให้ข้าอยู่ข้างตัวหวังเยว่!”
“รับทราบ ไม่กล้ารังแกนางเด็ดขาด”
ฉินฉานจ้องมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวจากไป แล้วพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ไร้หนทางดอกไม้ร่วงโรย สุดท้ายราวกับนกนางแอ่นหวนกลับ… เอี้ยนไหลโหลว ชื่อดีจริงๆ”
ห้องในเอี้ยนไหลโหลวล้วนสง่างาม ทุกห้องล้วนตั้งชื่อจากชื่อกลอน เช่น “เหนียนหนูเจียว” “หลินเจียงเซียน” “หรูเมิ่งหลิ่ง” ฯลฯ ห้องที่ฉินฉานเลือกมีชื่อว่า “ฮ่าวซื่อจิ้น” เป็นชื่อที่ดูสูงส่งและเปี่ยมมงคล
หนิงอ๋องจูเฉินฮ่าวและผู้ตรวจราชการตู้ฉงหลงมาตรงเวลา พวกเขาตัดสินใจจะซื้อใจฉินฉานแล้ว จูเฉินฮ่าวก็ไม่คิดจะทำตัวหยาบคายโดยจงใจมาสายเพื่อเหยียดหยามเจ้าภาพ นั่นเป็นพฤติกรรมที่เด็กเกินไป
หากคิดจะซื้อใจก็ต้องแสดงความเคารพในผู้มีความสามารถ และในข้อนี้ จูเฉินฮ่าวก็แสดงให้เห็นถึงความใจกว้าง
ผู้ตรวจราชการตู้ฉงหลงเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างไม่เร่งรีบ ริมฝีปากมีรอยยิ้มจางๆ ดูเหมือนสุภาพ แต่ที่แท้แฝงด้วยความดูแคลนที่ยากจะสังเกต
บางคนก็เหมือนเทียนไข ไม่จุดก็ไม่สว่าง เช่นฉินฉาน รองผู้บัญชาการองค์รักษ์เสื้อแพร หลังถูกเล่นงานอยู่หลายวัน ตอนนี้ก็สงบเสงี่ยมขึ้นไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นในใจตู้ฉงหลงจึงเบาสบาย มางานเลี้ยงด้วยท่าทีของผู้ที่มาโปรด เขาแม้จะเป็นเพียงขุนนางระดับเจ็ด แต่ในฐานะขุนนางพลเรือน ก็ยังกล้าตำหนิฮ่องเต้ได้ แล้วขุนนางทหารชั้นสามอย่างฉินฉานจะนับเป็นอะไร?
การมาครั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่หน้าหนิงอ๋องเท่านั้น ส่วนฉินฉานยังไม่มีคุณสมบัติให้เขายอมมาด้วยตนเอง
ฉินฉานยืนรอต้อนรับอยู่หน้าห้อง เห็นหนิงอ๋องเดินมา ก็ยิ้มออกแล้วคำนับกล่าวว่า “ท่านอ๋อง และท่านตู้มาเยือนถึงที่ กระหม่อมดูแลไม่ทั่วถึง ขออภัยอย่างสูง”
จูเฉินฮ่าวหัวเราะเสียงดัง แหงนหน้ามองชื่อห้องแล้วเอ่ยอย่างพอใจว่า “ฮ่าวซื่อจิ้น ชื่อดีนัก ฟังแล้วเป็นมงคลอย่างยิ่ง…”
ตู้ฉงหลงดูเหมือนจะทนไม่ได้กับความไม่รู้หนังสือของหนิงอ๋อง จึงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฮ่าวซื่อจิ้นเป็นชื่อกลอนที่ล้ำเลิศ กระหม่อมจำได้ว่ากวีสตรีอี้อันจวีซื่อในสมัยซ่งมีบทหนึ่งว่า ‘จำได้เมื่อดอกไห่ถัง(เชอรี่)บาน คือยามที่ฤดูใบไม้ผลิกำลังโศกเศร้า…’ จากนั้นขึ้นบทถัดไปว่า ‘ความฝันเศร้าหม่นยากทานทน เสียงนกหวีดครวญยิ่งบาดใจ…’ ความเศร้าของฤดูใบไม้ผลิสะท้อนออกมาทุกถ้อยคำ อ่านแล้วอดสะเทือนใจตามมิได้…”
จูเฉินฮ่าวรู้สึกกระอักกระอ่วน “ที่แท้บทกลอนกลับไม่มงคลเหมือนชื่อกลอนเลย ท่านฉินคิดเห็นเช่นไร?”
ฉินฉานมองเขาแวบหนึ่ง ด้วยคำพูดไม่รู้เหนือรู้ใต้นี้ เพียงพอให้เขารู้สึกว่า ควรขอเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับจูเฉินฮ่าวเสียด้วยซ้ำ พวกเขามีความรู้สึกเหมือนกันว่าชื่อบทกลอนนี้มีความเป็นมงคลอย่างยิ่ง
เขาลูบจมูกแล้วยิ้มเจื่อน “ท่านอ๋อง กระหม่อมรู้เพียงว่าอี้อันจวีซื่อคือหลี่ชิงจ้าว…”
เมื่อเห็นใบหน้าตู้ฉงหลงซีดเผือด และแววตาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจของจูเฉินฮ่าว ฉินฉานจึงเสริมอีกข้อด้วยความหวังจะพิสูจน์ตนเองว่าแตกต่างจากจูเฉินฮ่าวที่ไม่มีความรู้อะไรเลย
“...และสามีของนางก็ตายเพราะโรคลมแดด ตายอย่างน่าสงสารมาก”
จูเฉินฮ่าวทันใดเผยสีหน้าเสียดาย “อายุน้อยก็ต้องเป็นหม้ายแล้ว น่าสงสารจริงๆ ไม่แปลกที่บทกลอนของนางจะเต็มไปด้วยความเหงาในเรือนหอ อย่างไรเสียก็คงเป็นเพราะบนเตียงขาดคนเคียงข้าง…”
ฉินฉานยิ้มไม่กล่าวอะไร เห็นจูเฉินฮ่าวทำหน้าราวกับจะชักกระบี่เข้าช่วย ก็ไม่รู้ว่าเขาแกล้งทำตัวห่ามเพื่อสร้างภาพลักษณ์ตรงไปตรงมา หรือว่าเป็นคนไม่มีความรู้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทั้งสองพูดเรื่องไร้สาระกันอยู่ ข้างหนึ่งตู้ฉงหลงกลับสั่นไปทั้งร่างด้วยความโกรธ ในฐานะบัณฑิต เขาย่อมถือเรื่องความบริสุทธิ์ทางวรรณศิลป์ โดยเฉพาะกับกวีหญิงผู้เป็นอมตะเช่นหลี่ชิงจ้าว
ฉินฉานเหลือบมองแล้วเห็นตู้ฉงหลงสีหน้าโมโหจนดูจะลุกออกไป เขาย่อมไม่ปล่อยให้จากไปง่ายๆ คืนนี้เขาตั้งใจจะจัดการทั้งหนิงอ๋องกับตู้ฉงหลง หากปล่อยให้ไปก็หมดสนุกพอดี
ฉะนั้นฉินฉานจึงกระพริบตาน้อยๆ แล้วยิ้มว่า “ฟังคำท่านอ๋องแล้ว กระหม่อมพลันนึกถึงเกร็ดวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่งดงามและแฝงความลามกเล็กน้อย สมัยซ่งมีขุนนางชื่อฟ่านจ้งอิ่น เขาเดินทางไกลไปรับตำแหน่งใหม่ เมียอยู่บ้านนานไร้ข่าวคราว ด้วยความคิดถึงจึงแต่งกลอนบทหนึ่งชื่อ ‘อีชวนหลิ่ง’ ส่งไปให้ แต่บังเอิญสะกดคำว่า ‘อี’ ผิดเป็น ‘หยิ่น’ ฟ่านจ้งอิ่นเห็นคำผิดแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ส่งจดหมายกลับไปตักเตือน
เมียจึงแต่งกลอนตอบกลับไปอีกบทว่า ‘ข้าเขียนคำว่าหยิ่น ไม่ใช่ผิด แต่เพราะคิดถึงจนใจเตลิด มิรู้ว่าเจ้าจะเข้าใจไหมว่า เราห่างกันนานเพียงใด บนเตียงยังขาดคนให้นอนด้วย’”
จูเฉินฮ่าวนิ่งไปชั่วครู่ แล้วก็หัวเราะเสียงดัง แม้แต่ตู้ฉงหลงที่เดิมแสดงความไม่พอใจก็ยังเผยรอยยิ้มออกมา เรื่องเล็กๆ นี้ช่วยคลี่คลายบรรยากาศที่ตึงเครียดลง
...
ภายในห้องมีเหล้า อาหาร และหญิงงาม ทั้งหมดนี้ติงซุ่นจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
สามคนเพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน กลิ่นหอมก็โชยมาจางๆ แล้วพลันก็มีหญิงงามสามคนหน้าตางดงามนั่งลงบนตักของทั้งสาม พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน ยกจอกเหล้าจากโต๊ะจิบหนึ่งคำ แล้วป้อนเข้าปากชายตรงหน้าแบบปากต่อปาก
ฉินฉานอดคิดไม่ได้ว่า เพิ่งเจอกันก็เล่น "ปี่เป่า" แบบนี้ หญิงสาวในสมัยหมิงเมื่อเปิดเผยขึ้นมาก็ไม่ต่างจากสาวเอนในชาติปางก่อนเลย
จูเฉินฮ่าวกับตู้ฉงหลงยิ่งชื่นมื่น มีหญิงอยู่ในอ้อมแขน ลืมภาพพจน์ไปหมด แค่หยอกล้อสองสามคำก็เริ่มคุ้นเคย และมือไม้ก็ซุกซนล้วงเข้าไปในเสื้อผ้าเบาบางของหญิงสาวด้วยท่าทีค้นคว้าอย่างจริงจัง
………