- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 196 - วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือ (ปลาย)
196 - วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือ (ปลาย)
196 - วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือ (ปลาย)
196 - วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือ
เห็นฉินฉานพูดไม่ออก หม่าเหวินเซิงก็หัวเราะเสียงดัง ยอมปล่อยเขาไปโดยไม่ซักต่อ
“ข้าไม่ชมว่าเจ้าเขียนบทความได้ดีหรอก แต่ข้าจะชมว่าเจ้าเป็นคนคิด ‘หมากห้าจุด’ ได้ ช่างเป็นสิ่งยอดเยี่ยม”
ฉินฉานเอ่ยด้วยความระมัดระวัง “ท่านเคยด่าว่าหมากห้าจุดนี้เป็นกลอุบายวิปริต ไร้สาระจนถึงขั้นพลิกกระดานเล่นไม่รู้กี่ครั้ง แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนคำพูด?”
หม่าเหวินเซิงลูบเคราหัวเราะอย่างพอใจ “เพราะเล่นแพ้หมดตัวนี่แหละจึงบอกว่ามันไร้สาระ แต่พอไปเอาคืนจากคนอื่นได้ ก็มองว่าหมากนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ…”
ฉินฉานหัวเราะแห้งๆ “แล้วใครกันที่โชคร้ายโดนท่านถล่มย่อยยับ?”
“ก็ท่านซีหยาอย่างไร ข้าดวลกับเขาสิบกระดาน ทำเขาแพ้จนยอมเอาหยกประจำตัวมาวางพนัน ภายหลังได้ข่าวว่าเมียแก่ในเรือนใช้ไม้คลึงแป้งไล่เขาจนวิ่งหัวซุกหัวซุน ทำให้หลายวันเขาเขียนอะไรไม่ได้ ต้องให้ลูกชายช่วยร่างฎีกาแทน…”
ฉินฉานหนังตากระตุก พูดด้วยรอยยิ้มแข็งทื่อ “ท่านคงไม่บอกเขาว่า หมากห้าจุดนี้ข้าเป็นคนคิดนะ?”
หม่าเหวินเซิงกล่าวหน้าตาเฉย “แน่นอนว่าบอกแล้ว ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าข้าพูดถึงเจ้าทำไม? ฉินฉาน ข้าแนะนำว่าในช่วงนี้อย่าให้เจอกับหลี่ตงหยางจะดีกว่า ได้ข่าวว่าเขาโกรธมาก ถึงขั้นด่าทุกวันในเรือน ว่าทำไมเจ้าซึ่งเป็นนักอ่านหนังสือไม่คิดสอบเป็นขุนนาง กลับไปคิดค้นกลอุบายบ้าๆ นี่มาดูถูกวิชาความรู้ แถมยังยุให้คนเผาบ้านเขา แล้วตอนนี้ทำให้เขาเสียพนันจนเมียตีจนหนีหัวซุกหัวซุน เอาเรื่องเก่ามารวมกับเรื่องใหม่ เขากำลังเคียดแค้นเจ้ามาก เจ้าระวังตัวไว้เถอะ…”
ใบหน้าฉินฉานเขียวคล้ำ “…………”
อยากจะลุกขึ้น คว้าเก้าอี้ในมือตบหัวลุงแก่ให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆ
คนที่มีชีวิตมาสองชาติอย่างฉินฉาน ย่อมเข้าใจดีว่าเมื่อต้องเจรจากับพวกผู้เฒ่าผู้แก่ จำต้องระมัดระวังให้มาก คนพวกนี้อายุมากกว่าเขา เจนจัดในกลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมยิ่งกว่า หากเผชิญกับพวกแก่ชราที่ใกล้ลงโลงแต่ยังไม่เลิกคิดรังแกคนหนุ่ม บางทีเขาอาจถูกคนพวกนั้นกลั่นแกล้งจนตายได้ อย่างเช่นท่านเสนาบดีหม่าเบื้องหน้าขณะนี้
การเอาเก้าอี้ฟาดศีรษะเสนาบดีหม่าไม่ใช่ความคิดที่ดี ฉินฉานนิ่งเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นจึงยิ้มขื่นๆ พร้อมค้อมกายคารวะ “เพิ่งผ่านพ้นปีใหม่ ท่านเสนาบดีก็มอบของขวัญหนักหนานี้ให้ผู้น้อย ช่างน่าเกรงขามนัก เกรงว่าท่านกำลังจะให้ผู้น้อยไปไหว้สุสานช่วงเชงเม้งกระมัง...”
หม่าเหวินเซิงลูบเคราหัวเราะเสียงดัง “เจ้าหนุ่มช่างไม่รู้อะไรเสียเลย เจ้าคิดว่าหลี่ตงหยางเป็นคนคับแคบถึงเพียงนั้นหรือ? แม้ในท้องเขาจะเลี้ยงม้าไม่ได้ อย่างน้อยก็พอให้เรือแล่นได้เถิด...”
กล่าวจบเขาก็หัวเราะอีกครั้ง “หลี่ตงหยางฝากข้ามาบอกเจ้าว่า หากว่างก็ไปที่จวนของเขาบ้าง ที่เขาเสียเงินให้ข้าที่นี่ วันหน้าจะไปเอาคืนจากเจ้า จำไว้อย่าเอาของขวัญไป เอาทุนไปก็พอแล้ว”
ฉินฉานชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกขอบคุณต่อหม่าเหวินเซิงก็ผุดขึ้นในใจอย่างแท้จริง
แท้จริงแล้วท่านเฒ่าหม่ากำลังชุบเลี้ยงเขา หากสามารถเข้าออกจวนของหลี่ตงหยางและเล่นพนันกับหลี่ตงหยางได้อย่างเปิดเผย ทั่วทั้งแผ่นดินนี้จะมีขุนนางพลเรือนหรือผู้บัญชาการนายกองสักกี่คนที่ได้รับเกียรติเช่นนั้น?
ในวงราชการ หลายครั้งตำแหน่งไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่เป็นคุณวุฒิและสายสัมพันธ์ การเล่นพนันกับหลี่ตงหยางนั้นคือทุนทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง ซึ่งบางครั้งสำคัญยิ่งกว่าตำแหน่งเสียอีก
ฉินฉานลุกขึ้น ค้อมกายคารวะยาว “ขอบคุณท่านเสนาบดีผู้อาวุโสที่เมตตา ผู้น้อยจะจดจำไว้ในใจ”
หม่าเหวินเซิงมองเขาด้วยแววตาลึกซึ้ง “ปีหน้าข้าจะถวายฎีกาขอลาออกจากตำแหน่ง เรื่องในราชสำนักข้าก็จะไม่ข้องเกี่ยวอีก แต่เจ้าคือขุนนางใกล้ชิดของฝ่ายไท่จื่อ ข้าไม่อาจไม่เตือนสักคำ เจ้าติดตามว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคตของต้าหมิงทุกวัน จำต้องระวังทุกฝีก้าว อย่าได้กระทำผิดพลาด และที่สำคัญ อย่าให้ไท่จื่อก้าวพลาด หากเป็นเช่นนั้น เจ้าจะมีโทษใหญ่หลวงนัก”
ฉินฉานเข้าใจ
ในโลกนี้ไม่มีความเกลียดโดยไม่มีเหตุผล และไม่มีความรักที่ไร้ที่มา การชุบเลี้ยงของหม่าเหวินเซิงหาใช่เพราะชื่นชอบเขาล้วนๆ หากแต่เป็นเพราะตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ไท่จื่อยังเยาว์วัย ง่ายต่อการถูกล่อลวง
เหล่าขุนนางทั้งหลายในราชสำนักจึงเพ่งเล็งมายังบุคคลรอบกายของไท่จื่อเป็นพิเศษ อนาคตฮ่องเต้จะเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม หรือราชาผู้โหดร้าย ขึ้นอยู่กับขุนนางใกล้ชิดในเวลานี้ และจากน้ำเสียงของหม่าเหวินเซิง ก็สัมผัสได้ว่าเขาไม่มีความมั่นใจในตัวไท่จื่อองค์นี้เลย
ฉินฉานอยากจะบอกเขาว่า ไม่มั่นใจเช่นนั้นก็ถูกแล้ว อนาคตเมื่อจูโฮ่วจ้าวเสด็จขึ้นครองราชย์ จะกลายเป็นฮ่องเต้ที่ไม่น่าไว้ใจที่สุดพระองค์หนึ่ง ทำเอาขุนนางในราชสำนักต้องปวดหัวกันทั่วหน้า การลาออกของท่านในปีหน้า คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในชีวิตของท่าน
เขาจึงค้อมกายกล่าวด้วยความจริงใจ “โปรดวางใจ ผู้น้อยมีคุณธรรมพอประมาณ แม้จะไม่กล้าอวดว่าเป็นสุภาพบุรุษผู้เพียบพร้อม แต่ก็ไม่ห่างไกลนัก ไท่จื่อในอนาคต ย่อมเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมแน่นอน”
ใครจะรู้ว่า หม่าเหวินเซิงกลับถอนหายใจอย่างวิตก “ก็เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีคุณธรรม ถึงได้ยิ่งไม่วางใจในไท่จื่อน่ะสิ...”
ฉินฉาน “…………”
อยากจะเอาเก้าอี้ฟาดหัวเขาอีกรอบจริงๆ ……
“คุยก็แล้ว พูดก็แล้ว คนอย่างเจ้าที่ไม่เคยมาเยี่ยมใครเปล่าๆ มีเรื่องอะไร ว่ามาเถิด”
ฉินฉานรีบเล่าเรื่องที่ตู้หงถูกจับเข้าคุกอย่างละเอียด หม่าเหวินเซิงฟังเงียบๆ ตลอด ลูบเคราและหลับตานิ่ง จนกระทั่งฟังจบ เขาจึงเผยสีหน้าผิดแปลกเล็กน้อย
“ตู้หงที่เป็นเจ้าเมืองเส้าซิง คือพ่อตาของเจ้า?”
“ใช่ขอรับ”
หม่าเหวินเซิงถอนหายใจ “ข้าจำตู้หงได้ดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอซานอิ่น มีผลงานเด่นชัด เอื้อเฟื้อต่อชาวบ้าน น้ำใจเปี่ยมล้น ถึงกับซ่อมแซมระบบชลประทานและส่งเสริมเกษตรกรรม ข้าจึงเป็นผู้เสนอให้เลื่อนยศเป็นเจ้าเมืองเส้าซิงด้วยตนเอง... คิดไม่ถึงว่าแค่ปีเดียวจะตกที่นั่งลำบากถึงเพียงนี้”
“ท่านเสนาบดี ผู้น้อยกล้าประกันด้วยชีวิตว่าท่านพ่อตาถูกกลั่นแกล้ง เขามิได้มีส่วนกับเหตุการณ์ทุบตีคนงานทอผ้าแม้แต่น้อย ขอท่านได้โปรดพินิจพิเคราะห์”
หม่าเหวินเซิงส่ายหน้า “ข้าเห็นแต่รายงานของฝ่ายเจ้อเจียง ข้างในกล่าวอย่างชัดเจนว่ามีพยานหลักฐานว่าตู้หงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าคนงาน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าสิบคน ใช่เพียงเจ้าพูดคำเดียวแล้วข้าจะเชื่อได้หรือ? แผ่นดินมีกฎหมาย ข้าไม่อาจละเว้นได้”
ฉินฉานเริ่มผิดหวัง แต่ก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
หลักฐานและพยานปรากฏขึ้นได้ง่ายดาย แสดงว่านี่คือกับดักที่มีคนจัดไว้ล่วงหน้า ผู้ที่วางแผนอาจเกี่ยวพันกับทั้งสำนักงานผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียงและโรงงานทอผ้าซูโจว หรือไม่ก็มีผู้มีอำนาจระดับสูงอยู่เบื้องหลัง
การที่ตู้หงยื่นฎีกาไปนั้นอาจไปกระตุกหนวดเสือเข้าเต็มๆ เหตุการณ์ฆ่าคนงานอาจถูกจัดฉากไว้ล่วงหน้าแล้ว
ความจริงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ตู้หงถูกนำตัวมาเมืองหลวงก่อนจึงจะรู้
ฉินฉานจึงกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าและพ่อตาไม่เคยละเมิดกฎหมาย หากพ่อตามีความผิดจริง ผู้น้อยก็พร้อมยอมรับว่าแม้เป็นญาติพี่น้องก็ต้องลงโทษ ทว่านอกจากกฎหมายแล้ว โลกยังมีความเป็นมนุษย์ซึ่งทั้งดีและชั่ว ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งอยากรบกวน ขอให้โอนคดีนี้จากตงฉ่างไปยังกรมไต่สวนหรือกรมอาญา เพราะผู้น้อยเคยมีความขัดแย้งกับตงฉ่าง หากพ่อตาต้องตกในมือพวกนั้น เกรงว่าจะไม่รอด แม้บริสุทธิ์ก็ต้องถูกบังคับให้รับผิด”
หม่าเหวินเซิงครุ่นคิดอยู่นาน แม้ไม่รู้ว่าตู้หงมีความผิดจริงหรือไม่ แต่เขาเองก็เป็นผู้เสนอชื่อให้เลื่อนตำแหน่งตู้หง หากตู้หงถูกพิพากษาว่าผิดจริง อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขา โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังจะเกษียณและห่วงชื่อเสียงในภายภาคหน้า
หากคดีนี้ยังอยู่ในมือของตงฉ่าง แม้ตู้หงจะไม่มีความผิดก็อาจถูกบังคับให้รับสารภาพ สุดท้ายคดีจะกลายเป็นคดีตายตัวที่เปลี่ยนไม่ได้ และชื่อเสียงของเขาก็จะเสียหาย
การโยกย้ายคดีไปยังกรมไต่สวนหรือกรมอาญา ยังถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการช่วยให้ผู้ต้องหาได้รับความยุติธรรมด้วยซ้ำ
ในที่สุดหม่าเหวินเซิงก็พยักหน้าเบาๆ “ข้ารับรู้แล้ว”
แม้เป็นคำตอบกำกวม แต่ฉินฉานกลับยินดีอย่างยิ่ง เขาเข้าใจความหมายนั้น
“ขอบคุณท่านเสนาบดี” เขาค้อมกายอย่างลึกซึ้ง
หม่าเหวินเซิงกล่าวอย่างช้าๆ “อย่าเพิ่งรีบขอบคุณ ขุนนางในตงฉ่างและกรมตรวจราชการลับจะยอมให้เปลี่ยนหรือไม่ยังไม่รู้ อีกอย่างหนึ่ง คดีนี้เกี่ยวพันถึงขันทีระดับสูง หากฝ่ายในไม่ยอมปล่อย ข้าก็จนใจ”
ฉินฉานตกใจ “แล้วจะทำเช่นไร?”
หม่าเหวินเซิงเหลือบมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “ขันทีเป็นข้ารับใช้ของราชสำนัก แม้ไท่จื่อจะไม่มีอำนาจสั่งการฝ่ายในโดยตรง แต่หากต้องการให้การไต่สวนเป็นธรรม โปร่งใส และไม่ปิดบัง กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เจ้าหนุ่มเอ๋ย เหตุใดจึงไม่ใช้หยกแท้ แต่กลับเลือกก้อนหินหยาบ?”
……….