- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 176 - ป้อนอาหารแทนคุณ
176 - ป้อนอาหารแทนคุณ
176 - ป้อนอาหารแทนคุณ
176 - ป้อนอาหารแทนคุณ
"ท่านพี่ บ้านเราก็ไม่มีเงินอีกแล้วนะ!"
คำว่า "อีก" ที่ตู้เอี้ยนเน้นนั้นหนักแน่นยิ่งนัก ราวกับบ้านนี้ขาดแคลนเสบียงตลอดปี ภาพชีวิตอันแร้นแค้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ประโยคนั้นทำให้ฉินฉานสะดุ้งโหยง
คำว่า "ไม่มีเงินอีกแล้ว" หมายความว่า ขุนพลฉินที่ต้องออกไปหน้าด้านหลอกลวง โกงคนอื่น “อีกแล้ว”
"ทำไมถึงไม่มีเงินอีกแล้วล่ะ?" ฉินฉานออกอาการตระหนกเล็กน้อย เขาเพิ่งจัดการคดีเกลือเสร็จไป เจ้าหน้าที่บางคนที่ถูกประหารไปก็มีสหายร่วมขบวนการที่ยังมีอิทธิพล และกำลังจ้องเขม็งจะหาทางกำจัดเขา แต่ด้วยสภาพบ้านที่ฝืดเคือง ทำให้ขุนพลฉินจำต้องออกไปทำเรื่องผิดกฎหมายอีกครั้ง นับเป็นข่าวร้ายยิ่งนัก
ตู้เอี้ยนใช้นิ้วนับรายการค่าใช้จ่ายให้เขาฟัง "พอท่านเข้าไปทำงานรับใช้ไท่จื่อในตำหนักตะวันออก ก็ไม่มีช่องทางหาเงินเพิ่มอีก บ้านเราต้องจ่ายเงินเดือนคนใช้ทุกเดือน ค่ากับข้าวทุกวัน เงินซื้อเครื่องหอมให้เหล่าสาวใช้ในเรือนในอย่างเหลียนเยว่ เหลียนซิง พอถึงวันเทศกาลก็ต้องให้รางวัลคนใช้ ต้องออกงานกับขุนนางด้วยกัน ไหนจะข้า...ฮูหยินขี้ฟุ่มเฟือยของท่าน ที่เข้าเมืองไปใช้จ่ายเรื่อยเปื่อยอยู่บ่อยๆ อีก..."
ฉินฉานงง “ฮูหยินขี้ฟุ่มเฟือยคนไหน?”
ตู้เอี้ยนชี้นิ้วเข้าหน้าอกตัวเอง “ก็ข้าอย่างไร ฮูหยินขี้ฟุ่มเฟือยของท่าน”
ฉินฉานลูบจมูก ยิ้มเจื่อน “ครั้งแรกเลยที่เห็นคนยอมรับตัวเองว่าเป็นฮูหยินขี้ฟุ่มเฟือย แล้วยังพูดอย่างมั่นอกมั่นใจเสียด้วย ฮูหยิน ทำไมไม่เรียนเอาเรื่องดีๆ ไปเล่าเรียนดันมาเลียนแบบความด้านของข้าแทนล่ะ?”
ตู้เอี้ยนกลอกตาด้วยท่าทางน่ารัก พร้อมส่งเสียงหึเบาๆ “ใครบอกว่าความด้านข้าจะเลียนแบบเจ้าล่ะ?”
ฉินฉานครุ่นคิดแล้วถอนหายใจเบาๆ “ก็จริง ตอนที่โกงเงินข้าสองร้อยตำลึงแล้วไม่คืนมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าก็ควรจะรู้ตั้งแต่นั้นแล้วว่า ความด้านของเจ้ามันติดตัวมาโดยกำเนิด ไม่ต้องให้ใครสอน น่าชื่นชมยิ่งนัก…”
ตู้เอี้ยนหัวเราะคิกเบาๆ ทุบเขาเข้าให้อย่างไม่แรงไม่เบา แก้มแดงเรื่อ เอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่มีความสามารถ ข้าแต่งกับท่านก็เพื่อจะได้อยู่สุขสบาย...มากที่สุด...ข้าจะพยายามประหยัด ไม่ซื้อของพร่ำเพรื่อแล้วก็ได้”
ฉินฉานยิ้มฝืน ตู้เอี้ยนเกิดในตระกูลขุนนาง แม้บิดาอย่างตู้หงจะเป็นขุนนางซื่อสัตย์ แต่ต่อให้ซื่อสัตย์แค่ไหนก็ย่อมหลีกเลี่ยงรายได้สีเทาที่ระบบยอมรับไม่ได้ นางเติบโตมาอย่างสุขสบาย ไม่เคยเดือดร้อน ย่อมไม่รู้จักคุณค่าของเงินทองนัก
หน้าที่ของบุรุษคือทำให้ฮูหยินอยู่สุขสบาย นางเดิมพันทั้งชีวิตกับเขา เขาจะปล่อยให้นางลำบากได้อย่างไร?
“ซื้อ! เอาให้เต็มที่! จะมีประโยชน์หรือไม่มี ก็ซื้อไปเลย ท่านพี่ไม่ขาดเงินหรอก!” ฉินฉานกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม
เงินทองหรือ? ก็แค่ของไร้ค่า!
...แต่ทำไมขุนพลฉินอย่างเขาถึงโดนของไร้ค่าแบบนี้รังแกอยู่เรื่อยเลย?
ตู้เอี้ยนไม่เกรงใจ ยื่นมือขาวเนียนมาจ่อหน้าเขา “เรื่องอื่นช่างเถอะ ใกล้ปีใหม่แล้ว ท่านพี่ควรให้ฮูหยินอย่างข้ามีซองแดงติดมือหน่อยสิ?”
ฉินฉานถึงกับท้อแท้ใจ พูดเสียงอาลัย “ฮูหยินเอ๋ย เจ้าก็เห็นว่าสภาพการเงินของบ้านเราไม่ดี วันนี้ข้าก็ไม่มีเงินหรอก เอาอย่างนี้ คืนนี้เจ้าอยากให้ข้าทำกี่ครั้งก็ได้ แต่อย่าพูดถึงเรื่องเงินเลย มันทำลายความรู้สึก…”
ตู้เอี้ยนหน้าแดงจัด บีบเขาแรงๆ แล้วเอ่ยเสียงขุ่น “นั่นมันให้ตัวเอง ไม่ใช่ให้ข้านะ!”
...
ลานหน้าจวนฉิน ภายใต้แสงอาทิตย์อันอ่อนโยนของฤดูหนาว ฉินฉานนั่งหลับตาพริ้มอยู่ริมลานกลางสวนในเรือนหน้า แสงแดดแผ่วเบาส่องลงบนร่าง เติมความอบอุ่นให้กับอากาศเย็นเยียบจนสามารถรู้สึกได้ผ่านปลายจมูก สบายเหลือเกิน
ฟ้าวันนี้สดใสหาได้ยาก ฉินฉานชอบแสงแดดเช่นนี้ ชอบการนั่งเฉยๆ ใต้แดด ไม่ต้องทำอะไร ชงชาใส่กานิดหน่อย วางผลไม้อบ เนื้อแห้ง ขนมหวานเล็กน้อย เอนหัวพิงพนักเก้าอี้ นั่งหลับๆ ตื่นๆ ปล่อยจิตใจให้ล่องลอย
คนที่ชอบตากแดดขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนเลวถึงขั้นไหนหรอก
และในขณะนั้นเอง จูโฮ่วจ้าวก็มาถึงหน้าประตูจวน
เพราะเขามาหาฉินฉานบ่อยเกินไป คนในจวนก็รู้แล้วว่าไท่จื่อมีความสนิทสนมกับท่านเจ้าของจวนเพียงใด ต่างพากันยินดีในความก้าวหน้าของเจ้านาย และไม่ห้ามเขาเข้าออกจวนอีกต่อไป แน่นอนว่าบริเวณเรือนในที่มีสัตว์ร้ายซึ่งไท่จื่อกลัวจับใจ เขายังไม่กล้าเข้าไป
เห็นฉินฉานนั่งตาปรืออยู่ริมลาน จูโฮ่วจ้าวคิดว่าเขากำลังเหม่ออย่างสมบูรณ์ มือแตะจมูกเบาๆ พอกู่ต้าหยงจะเอ่ยปากปลุก เขาก็ส่ายหัวห้าม
กู่ต้าหยงรู้เรื่องดี รีบยกเก้าอี้มาวางใกล้ๆ ให้เขานั่ง จูโฮ่วจ้าวนั่งลง ทั้งสองต่างเงียบงัน ชื่นชมบ่ายที่เงียบสงบนี้ร่วมกัน
แต่ด้วยความที่ยังเยาว์วัย จูโฮ่วจ้าวนั่งได้ไม่นานก็เริ่มเบื่อ เขยิบตัวงอแงทำลายความสงบ “เจ้าตาแข็งจ้องอยู่นั่น คิดแผนชั่วอะไรอีกหรือ?”
ฉินฉานเพิ่งได้สติ ถอนหายใจเบาๆ “ไท่จื่อมิได้สังเกตหรือว่า ข้ากำลังแสดงเป็นเห็ดดอกใหญ่ดอกหนึ่งอยู่หรือ?”
จูโฮ่วจ้าวนิ่งไปชั่วครู่ แล้วก็หัวเราะเสียงดังท้องคัดท้องแข็ง หัวเราะจนตัวโยน หยุดไม่ได้
ฉินฉานถอนใจ เด็กคนนี้หัวเราะง่ายเหลือเกิน นึกถึงในอดีตที่ดูละครโทรทัศน์เรื่องสามก๊ก หลังรวมแผ่นดินได้ ซือหม่าเจาสอบถามอาเต๊าว่ามาอยู่นี่เป็นอย่างไรบ้าง อาเต๊ากลับหัวเราะโง่งมและกล่าวว่า “สุขเสียจนไม่อยากกลับสู่จ๊กก๊กแล้ว”
เขาว่าคนเขียนบทช่างแปลกแยกจริงๆ สามก๊กต่อสู้กันเป็นร้อยปี คนตายเป็นหมื่นเป็นแสน แล้วสุดท้ายจบด้วยมุกตลกประโยคเดียว พิลึกสิ้นดี
แต่พอเห็นสภาพจูโฮ่วจ้าวตอนนี้ หากอนาคตเขาได้เป็นฮ่องเต้ แล้ววันหนึ่งหัวเราะจนตายเพราะมุกตลกขึ้นมาจริงๆ จะให้เหล่าขุนนางจดในพงศาวดารว่าอะไรดี? แล้วฉินฉานเขาจะมีความผิดฐานใด?
...ต่อไปต้องจริงจังให้มากกว่านี้เวลาอยู่ต่อหน้าไท่จื่อ!
เขาค้อมมือแล้วถาม “ไท่จื่อเสด็จมาเรือนกระหม่อมเช่นนี้ ไม่ต้องไปเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?”
จูโฮ่วจ้าวยิ้มกว้าง “เจ้าสอนข้าให้ทำตัวดีๆ นั่นแหละได้ผลดีมาก ข้าทำตัวว่านอนสอนง่าย อ่านหนังสือทุกวัน เทชาให้บัณฑิตที่มาสอน ไปคำนับพระบิดาทุกเช้า ทุกคนชมกันใหญ่ เมื่อวานเซี่ยเซียนกับบัณฑิตอีกหลายคนก็ประชุมกัน บอกว่าปีใหม่ใกล้แล้วเลยให้ข้าพักผ่อนครึ่งเดือน ข้าไม่ต้องไปเรียนแล้ว!”
เขาหัวเราะสดใสราวกับเด็กนักเรียนที่เพิ่งได้หยุดปิดเทอมฤดูหนาว
“ไท่จื่อเสด็จมาเรือนกระหม่อมวันนี้ มีพระประสงค์จะ…”
จูโฮ่วจ้าวดึงแขนเสื้อฉินฉาน “ไป ล่าเนื้อกับข้า! ได้ยินว่าป่าชานเมืองมีพวกเก้งอยู่เยอะ เจ้าเก้งมันโง่ ตะโกนใส่ทีเดียวก็ยืนนิ่ง ข้าให้ค่ายอาวุธสวรรค์ ส่งปืนมาสองกระบอก คนละกระบอกไปยิงกัน!”
ฉินฉานอดถอนหายใจไม่ได้ เด็กคนนี้อยู่ไม่สุขจริงๆ ปืนหลวงยังเอามาใช้เล่นได้อีก ไม่มีใครห้ามบ้างหรือ? ตัวโตแล้ว อยู่ตำหนักอ่านหนังสือเล่นว่าวเงียบๆ ไม่ได้หรือ? จะยิงอะไรนักหนา...
ห่างออกไปไม่ไกล เหล่าขันทีอย่างหลิวจิ่นและกู่ต้าหยงยืนดูอยู่ เห็นไท่จื่อโปรดปรานฉินฉานถึงขั้นนี้ ทั้งแบ่งทุกเรื่องให้กัน ต่างก็อิจฉาจนตาแดง เหมือนเมียน้อยบ้านเศรษฐีโดนแย่งความรัก มองฉินฉานด้วยสายตาร้อนแรงทั้งริษยาและเจ็บปวด มองจูโฮ่วจ้าวก็เหมือนหญิงสาวในห้องหอที่อกหัก อารมณ์พังพินาศ
ฉินฉานหันหน้าหนี ไม่อยากรับรู้ภาพขันทีสองคนจ้องมาอย่างนั้น มันหลอนเกินไป ต่อให้เขาจะยินดีมีศัตรูหัวใจ แต่ขอไม่ให้เป็นขันทีได้ไหม มันพิลึกชอบกล...
จูโฮ่วจ้าวลากแขนฉินฉานจะออกไป ฉินฉานกลับคว้ากลับไว้
มองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ฉินฉานอดนึกถึงใบหน้าซูบซีดของฮ่องเต้ฮงจื้อไม่ได้ วางยศฐานะไว้ก่อน คนผู้นั้นคือบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เอาชีวิตทั้งชีวิตของตนแลกมาเพื่ออนาคตของบุตร
เขาถอนหายใจเบาๆ จ้องตาจูโฮ่วจ้าวที่งุนงง เอ่ยช้าๆ “ไท่จื่อ เรื่องล่าสัตว์ไว้ทีหลัง กระหม่อมอยากสอนไท่จื่อทำกับข้าวสักอย่าง ไท่จื่อสนพระทัยหรือไม่?”
“ข้าจะเรียนทำกับข้าวไปทำไม?” จูโฮ่วจ้าวขัดใจ
“หากไท่จื่อเรียนแล้ว วันหน้าทำกับข้าวให้พระบิดาเสวยด้วยพระองค์เอง รับรองว่าจะทรงปลื้มใจแน่”
จูโฮ่วจ้าวกระพริบตา “ก็เพื่อทำตัวเป็นเด็กดีอีกน่ะหรือ?”
ฉินฉานสีหน้าเคร่งขรึมกว่าทุกคราว “ไม่ใช่แกล้งทำ แต่เป็นการแสดงความกตัญญูที่แท้จริง ไท่จื่อ...พระบิดาของท่าน...แก่แล้ว ท่านไม่เคยสังเกตเลยหรือ?”
จูโฮ่วจ้าวชะงักไปทันที ใคร่ครวญอยู่ครู่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจและ...เศร้าสร้อย
อยู่ด้วยกันทุกวัน เขาไม่เคยรู้เลยว่าพระบิดาเปลี่ยนไปขนาดนั้น ยังคิดว่าพระบิดายังคงเข้มแข็ง พร้อมคุ้มครองเขาเสมอ คอยรักเอ็นดูเขาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เขาเองก็คิดว่า ตนจะเป็นไท่จื่อที่ไม่ต้องกังวลเรื่องใด ตลอดไป
แต่คำพูดของฉินฉานวันนี้ ทำให้เขาสะดุ้งได้สติ ภาพของพระบิดาในปัจจุบันผุดขึ้นทีละฉาก ใบหน้าอิดโรยผอมลงเรื่อยๆ อาการไอที่รุนแรงขึ้นทุกวัน การต้องดื่มยาตลอดเวลา...ช่างทรมานยิ่งนัก
ฉินฉานเฝ้าสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจูโฮ่วจ้าว แล้วพูดเสียงต่ำ “กระหม่อมจำได้ว่าถังเสวียนจง(หลี่หลงจีคนที่เป็นสามีของหยางกุ้ยเฟย)เคยให้ขุนนางร่างหนังสือสอนบุตรชื่อ 《สารานุกรมสำหรับผู้เริ่มศึกษา》 ในหนังสือนั้นมีประโยคหนึ่งว่า ‘ลูกนกเมื่อเติบโตแข็งแรงและบินได้แล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาป้อนเลี้ยงพ่อแม่’ ไท่จื่อเข้าใจความหมายหรือไม่?”
ความรู้สึกเจ็บปวดร้าวลึกตีวนในใจ จูโฮ่วจ้าวน้ำตาซึม พยักหน้าแรงๆ แล้วค้อมกายคารวะฉินฉานจรดพื้น กล่าวเสียงสั่นเครือ
“ฉินฉาน เจ้าเป็นขุนนางที่ดี ขอบใจเจ้าที่เตือนสติข้า ขอบใจจริงๆ สอนข้าทำอาหารเถิด ข้าจะเรียนให้ดี แล้วจะทำให้พระบิดาด้วยมือของข้าเอง”
…………