- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 172 - โต้กลับ (ต้น)
172 - โต้กลับ (ต้น)
172 - โต้กลับ (ต้น)
172 - โต้กลับ (ต้น)
ปลายลูกเกาทัณฑ์พุ่งแหวกอากาศราวสายฟ้าแลบ ปลายแหลมเย็นเยียบส่องแสงวาววับอย่างเย็นชาขณะพุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของฉินฉาน
นี่คือแผนลอบสังหารที่เตรียมมาอย่างรอบคอบ หากพิษในน้ำชาไม่สามารถคร่าชีวิตฉินฉานได้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ในหน้าต่างเรือนฝั่งตรงข้ามก็จะยิงเกาทัณฑ์ออกมา
ลูกเกาทัณฑ์ที่ไร้สุ้มเสียงนั้นพริบตาเดียวก็ใกล้ถึงคอของฉินฉาน เหลือเพียงหนึ่งฉื่อเท่านั้น แม้จะหันหลังให้กับทิศทางลูกเกาทัณฑ์ แต่ฉินฉานกลับรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไร้เหตุ ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์
"นายท่าน ระวัง!" ติงซุ่นสายตาไว พอเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจสุดขีด เข้าชนฉินฉานอย่างแรง ทำให้ฉินฉานเซไปด้านข้างหนึ่งก้าว
ก้าวนั้นช่วยชีวิตฉินฉานไว้ได้
ปลายลูกเกาทัณฑ์พุ่งผ่านพร้อมเสียงหวีด สาดเลือดแดงสดเป็นหย่อม
ฉินฉานส่งเสียงครางต่ำ หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น แม้จะหลบเลี่ยงจุดตายตรงลำคอได้ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นเคราะห์เลือด ลูกเกาทัณฑ์ยังพุ่งเสียบที่แขนของเขา
ติงซุ่นและคนอื่นโกรธจัด คนสิบกว่าคนรีบแยกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคุ้มกันฉินฉาน กลุ่มหนึ่งไล่ล่าคนขายชาอีกกลุ่มชักดาบพุ่งตรงไปยังจุดที่ลูกเกาทัณฑ์ถูกยิงออกมา
ถนนเกิดความปั่นป่วนในบัดดล
บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนฟู่ลาดตระเวนผ่านแถวนั้น พอเห็นเรื่องไม่ชอบมาพากลต่างก็ตกใจ รีบยกกระบองเหล็กเข้าขวางมือสังหารที่ปลอมตัวเป็นคนขายชา การเคลื่อนไหวของคนผู้นั้นชะงักไปช่วงหนึ่ง แล้วติงซุ่นกับพวกก็พอดีตามทัน คนหนึ่งฟันเข้าใส่ต้นขามือสังหารอย่างแรง เลือดทะลักไม่หยุด
นี่คือเทคนิคจับผู้ร้ายขององครักษ์เสื้อแพร ต้องโจมตีขาก่อน เพื่อให้จับเป็นไว้สอบสวน ต่อให้ผู้ร้ายหนีไปได้ก็ยากจะหลบหนีได้ไกล และยังจะทิ้งร่องรอยไว้มากมาย โดยทั่วไปผู้ร้ายที่ถูกทำลายขาแล้วมักหนีองครักษ์เสื้อแพรไม่พ้น
มือสังหารผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ เมื่อเห็นสายตาอำมหิตรอบตัวกับขาที่เจ็บหนัก เลยหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย ดึงมีดสั้นจากเอวออกมาเชือดคอตัวเองโดยไม่ลังเล เลือดกระเซ็น มือสังหารล้มตายลงโดยไม่เปล่งเสียงแม้แต่น้อย
ฉินฉานมองเหตุการณ์โหดเหี้ยมเบื้องหน้า สีหน้าสั่นไหวเล็กน้อย กัดฟันฝืนดึงลูกเกาทัณฑ์ที่ปักลึกเข้ากับแขนออก เลือดพุ่งราวน้ำพุ ฉินฉานหน้าซีดเผือด ตัวเซไปมา
องครักษ์ที่ล้อมเขาอยู่รีบฉีกชายเสื้อช่วยพันแผลให้
ติงซุ่นหอบแฮกๆ วิ่งกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"นายท่าน มือสังหารฆ่าตัวตายแล้ว ส่วนคนยิงเกาทัณฑ์ก็หนีไป มีทั้งหมดสามคน ตายหนึ่ง หนีสอง ไอ้สองคนนั้นวิ่งเร็วมาก แค่พริบตาก็หายไปแล้ว..."
"ช่างเถอะ ต่อให้จับมาได้ก็ไม่มีทางเค้นความจริง พวกมันเป็นมือสังหารพลีชีพ แม้แต่การเฉือนเนื้อเป็นพันครั้งก็ไม่มีทางให้ปากคำ" ฉินฉานกัดฟันกล่าว
หน้าผากเขาชุ่มเหงื่อเย็น ความเจ็บปวดรุนแรงแทบทำให้เขาหมดสติ ตั้งแต่ข้ามมาชาตินี้ยังไม่เคยถูกยิงเกาทัณฑ์มาก่อน ไม่คิดว่าของเล็กแค่นี้ปักเข้าร่างกายแล้วจะเจ็บปวดถึงเพียงนี้ ไอ้คนที่ประดิษฐ์เกาทัณฑ์ขึ้นมา มันต้องถูกลูกเกาทัณฑ์ทั้งตระกูลแน่ๆ...
ติงซุ่นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
"นายท่าน วันนี้การลอบสังหารดูแปลกนัก สามคนนี้ประสานงานกันอย่างเหมาะเจาะ เคลื่อนไหวว่องไว กล้ารุกกล้าถอย วิธีลงมือและจังหวะเหมือนฝีมือทหารกล้าในสนามรบเลย..."
ฉินฉานกัดฟันไม่พูด สีหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม
"ท่านบาดเจ็บมาก เรารีบหาแพทย์เถอะ..." ติงซุ่นเห็นเขาเจ็บจนเหงื่อไหลพรากก็กล่าวด้วยความห่วงใย
ฉินฉานพยักหน้า หน้าตามืดมน
"เรื่องนี้อย่าให้ภรรยาข้ารู้ เดี๋ยวนางจะกังวล"
"รับทราบ! แล้วท่านคิดว่าใครอยู่เบื้องหลัง? พวกเราจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้!" ติงซุ่นพูดด้วยความเคียดแค้น
ฉินฉานหัวเราะเยาะไม่กล่าวอะไร
จะเป็นใครได้อีกเล่า? พวกมันกำลังไล่ต้อนกันถึงที่สุดใช่หรือไม่? วันนี้ข้าไม่ตาย พรุ่งนี้พวกเจ้าที่ต้องตายแน่นอน
"ติงซุ่น..."
"ขอรับ!"
น้ำเสียงและสายตาของฉินฉานเย็นชาดั่งน้ำแข็ง
"ถึงเวลาเก็บแหแล้ว!"
"รับทราบ!"
...
เหตุการณ์ลอบสังหารถูกฉินฉานจงใจปิดไว้ ไม่ให้แพร่งพรายแก่ผู้ใด
เขายังติดตามโส่วหนิงโหวอยู่เหมือนเคย ราวกับไม่เคยเกิดเหตุใด
โส่วหนิงโหวก็เหมือนเดิม เดินเล่นเที่ยวเรื่อยเปื่อย บางครั้งก็แวะหอโคมเขียว คนผู้นี้มีข้อเสียที่น่าชังแต่ก็น่าศึกษาอยู่ข้อหนึ่ง คือออกจากบ้านไม่เคยพกเงิน เห็นของอะไรกลางถนนก็บอกลูกน้องยกไป ราวกับทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นสมบัติส่วนตัวของเขา อยากได้อะไรก็หยิบเอา
ในขณะที่ประชาชนทั่วแผ่นดินยังจมปลักอยู่ในนรกของระบอบศักดินา โส่วหนิงโหวผู้นี้กลับกล้าก้าวล้ำยุค บรรลุสังคมนิยมล่วงหน้าคนเดียว ทำให้บรรดาบรรพชนแห่งการปฏิวัติที่ต่อสู้เสียสละเพื่อคอมมิวนิสต์เมื่อห้าร้อยปีให้หลังต้องหลั่งน้ำตา...
ชาวเมืองหลวงมีแต่โกรธแต่ไม่กล้าพูด หากขัดขืน เบาก็ถูกซ้อม หนักก็พิการ
เคยมีขุนนางตรวจสอบทำฎีกาฟ้องร้องเรื่องนี้ ฮ่องเต้กับฮองเฮาเรียกโส่วหนิงโหวเข้าวังด่าจนหูชา ถึงได้ลดความกร่างลงบ้าง
โส่วหนิงโหวก็คงได้ยินข่าวว่าฉินฉานถูกลอบทำร้าย เย็นวันหนึ่งหลังจากออกจากหอโคมเขียว เขาจ้องฉินฉานพลางหัวเราะเยาะ ราวกับสะใจ
ฉินฉานก็ยิ้ม ยิ้มของเขากลับซับซ้อนกว่ามาก ทั้งสงสาร ดูแคลน และมีแววสะใจอยู่บ้าง
สายตาของทั้งคู่สบกันโดยไม่รู้สึกกระดาก หัวเราะแห้งๆ ด้วยกันสองสามที
กลุ่มคนเดินเข้าซอยแคบมืดแห่งหนึ่ง ลมเย็นพัดกรูผ่านตรอกแคบอย่างโหยหวน องครักษ์จากจวนโหวสองสามคนถือโคมเดินนำ โส่วหนิงโหวเดินกลาง ตามหลังคือฉินฉานและเหล่าองครักษ์เสื้อแพรสิบกว่าคน
อากาศหนาวจัด รอบข้างเงียบสนิท บรรยากาศมืดมิดเย็นเยียบชวนให้รู้สึกถึงลางสังหรณ์อันตรายแฝงอยู่
"ได้ข่าวว่าขุนพลฉินบาดเจ็บเมื่อสองวันก่อน?" โส่วหนิงโหวพูดน้ำเสียงแหบพร่า เหมือนขันทีในวัง
ฉินฉานหัวเราะแห้ง
"ถูกหมากัด ไม่เป็นไรหรอก"
"อย่างนั้นขุนพลก็ต้องระวังละกัน เมืองหลวงนี้มีคนเลี้ยงหมาเยอะนะ คราวนี้กัดแขน คราวหน้าอาจกัดคอก็ได้"
ฉินฉานยิ้มแข็งๆ ตอบ
"ขอบพระคุณท่านโหวที่เป็นห่วง เพียงแต่หมาก็เป็นสัตว์ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว บางทีคลุ้มคลั่งขึ้นมา อาจหันมากัดเจ้าของก็เป็นได้..."
"หมาที่ไหนจะกัดเจ้า..."
ยังไม่ทันพูดจบ ฉินฉานพลันสีหน้าเปลี่ยน วาดขาเตะใส่ขาของโส่วหนิงโหวเต็มแรง โส่วหนิงโหวยังไม่ทันโกรธก็หน้าคะมำลงพื้น
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! คิดจะลอบทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ..."
"หุบปาก! ดูให้ดีเสียก่อน!" ฉินฉานหน้าขรึม กระชากคอเสื้อโส่วหนิงโหว ชี้ไปยังผนังดินในซอย
บนผนังอัดแน่นด้วยดิน มีลูกเกาทัณฑ์หางห่านปักอยู่เฉียงๆ หางเกาทัณฑ์ยังสั่นไหวเบาๆ
โส่วหนิงโหวนิ่งไปชั่วครู่ก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กรีดร้องสุดเสียง
"มีคนคิดฆ่าข้า!"
"พูดมาก!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มีเสียงหวีดแหวกอากาศตามมา เกาทัณฑ์อีกหลายดอกพุ่งออกจากปลายตรอกอันมืดมิด องครักษ์จวนโหวที่ถือโคมเดินนำถูกยิงล้มทีละคน
โส่วหนิงโหวเห็นกับตาตัวเองก็เชื่อเสียทีว่ามีคนจะเอาชีวิตเขา ใบหน้าซีดเผือด ร้องลั่น
"ช่วยด้วย......"
………..