- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 141 - เมืองหลวงน้ำลึก
141 - เมืองหลวงน้ำลึก
141 - เมืองหลวงน้ำลึก
141 - เมืองหลวงน้ำลึก
ภายในโถงของกองบัญชาการองครักษ์เสื้อแพร
“นักฆ่าตายอย่างไร?” เม่าปินถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฆ่าตัวตายต่อหน้าผู้คน ข้าน้อยไม่ทันได้ห้ามไว้…” ฉินฉานหยุดเล็กน้อย ก่อนจะบอกใบ้ว่า “พวกมันใช้มีดกรีดคอตัวเอง แบบนี้...เร็วกว่าผูกคอตาย เจ็บและเร็วกว่าเยอะ…”
หากท่านผู้บัญชาการเม่าปินคิดจะตายจริงๆ ล่ะก็ ควรเอาอย่างนักฆ่าทั้งห้า ข้าน้อยในฐานะคนผ่านประสบการณ์ ขอไม่แนะนำการผูกคอ มันทั้งทรมานและไม่สมชายชาตรี
หาใช่เพราะอยากให้เม่าปินตายไม่ ฉินฉานเคารพเจ้านาย เจ้านายก็คือสวรรค์ ทว่า…หากสวรรค์ประสงค์จะดับสูญ เขาก็ไม่ขัดข้องที่จะหันไปนับถือพระ
โชคดีที่เม่าปินไม่ได้จับความในใจฉินฉานได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงชักดาบออกมาฟันคอฉินฉานแทน
“จะทำอย่างไรดี? เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวตามที่ฝ่าบาทกำหนด นักฆ่าอีกยี่สิบกว่าคนยังคงซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวง ตอนนี้ขุนนางในราชสำนักต่างก็อกสั่นขวัญแขวน เหล่าอาลักษณ์ก็ยื่นฎีกากล่าวโทษว่าหน่วยงานเราล้มเหลวในการจับคนร้าย จนพวกมันสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวง ฝ่าบาทกับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็เริ่มทนไม่ไหว…” น้ำเสียงของเม่าปินเต็มไปด้วยความหดหู่ พลางใช้มือลูบหน้าผากอย่างเหนื่อยล้า
ท่านผู้บัญชาการถึงกับพูดเช่นนี้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แสดงว่าเขาเห็นฉินฉานเป็นคนสนิท ไม่จำเป็นต้องวางท่าห่างเหินอีกต่อไป
ฉินฉานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านผู้บัญชาการ ข้าน้อยรับรองได้เพียงว่าท่านเสนาบดีหม่าจะปลอดภัย ส่วนการออกตามหาที่ซ่อนของนักฆ่าที่ยังเหลืออีกยี่สิบกว่าคน ข้าน้อย…อับจนปัญญา”
เม่าปินหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนถอนหายใจยาว “ใช่ เมืองหลวงใหญ่โตปานนี้ อาจรวมถึงเขตชานเมืองกว้างไกล จะให้ตามหาพวกมันนั้น ยากเย็นเพียงใด”
ฉินฉานมองเม่าปิน คล้ายมีเรื่องอยากพูดแต่ยังไม่กล้า เม่าปินซึ่งช่ำชองในสนามราชการ ย่อมมองออก จึงเอ่ยว่า “มีอะไรก็พูดมาเถอะฉินฉาน”
ฉินฉานมองไปรอบห้อง ก่อนกดเสียงลง “ข้าน้อยได้รับรายงานจากสายสืบว่า ขันทีผู้ดูแลเมืองเซวียนฝู่ 'หลิวชิง' ได้ลอบเดินทางเข้ากรุงอย่างลับๆ ข้าน้อยไม่แน่ใจว่าเขาเกี่ยวข้องกับคดีสังหารครอบครัวนายทหารทั้งสามสิบกว่าหรือไม่ แต่ในช่วงที่เมืองหลวงเกิดเหตุวุ่นวาย เขากลับเดินทางเข้ามาโดยมิได้รับคำสั่งใด ดูท่าไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ”
ดวงตาของเม่าปินสั่นไหวเล็กน้อย หลิวชิงจะเกี่ยวข้องกับคดีนั้นหรือไม่ ฉินฉานไม่รู้ แต่เขารู้ดี เขารู้ว่าน้ำในเรื่องนี้ขุ่นคลักเพียงใด เหนือหลิวชิงยังมีใครซ่อนอยู่ไม่รู้เท่าไร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจในเมืองหลวงกับข้าราชการท้องถิ่นและกลุ่มอิทธิพลต่างๆ นั้นยุ่งเหยิงเป็นใยแมงมุม แม้แต่ท่านผู้บัญชาการองค์รักษ์เสื้อแพรก็ไม่กล้าแตะต้องง่ายๆ ขยับทีเดียวอาจกระเทือนไปทั้งองค์กร เล่นพลาดอาจโดนเผาตัวตาย
“เจ้าหมายถึงอะไร?” เม่าปินถามเรียบๆ
“ข้าน้อยหมายถึงว่า เราอาจใช้ประโยชน์จากหลิวชิง ลากเขาเข้ามาในเรื่องนี้ด้วย พวกเราอาจจะ…”
“ไม่ได้!” เม่าปินรีบขัดขึ้นทันที น้ำเสียงเข้มขึ้นอย่างชัดเจน “ฉินฉาน คนผู้นี้อย่าไปแตะ ต้องไม่แตะเด็ดขาด”
สีหน้าของฉินฉานเปลี่ยนทันที เหงื่อเย็นไหลทั่วแผ่นหลัง
ในลมหายใจนั้นเขาเข้าใจทุกอย่าง หลิวชิงคือกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเซวียนฝู่กับเมืองหลวง คดีสังหารหมู่นั้นย่อมเกี่ยวข้องกับหลิวชิง และแน่นอนว่าก็ย่อมเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจเบื้องหลังเขาในเมืองหลวง
เมืองหลวงแห่งนี้เปรียบได้ดั่งบ่อโคลนที่มองไม่เห็นก้น ราชวงศ์ต้าหมิงเปรียบเหมือนของเหม็นในส้วม ที่แม้มองไม่เห็นแต่พอขุดขึ้นมาก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่าทันที
ฉินฉานเป็นคนรักสะอาด เขาอาจยอมเป็นหมอผีแต่เขาจะไม่ยอมเป็นไม้กวนขี้อย่างเด็ดขาด ที่สำคัญเขาไม่สามารถรับผลลัพธ์จากการเป็นไม้กวนขี้ได้
ฉินฉานและเม่าปินสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ หยุดบทสนทนาไว้เพียงนั้น
ต่างก็เป็นคนฉลาด ไม่จำเป็นต้องพูดให้หมด การเว้นไว้สักชั้นยังพอมีเสน่ห์ พอพูดหมดแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรให้คิดต่อ
เมื่อทั้งสองไม่มีหนทางใดที่จะจับนักฆ่าได้อีก เม่าปินก็หมดอารมณ์จะคุยต่อ จึงยกชาขึ้นจิบเบาๆ
ฉินฉานยังไม่ขยับไปไหน คนฉลาดในยามนี้กลับดูไม่ฉลาดนัก
เม่าปินจิบชาไปหลายครั้ง ฉินฉานก็ยังไม่เอ่ยล่ำลา เม่าปินเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ จึงตัดบท
“ขุนพลฉิน เจ้าไปจัดการงานของเจ้าเถอะ อย่าลืม ท่านเสนาบดีหม่าต้องปลอดภัยโดยเด็ดขาด”
“ขอรับ”
“เจ้าทำไมยังไม่ไปอีก?”
“ข้าน้อยมีเรื่องจะเรียน…” สีหน้าของฉินฉานดูประหม่าเล็กน้อย “เมื่อครู่ท่านผู้บัญชาการกล่าวว่า ข้าน้อยและผู้ใต้บังคับบัญชามีผลงานในการปราบโจรในคืนนี้ จะมีรางวัลห้าร้อยตำลึง ข้าน้อย…ฮ่าๆ…ข้าน้อยละอายใจ…”
ยังพูดไม่ทันจบ เม่าปินก็หัวเราะออกมาเบาๆ สองครั้ง “หาได้ยากนักที่เจ้าจะรู้จักอับอายเช่นนี้ ดีแล้วล่ะ เจ้าก็คิดเหมือนกันใช่ไหมว่าเงินห้าร้อยตำลึงนี้เจ้ารับไว้ไม่เหมาะสม?”
ดวงตาของฉินฉานเบิกกว้างประหนึ่งระฆังทอง ตกใจกล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการหมายความว่าอย่างไร? ข้าน้อยเพียงอยากรู้ว่า…จะไปรับเงินได้ที่ไหน…”
…
ปัญหาของเม่าปินหาใช่ปัญหาของฉินฉาน หากไม่สามารถทำภารกิจที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายให้สำเร็จ ผู้ที่ต้องโดนลงโทษก็คือเม่าปิน ไม่ใช่เขา
ทว่า…เมื่อรับเงินเลี้ยงชีพจากผู้อื่น ย่อมต้องซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น เพิ่งได้รางวัลห้าร้อยตำลึงมา ฉินฉานเป็นคนมีน้ำใจ เขาจึงไม่อาจทนเห็นเจ้านายโดนลงโทษได้ ฉินฉานจึงคิดหาวิธี
วิธีของฉินฉานมักจะรุกก่อนเสมอ เขาไม่ชอบปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามถือความได้เปรียบไว้ในมือ ความรู้สึกที่ถูกศัตรูควบคุมสถานการณ์มันแย่มาก นอกจากในเรื่องบนเตียงแล้ว ตลอดสองชาติของเขา เขาไม่เคยทำตัวเป็นฝ่ายตั้งรับเลย
เขาคิดแผนอย่างง่าย วันที่สองยามเช้า ขบวนเกี้ยวเจ้าหน้าที่และทหารจำนวนหลายร้อยคนก็เคลื่อนขบวนออกจากจวน ทหารทั้งหลายระวังภัยเต็มที่ ดาบกระบี่ชักออกจากฝัก เกี้ยวนั้นส่ายไหวเบาๆ ออกจากในเมืองสู่รอบนอก แล้ววกกลับมายังประตูเฉิงเทียน เรียกได้ว่าเดินวนครึ่งเมืองหลวง
น่าเสียดายที่การวางแผนอันแยบยลของฉินฉานกลับไร้ผล เหล่านักฆ่าที่ยังเหลืออีกยี่สิบกว่าคนเหมือนจะฉลาดขึ้นมาในทันใด ไม่รู้ว่าเพราะพวกมันมองออกว่าเขาต้องการล่อให้โจมตี หรือเพียงแค่เช้ายังไม่ตื่น นิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีใดเลย ทำให้แผนล้มเหลว
แต่เขาไม่ได้ผิดหวัง เพราะมันก็อยู่ในความคาดหมาย ทำให้ดีที่สุดแล้วก็ปล่อยให้ฟ้าลิขิต ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของเม่าปิน เขาคิดว่าตนเองทำดีที่สุดแล้ว
…
ราตรีมาเยือน จวนของเสนาบดีหมายังคงถูกห้อมล้อมด้วยทหารและเจ้าหน้าที่แน่นหนา แม้แต่แมลงวันยังไม่อาจบินผ่านเข้าไปได้
ฉินฉานยืนอยู่ที่ลานหน้าจวน ลมหนาวแห่งฤดูเหมันต์พัดมากระทบใบหน้าเขาอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของเขาสงบนิ่ง
หากคืนนี้ผ่านไป วันครบกำหนดสามวันตามคำสั่งของฮ่องเต้ก็จะสิ้นสุด นักฆ่ายังเหลืออีกยี่สิบกว่าคนที่ยังจับไม่ได้ เม่าปินกับหวังเยว่จะต้องเผชิญพระราชพิโรธของฝ่าบาท
——เว้นเสียแต่นักฆ่าจะลงมือกับหม่าเหวินเซิงในคืนนี้ และถูกสังหารหรือจับกุมทั้งหมด
เป็นไปได้หรือ?
ฉินฉานส่ายหน้า ไม่ว่านักฆ่าจะลงมือเมื่อใดและที่ใด สิ่งที่เขาทำได้ก็คือปกป้องหม่าเหวินเซิงไม่ให้ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย นั่นคือหน้าที่ของเขา
ยามราตรีมืดมิดและเงียบสงัด เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง
เงาต้นไม้ในลานหน้าจวนไหวโยกไปตามแรงลม แม้จะมีทหารและเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ทั่วบริเวณ แต่เปลือกตาของฉินฉานกลับกระตุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว คล้ายมีจิตสังหารอันหนาแน่นจู่โจมเข้ามา ทำเอาเขาหนาวสะท้านโดยไม่รู้ตัว
………….