- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 139 - ที่ควรมาอย่างไรก็ต้องมา
139 - ที่ควรมาอย่างไรก็ต้องมา
139 - ที่ควรมาอย่างไรก็ต้องมา
139 - ที่ควรมาอย่างไรก็ต้องมา
รถม้าเร่งฝีเท้าไม่หยุด ไม่นานก็เข้าสู่ประตูเมือง
ทันทีที่เข้ามาในเมืองหลวง เขาก็ได้รับข่าวร้ายยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด...หม่าเหวินเซิง เสนาบดีกรมขุนนางถูกลอบสังหารเมื่อวาน ฮ่องเต้ทรงกริ้ว ได้สั่งให้องค์รักษ์เสื้อแพรและตงฉ่างตรวจสอบให้ถึงที่สุด
"ตรวจสอบให้ถึงที่สุด" หมายถึง ต้องมีผลลัพธ์ และยังต้องตรวจสอบที่มาที่ไปให้ครบถ้วน
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรไม่ใช่สิ่งที่หลิวชิงกังวล สิ่งที่เขากลัวคือ "ที่มา" เพราะเขานั่นเองคือ "ต้นเหตุ" หากถูกขุดคุ้ยขึ้นมา เขาไม่มีทางเอาตัวรอดได้
สีหน้าหลิวชิงซีดเผือด รีบส่งบัตรเข้าพบและของกำนัลให้กับผู้มีอำนาจเบื้องหลังในเมืองหลวงที่เขาพึ่งพา
แต่เมื่อบัตรและของกำนัลถูกคนโยนออกมาทางรอยแยกของประตู หลิวชิงผู้กำลังวิตกก็หมดหวังโดยสิ้นเชิง เขารู้แล้วว่า...ตนจบสิ้นแล้ว
...
ฉินฉานเริ่มสังเกตเห็นว่าขุนนางในราชวงศ์หมิงช่างเชี่ยวชาญศิลปะการพูด และยิ่งแก่ก็ยิ่งเก่ง
ชมคนที่ทำเรื่องเลวร้ายว่าเป็นผู้มีความสามารถ นั่นช่างเลวร้ายยิ่งกว่าคนทำเรื่องเลวเสียอีก ฟังแล้วเหมือนชมแต่แท้จริงคือด่าลับๆ ที่แย่กว่านั้นคือฉินฉานไม่รู้ว่าควรทำหน้าโกรธหรือแสร้งถ่อมตัวดี สุดท้ายก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปเสียเลย
เขาเคยทบทวนตนเอง เขาให้คำจำกัดความกับตนว่า “ไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่เลวโดยแท้” คนประเภทนี้มักไม่ถูกใจใคร ฝ่ายคนดีก็ไม่รับ ฝ่ายคนเลวก็ไม่ไว้ใจ ชีวิตผ่านมาสองชาติ ก็ลอยไปเรื่อยเปื่อย โชคดีก็คือ ทั้งสองชาติก็ไม่ได้ถึงกับตกต่ำ จะเป็นเพราะโชคหรือฝีมือก็ไม่รู้ และยิ่งไม่รู้ว่าจุดจบของเขาจะเป็นความรุ่งเรืองหรือล่มจม
...
กองกำลังตงฉ่างและองครักษ์เสื้อแพรล้อมจวนหม่าเหวินเซิงไว้อย่างแน่นหนา ทั้งดาบชักพร้อม เกาทัณฑ์ขึ้นสาย การรักษาความปลอดภัยแน่นหนาไม่ต่างจากวังหลวง เงียบสงัดแต่แฝงด้วยกลิ่นอายมรณะ
ทุกคนกำลังรอ รอให้มือสังหารลงมืออีกครั้ง
เพราะทุกคนเชื่อว่าพวกมันต้องลงมืออีกแน่นอน เพราะบางความแค้นไม่อาจลบเลือนได้ ยิ่งเวลาผ่าน ยิ่งฝังลึก ทุกคนรู้ดีว่าความแค้นฆ่าพ่อ แย่งเมีย และล้างตระกูลนั้นฝังรากลึกที่สุด นี่คือความแค้นที่ไม่มีทางคลี่คลาย เป็นทางตันแห่งความตาย การปะทะย่อมเกิดขึ้นแน่ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
ไม่ใช่แค่ฝ่ายตงฉ่างรออยู่ ทั้งฮ่องเต้ ขุนนางระดับเจ็ด ไปจนถึงราชสำนักล้วนรอ
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะจบแค่จับตัวคนร้ายไม่ได้ เพราะเรื่องนี้คือโคลนสกปรก ถ้าใครไม่รังเกียจก็สามารถตักไปสาดใส่ศัตรูทางการเมืองให้เลอะได้ ใครโดนเข้า แม้ไม่ตายก็ต้องเสียหน้าแน่นอน
ดังนั้นทุกคนจึงเงียบ เงียบเพื่อรอมือสังหารลงมือ และก็เงียบเพื่อครุ่นคิดว่า จะเอาเรื่องนี้ไปโยงใส่ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร
ฉินฉานก็รออยู่เหมือนกัน เขาเป็นเพียงขุนพลเล็กๆ ไม่มีกลยุทธ์มากมายอย่างขุนนางในราชสำนัก สิ่งที่เขาหวังคือหม่าเหวินเซิงจะปลอดภัยภายในสามวันตามที่ฮ่องเต้รับสั่ง ส่วนหลังจากนั้นคดีจะคืบหรือไม่ก็ไม่ใช่หน้าที่เขา แต่เป็นของเม่าปิน
ด้วยความดีที่เขาเคยช่วยหม่าเหวินเซิงไว้ในวันที่ถูกลอบสังหาร ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีทางแพ้ แม้ไม่มีความคืบหน้าภายในสามวัน หรือแม้ทั้งองค์รักษ์เสื้อแพรจะถูกตำหนิ แต่เขาก็ไม่มีทางโดนลงโทษ เพราะมีความดีเป็นเกราะกำบัง
บางครั้งฉินฉานก็นึกขัน ที่เพิ่งเป็นแค่ขุนพลเล็กๆ ก็ซึมซับแก่นสารของระบบขุนนางได้ขนาดนี้ ทำอะไรผลักได้ก็ผลัก หลบได้ก็หลบ ลองคิดในมุมกลับ หากตนเป็นฮ่องเต้แล้วเจอขุนนางแบบนี้เต็มราชสำนัก คงอาเจียนเป็นเลือดไปแล้ว
โชคดีที่โลกนี้มีแค่ฉินฉานคนเดียว
...
เรื่องที่คาดไว้ก็เกิดขึ้นตามนัด
บางความแค้นต้องรีบชำระให้ไว มิฉะนั้นจะย้อนกลับมากัดกินจนคนกลายเป็นบ้า
มือสังหารกลุ่มนี้ก็อยู่ในสภาพคลุ้มคลั่งเช่นกัน
คืนวันที่สองหลังหม่าเหวินเซิงถูกลอบสังหาร พอเข้ายามซื่อ ขบวนองค์รักษ์เสื้อแพรและตงฉ่างที่อยู่รอบจวนหม่าเหวินเซิง ก็เริ่มเคาะฆ้องแจ้งเตือน เสียงฆ้องแหวกความเงียบของยามค่ำในเมืองหลวง
เหล่าทหารเวรยามทั้งหมดก็เคลื่อนไหวทันที พลปืนร้อยนายประจำแนวหน้าเตรียมพร้อมรอเพียงข้าศึกโผล่มาก็จะยิงกราดทันที
สองวันนี้ฉินฉานนอนเฝ้าที่ประตูหน้าจวนหม่าเหวินเซิง เพราะภารกิจสำคัญ เขาไม่กล้ากลับบ้าน ต้องปักหลักอยู่ตรงหน้าประตูดั่งตะปูตรึงแน่น
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน เขาลุกจากเตียง
เขาไม่ได้กังวลว่าจะปะทะศัตรูทันที เพราะเขาได้วางแนวป้องกันสามชั้นไว้ในตรอกซอกซอยรอบจวน มือสังหารหากจะมาถึงหน้าประตูได้ ต้องเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อจำนวนมาก
เขาเพียงแต่สงสัยว่าทำไมมือสังหารถึงบุกมาเร็วขนาดนี้ เขาคิดว่าพวกนั้นควรเตรียมตัวให้รอบคอบก่อน ถึงจะลงมือ
ถ้าเทียบกับการวางแผนรอบคอบในครั้งแรกแล้ว คราวนี้ดูเหมือนพวกมันสติไม่สมบูรณ์ นี่แหละที่เขารู้สึกแปลกใจที่สุด
เสียงฆ้องยิ่งดังถี่ เสียงยิ่งใกล้ประตูใหญ่เข้ามาเรื่อยๆ
ฉินฉานยืนหน้าหินขั้นบันไดหน้าเรือน สีหน้าเย็นชา รอบข้างล้อมด้วยทหารเวรประจำการมีเกาทัณฑ์ขึ้นสาย ติงซุ่นและพวกใต้บังคับบัญชาชักดาบยืนรอบตัวเขา
เขาเฝ้ามองถนนหน้าเรือนที่เงียบสงบ และฟังเสียงฆ้องที่ใกล้เข้ามาทีละน้อย
พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวน แล้วเสียงฆ้องเงียบหายทันที คนตีฆ้องถูกสังหารแล้วแน่นอน
ฉินฉานใจสั่น มือสังหารพวกนี้เก่งเกินไปแล้วหรือ? หรือว่าพวกมันสามารถทะลวงแนวป้องกันทั้งสามชั้นที่เขาวางไว้?
ในความมืดมิดของถนน มีเงาดำหลายสายปรากฏขึ้น พวกมันสวมชุดดำ เคลื่อนไหวลื่นไหลแต่ดูเซเล็กน้อย ไม่ใช่ชุดของทหารเวรหรือตงฉ่าง เป้าหมายของพวกมันคือตรงเข้ามาที่ประตูหน้าจวนหม่าเหวินเซิง
ฉินฉานถอนใจในใจ “พวกมันมาแล้ว แม้จะโง่เขลาอยู่บ้างก็ตาม”
กลุ่มนักฆ่ากระโดดพลิกตัวหลบหลีกอยู่ห่างจากฉินฉานหลายสิบวา เปลี่ยนท่วงท่าไปมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเป็นเส้นตรงซึ่งจะตกเป็นเป้าโจมตีของหน้าไม้จากองค์รักษ์เสื้อแพร ทิศทางของพวกเขายังคงมุ่งมั่นตรงไปยังหน้าประตูจวนหม่า ความเร็วในการเคลื่อนไหวไม่เร็วนักแต่แน่วแน่ไม่เปลี่ยน
ฉินฉานขมวดคิ้วแน่น เม้มริมฝีปากไม่กล่าวอะไร จ้องร่างนักฆ่าทั้งหลายอย่างเย็นชา
ยิ่งนักฆ่าเข้ามาใกล้เท่าไร ความสงสัยในใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ค่ำคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? นักฆ่ากว่าสามสิบคน เหตุใดจึงปรากฏตัวเพียงสี่ห้าคนเบื้องหน้า? เหตุใดวิธีลอบสังหารของพวกเขาช่างบุ่มบ่าม ราวกับอาศัยแต่ใจบ้าบิ่นไร้แผนใดๆ กล่าวอย่างไม่เกรงใจ พวกเขากำลังมาฆ่าตัวตายชัดๆ
พวกนักฆ่าคิดจะทำอะไรกันแน่? หรือยังมีแผนสำรองแอบซ่อนไว้อีก?
ฉินฉานตัวสั่นสะท้าน หันไปสั่งการกับผู้ใต้บังคับบัญชา “เร็ว! เพิ่มกำลังเข้าไปในเรือนในของจวนหม่า ปกป้องท่านเสนาบดีหม่าและครอบครัว มือปืนหน้าเรือนให้ทั้งหมดไปรวมกันที่เรือนใน หากเจอนักฆ่า ให้ฆ่าทิ้งในที่เกิดเหตุ”
“รับทราบ!”
หัวหน้าหน่วยของตงฉ่างที่อยู่ใกล้ฉินฉาน ก็รีบร้อนสั่งการคำสั่งคล้ายกันกับพวกของตน
คืนนี้เรื่องทั้งหมดนี้มันแปลกเกินไป วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือตั้งรับไม่เปลี่ยนแปลง ตราบใดที่สามารถปกป้องท่านเสนาบดีหม่าไว้ได้ ไม่ว่าภายนอกจะเกิดอะไรขึ้น ก็ถือว่าเป็นผลงาน
หลังจัดการเรียบร้อย ฉินฉานเฝ้ามองนักฆ่าทั้งสี่ห้าคนที่เดินโซเซใกล้เข้ามา ติงซุ่นยกแขนขวาขึ้นเล็กน้อย เตรียมสั่งให้ยิงเกาทัณฑ์ใส่ แต่ฉินฉานส่ายหน้า “จับเป็น”
รอบข้างมีองค์รักษ์เสื้อแพรและทหารตงฉ่างอยู่ราวห้าหกร้อยนาย หากแม้แต่คนแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ ก็ไร้เกียรติสิ้นดี
เมื่อฉินฉานสั่งลงไป เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมต้องปฏิบัติตาม ทันใดนั้นจึงมีขุนนางกว่ายี่สิบคน ก้มตัวถือดาบหนังปลาฉลามพุ่งเข้าใส่ ไม่กี่ลมหายใจต่อมาก็ปะทะเข้ากับนักฆ่า
………