เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

137 - ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละ

137 - ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละ

137 - ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละ


137 - ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละ

“ผู้บัญชาการของพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งพวกเราหน่วยองค์รักษ์เสื้อแพร ข้าไม่เคยคิดแย่งหน้าที่ในการปกป้องท่านเสนาบดี แต่ผู้บัญชาการเม่าได้สั่งมาโดยตรง ข้าย่อมไม่อาจละเมิด หากอยากให้พวกเรากลับไป ก็ไปเอาคำสั่งลายมือของผู้บัญชาการเม่ามา ไม่เช่นนั้นข้าย่อมไม่ออกจากจวนหม่า”

หัวหน้าตงฉ่างเริ่มแสดงอาการหงุดหงิด “ข้ารู้ว่าเจ้าชื่อฉินฉาน เป็นขุนพลที่เคยทำให้ผู้บัญชาการของเราถูกฮ่องเต้ตำหนิ ต่อกรกับพวกมือสังหารที่โหดเหี้ยมแบบนั้น บัณฑิตอย่างเจ้าคงคุ้มกันท่านเสนาบดีหม่าไม่ได้หรอก ถอยไปเสียจะดีกว่า”

ฉินฉานหัวเราะเย็น “คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร? หากพวกเจ้าจับมือสังหารได้สำเร็จ ย่อมเป็นความดีความชอบของตงฉ่าง แต่หากท่านเสนาบดีเป็นอะไรขึ้นมา พวกเจ้าก็โยนความผิดมาให้หน่วยองค์รักษ์เสื้อแพร บอกว่าพวกเจ้าเสี่ยงตายต่อสู้ พวกเราไม่โผล่หัวมาสักคน พอฮ่องเต้ทรงกริ้ว คนที่ต้องรับเคราะห์ก็มีแต่พวกเราใช่หรือไม่?”

หัวหน้าอีกฝ่ายชะงักไปชั่วครู่ “ปากคมนัก ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร หน้าที่ปกป้องท่านเสนาบดีหม่าเป็นของพวกเรา หน่วยองค์รักษ์เสื้อแพรไม่ต้องมายุ่ง หากรู้ตัวก็รีบไสหัวออกไปเสียแต่โดยดี…”

ยังไม่ทันพูดจบ ฉินฉานก็ลงมือทันที ฝ่ามือตบใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง

เหล่าลูกน้องของฉินฉานที่อดกลั้นความโกรธอยู่ก่อนหน้า เมื่อเห็นเจ้านายลงมือก็ต่างถอดฝักดาบออกแล้วเข้าตะลุมบอนกับพวกตงฉ่างทันที

หน้าเรือนของจวนหม่าเกิดความวุ่นวายอลหม่าน

เก้าอี้ไม้ที่ผุพังอยู่ก่อนแล้ว ถูกพังจนไม่เหลือชิ้นดีภายในไม่กี่กระบวนท่าในการต่อสู้ของสองฝ่าย

ชายฉกรรจ์สามถึงห้าสิบคนต่อสู้กันอุตลุด ฝุ่นตลบอบอวล เสียงร้องโหยหวนและคำตะโกนดังกึกก้อง

ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงชราที่เต็มไปด้วยความโกรธดังขึ้น

“พวกเจ้ามาที่เรือนของข้าเพื่อวิวาทกันใช่หรือไม่? ช่าง…อ๊า! ใคร! ใครกล้าทำร้ายข้า…อ๊า! เหิมเกริมเกินไปแล้ว! ข้านี้คือความเที่ยงธรรมอัน…ปัง!”

เสียงแห่งคุณธรรมที่น่ารำคาญนั่นก็หยุดลงกะทันหัน

ในขณะที่เหล่า*ฉ่างเว่ยกำลังตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครคาดคิดว่า หม่าเหวินเซิง จะออกมาห้ามศึก ...

*(ฉ่างเว่ยเป็นคำเรียกรวมกันของตงฉ่างและจินอีเว่ย แม้ว่าทั้งสององค์กรนี้จะไม่ถูกกันอย่างแรง แต่ในสายตาของผู้คนทั่วไปก็มองว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนประเภทเดียวกัน)

ที่จริงแล้วก็น่าจะคาดได้อยู่ เพราะจู่ๆ มีคนแปลกหน้าโผล่มาตีกันถึงหน้าบ้าน ใครจะไปยินดีนัก? ปฏิกิริยาของท่านเสนาบดีก็ถือว่าปกติ เสียแต่ว่าฝีมือของท่านตกไปนิด

ต้องขอตำหนิท่านหม่าเสียหน่อย อายุปาเข้าเจ็ดสิบกว่าแล้ว ควรจะรู้จักหลักหลีกเลี่ยงภัย ใช้ชีวิตให้สงบสุขเสียที แค่ได้นั่งผิงไฟริมลานบ้าน ตากแดดอุ่นๆ ก็น่าจะพอใจแล้ว

การที่คนแก่กระโจนเข้าไปกลางวงตีกันของวัยรุ่นเช่นนี้ก็เกินตัวเกินแรงไปหน่อย ถ้าเปรียบเทียบกับ ฉินหง เสนาบดีกรมพระคลังแห่งหนานจิง ท่านฉินจัดว่าฉลาดใช้ได้ ตอนที่เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นของกรมการคลังฝ่ายใต้ยกพวกตีกันในห้องโถง เขาคือคนที่หนีเร็วที่สุด หายตัวไวที่สุด เรื่องนี้ท่านหม่าควรเรียนรู้จากท่านฉินให้มากๆ

ศึกกลางห้องโถงใหญ่ของจวนหม่ากำลังถึงช่วงดุเดือด ไม่มีใครสังเกตเลยว่าใต้ฝ่าเท้าของพวกเขานั้น มีขุนนางผู้ทรงอิทธิพลของราชสำนักนอนแน่นิ่งอยู่ ทุกคนกำลังอินกับศึก ไม่เหลือความยั้งมือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างฝั่งฉ่างกับเว่ย สะสมมายาวนาน เหตุชกต่อยทั้งเล็กและใหญ่เกิดขึ้นแทบไม่ขาดสาย แค่พูดไม่เข้าหู ก็กระโจนเข้าฟัดกันแล้ว และเมื่อไฟอารมณ์ลุกโชน ก็มักจะไม่สนใจเรื่องเล็กๆ เช่น "สถานที่เหมาะจะสู้หรือไม่" เห็นที่ไหนก็ตีกันที่นั่น วันนี้ก็เช่นกัน

การต่อสู้ในวันนี้ฝ่าย ตงฉ่างตกเป็นรอง เพราะฝั่งฉินฉานพาคนมามากกว่า อีกทั้งตัวฉินฉานซึ่งเป็นหัวหน้าก็ลงไม้ลงมือด้วย ทำให้ฝ่ายองค์รักษ์เสื้อแพรกำลังใจสูงกว่า ตั้งแต่เริ่มก็เหนือกว่าตลอด

จนกระทั่งใกล้จบศึก ก็มีเสียงหวีดร้องลั่นห้องโถง “นายผู้เฒ่า! ท่านเป็นอะไรไป! ตื่นเถิด! ไอ้พวกบ้าพวกนี้หยุดเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงมาทำร้ายขุนนางชั้นสูงของราชสำนัก ไม่กลัวหัวขาดหรือ?!”

เสียงกรีดร้องนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่ทั้งสองฝ่าย ทุกคนรีบก้มลงมอง ก็เห็นหม่าเหวินเซิงนอนแน่นิ่งอยู่กลางสมรภูมิ สภาพไม่ไหวติง ขณะที่ชายชราแต่งกายเหมือนหัวหน้าคนรับใช้กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนร่างภาพนั้นช่างพาให้นึกถึงสถานการณ์อัปมงคลบางอย่าง...

ทุกคนตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี การตีกันจึงยุติทันที คนที่ตกใจที่สุดคือฉินฉานกับหัวหน้าฝ่ายตงฉ่าง เพราะในฐานะผู้นำ จะปัดความรับผิดชอบคงยาก

เขี่ยร่องจมูก เขย่าร่าง นวดขมับ... ทุกวิธีถูกนำมาใช้ ในที่สุดหม่าเหวินเซิงก็ฟื้นคืนสติท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน

ฉินฉานถอนหายใจยาว โล่งอกอย่างยิ่ง

หากหม่าเหวินเซิงเป็นอะไรไปแน่ละก็ ฮ่องเต้หงจื้อคงจับเขาไปทำหุ่นทหารฝังไว้ในหลุมศพจวนหม่าแน่

หลังจากหายใจหอบเหนื่อยอยู่พักใหญ่ หม่าเหวินเซิงลืมตาขึ้น เหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มโล่งใจของฉินฉานและหัวหน้าฝ่ายตงฉ่าง สายตาสลับไปมา แล้วกล่าวอย่างคับแค้นใจ

“พวกเจ้าสองตัวบัดซบ ที่มาวันนี้นี่จะมาคุ้มกันข้าหรือจะมาฆ่าข้ากันแน่?”

ฉินฉานรีบประสานมือโค้ง “โปรดให้อภัยด้วยขอรับท่านหม่า ข้าน้อยบุ่มบ่ามไป เผลอทำร้ายท่าน โทษควรตายสถานเดียว”

หัวหน้าฝ่ายตงฉ่างหัวเข่าอ่อน รีบคุกเข่าทันที ไม่พูดพร่ำ ยกมือตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ เสียงดังชัดแจ๋ว เล่นเอาหม่าเหวินเซิงกับฉินฉานหายเคืองกันชั่วคราว

พอตบหน้าตัวเองจนพอแล้ว หม่าเหวินเซิงก็เหลือบตามองฉินฉาน เห็นได้ชัดว่าอยากให้ฉินฉานเลียนแบบแบบอย่างของหัวหน้าตงฉ่างบ้าง ฉินฉานชะงัก แล้วเบือนหน้าหนีทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

แก่ขนาดนี้แล้ว ควรรู้จักคำว่า “พอเพียง” เสียบ้าง หัวหน้าตงฉ่างตบหน้าตัวเองแทนพวกทั้งหมดแล้ว หากยังไม่พอใจอีก ก็ดูจะใจแคบไปหน่อย อายุปูนนี้ยังใช้ชีวิตไม่เป็นอีกหรือ?

หม่าเหวินเซิงถอนใจอย่างผิดหวังเล็กน้อย ก่อนหอบหายใจแล้วกล่าว “อีกเรื่องหนึ่ง...เมื่อครู่ใครเป็นคนแรกที่เอาเท้าถีบข้า?”

ฉินฉานชะงัก จากนั้นก็ชี้ไปที่หัวหน้าตงฉ่างพร้อมทำเสียงโกรธจัด “พวกเจ้าตงฉ่างช่างอำมหิต! กล้าทำร้ายขุนนางชั้นสูงกลางวันแสกๆ ไม่กลัวหัวขาดหรือ!”

เหล่าทหารองค์รักษ์เสื้อแพรอย่าง ติงชุ่นพากันตะโกนเห็นด้วย เสียงประณามดังกึกก้องใส่เหล่าทหารตงฉ่าง ด้านตงฉ่างพยายามตอบโต้บ้าง แต่สู้จำนวนและเสียงขององค์รักษ์เสื้อแพรไม่ไหว เริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในการด่ากลับ

หัวหน้าฝ่ายตงฉ่างถึงกับตะลึง หน้าตาแสนจะบริสุทธิ์ปนคับแค้น ปากขยับอยากอธิบาย แต่ไม่อาจพูดออกมาได้ ท่ามกลางเสียงประณามที่เปี่ยมด้วย “คุณธรรม” ของฉินฉานและบริวาร อีกทั้งแววตาเฉียบคมดุจมีดของหม่าเหวินเซิง หัวหน้าคนนั้นก็แหงนหน้ารำพันยาว ก่อนกัดฟันแน่น ตบหน้าตัวเองอีกครั้งต่อหน้าทุกคน ทีละฉาด...ทีละฉาด...

หม่าเหวินเซิงและฉินฉานก็ยืนดูอย่างเพลิดเพลิน สายตาเต็มไปด้วยความพอใจ...

...

เรื่องราวสงบลงแล้ว ความโกรธของหม่าเหวินเซิงก็คลี่คลายไปไม่น้อย ตัดสินใจไม่ติดใจเอาความ ถือว่าใจกว้าง เพราะท่านหม่าเป็นขุนนางอาวุโสผ่านมาหลายรัชสมัย เคยผ่านศึกชกต่อยในราชสำนักมานับไม่ถ้วน อารมณ์ร้อนกันทั้งนั้น จึงเข้าใจจิตใจของผู้ที่ตีกันดี แค่บาดเจ็บเล็กน้อย หากจะลงโทษกันจริงๆ ก็เกินไปหน่อย

หลังการต่อสู้ ฝ่ายฉ่างกับเว่ยต่างก็รู้กันโดยไม่ต้องพูดว่า ไม่มีฝ่ายใดยอมถอนตัว ต่างส่งคนมาเฝ้าระวังในจวนหม่า ทหารทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมในที่เดียว ทำหน้าที่กันคนละอย่าง ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบการคุ้มครองหม่าเหวินเซิง บ้านหลังเล็กๆ ของหม่ากลายเป็นป้อมปราการที่ไร้ช่องว่างให้รั่วไหล

นี่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ทุกคนรู้ดีว่าหม่าเหวินเซิงกำลังเผชิญภัยร้ายแรง และหากสามารถจัดการกับพวกคนร้ายที่ก่อเรื่องได้ ก็จะเป็นผลงานใหญ่โต ท่านหม่าจึงกลายเป็นชิ้นเนื้อชั้นดีที่ทั้งฉ่างและเว่ยแย่งกันอย่างไม่ยอมถอย

………

จบบทที่ 137 - ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละ

คัดลอกลิงก์แล้ว