- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 110 - ไท่จื่อผู้ดุร้าย
110 - ไท่จื่อผู้ดุร้าย
110 - ไท่จื่อผู้ดุร้าย
110 - ไท่จื่อผู้ดุร้าย
ขณะที่ฉินฉานกับตู้เอี้ยนกำลังหลบอยู่ในห้องนับเงินกันด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข คนรับใช้ของสวีเผิงจูก็มาตามตัวฉินฉานไปยังโรงน้ำชาหรูหราเงียบสงบแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
จากวันลาจนถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้ว การได้พบกับสวีเผิงจูอีกครั้งทำให้ฉินฉานตื่นเต้นอย่างที่สุด คนผู้นี้คือสหายแท้คนหนึ่งที่เขาได้พบระหว่างอยู่ที่เจียงหนาน เป็นเพื่อนที่จริงใจ ถึงแม้จะมีท่าทีจองหองยโสอยู่บ้าง แต่ก็ยังน่ารักในแบบของตัวเอง
สวีเผิงจูดูอ้วนขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าไปกินของอร่อยอะไรที่อิงเทียนมาบ้าง พอเห็นฉินฉานก็เบิกตากว้าง สีหน้าราวกับพิซซ่ารูปคนวิ่งเข้ามาหาตนเอง ทำให้เขาดีใจจนออกนอกหน้า
ทั้งสองพบหน้ากันก็ไม่ได้ทำพิธีการอะไร แค่หัวเราะฮาเฮแล้วตบไหล่กันแรงๆ อย่างสนิทสนม
ข้างกายสวีเผิงจูืนอยู่ด้วยชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่ง ดูราวสิบห้าหรือสิบหกปี สวมเสื้อคลุมไหมลายกลมอย่างหรู ห้อยเข็มขัดหยก ปากแดงฟันขาว หน้าตาหล่อเหลา พอยืนนิ่งๆ ก็แลดูสงบเสงี่ยม ทว่าในแววตามีประกายเจ้าเล่ห์แอบซ่อนอยู่
บรรยากาศรอบข้างดูผิดปกติเล็กน้อย ชายวัยกลางคนหน้าขาวไร้หนวดหลายคนยืนอย่างเคารพอยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม ทั่วโรงน้ำชาดูว่างเปล่า ไม่มีแขกแม้แต่คนเดียว เห็นชัดว่าได้ถูกเคลียร์พื้นที่ไว้แล้ว
รอบข้างแม้ดูเหมือนไม่มีผู้ใด แต่ฉินฉานกลับรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองตนเองอยู่ ทำให้ขนลุกวาบ คล้ายกับกำลังเจอผีเข้า
วันนี้สวีเผิงจูดูประหม่าเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มผู้นั้น คงเพราะเมืองหลวงไม่ใช่ถิ่นของเขา จึงไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองจนเกินไป
สวีเผิงจูตบไหล่ฉินฉานพลางหัวเราะ แนะนำฉินฉานกับเด็กหนุ่มอย่างภูมิใจว่า “ผู้นี้คือคนที่ข้าเคยเขียนถึงในจดหมายถึงท่าน ย้ายจากอิงเทียนมาเมืองหลวง เป็นพี่ชายสายมูแห่งเมืองหลวงนั่นเอง!”
“พี่ชายสายมูพ่องเจ้าเถอะ!” ฉินฉานอดไม่ได้ที่จะด่าออกมา ความยินดีที่ได้พบสวีเผิงจูพลันมลายหายไปหมดสิ้น
…
ทำไมต้องหลอกลวงสวีเผิงจูอยู่บ่อยครั้ง?
นั่นเพราะคนที่น่าสงสาร มักมีข้อให้น่าชัง เจ้าหมอนี่ปากก็ช่างหาเรื่องยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเคยไปเปิดขุมพลังที่วัดไหนมา ถึงได้พูดอะไรออกมาแล้วชวนให้ชกหน้าเช่นนั้น ต่อให้รู้ว่าเขาจริงใจกับตนแค่ไหน ฉินฉานก็ยังอดใจไม่ไหวที่อยากจะหลอกเขาสักหน นี่คือความรู้สึกที่รุนแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ส่วนเจ้าหนุ่มที่มาด้วยกันกับสวีเผิงจูกลับดูท่าทีร่าเริงมาก พอได้ยินคำว่า “พี่ชายสายมู” ก็อดหัวเราะไม่ได้ หัวเราะออกมาอย่างเสรี แววตาใสกระจ่างพลันหันไปจับจ้องฉินฉานอย่างไม่หยุดหย่อน เต็มไปด้วยความอยากรู้ ไม่มีท่าทีเคอะเขินของคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกแม้แต่น้อย
“ที่แท้เจ้าก็คือพี่ชายสายมูนั่นเอง สวีเผิงจูเขียนจดหมายถึงข้าบอกว่า ที่อิงเทียนมีวีรบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ตอนศึกต้านโจรสลัดที่เกาะฉงหมิงก็ช่วยพลิกสถานการณ์ได้ด้วยคนไม่กี่สิบคน ช่วยรบโจรสลัดจนพ่ายแพ้ย่อยยับ แถมยังเป็นคนเจ้าเล่ห์หลอกลวงเก่งยิ่งนัก ที่เก่งกว่านั้นก็คือมี ‘ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์’ ของหายากหนึ่งอัน นับว่าเป็นเข็มทิศแห่งอิงเทียนเลยทีเดียว… ฮี่ๆ ‘ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์’ นี่ก็เป็นของในเรื่อง ไซอิ๋ว ที่เจ้าเขียนไว้ใช่หรือไม่?”
ระหว่างพูดว่า “ใช่หรือไม่” เจ้าหนุ่มก็เอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาใสบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กพบของเล่นใหม่ ตาคู่นั้นสุกใสดุจบ่อน้ำสองบ่อที่มองทะลุถึงก้น
ฉินฉานยังไม่สนใจจะไปตอบเด็กหนุ่มผู้นี้ เขากำลังรู้สึกอยากกระอักเลือด ในวรรณกรรมกำลังภายในมักจะเรียกอาการนี้ว่า “ลำคอหวานวูบ” (หมายถึงกระอักเลือด) ตอนนี้เขาคอกำลังหวานจริงๆ อยากพ่นเลือดใส่หน้าสวีเผิงจูเต็มแรง
เมื่อครู่ยังชมในใจว่าเป็นคนจริงใจอยู่เลย ตอนนี้เห็นทีจะเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น เจ้าคุณชายจอมเกเรนี่ก็ยังเหมือนตอนพบกันครั้งแรก ไม่มีเปลี่ยน ยังคงน่าชังขนาดนี้ เล่นเอาเขาเสียหายขนาดนี้แล้ว ข้าหลอกเจ้ามาก็ถือว่าถูกต้องแล้ว ไม่หลอกก็ไม่สมศักดิ์ศรี
เขาไม่สนใจเด็กหนุ่มข้างตัวสวีเผิงจู เพราะประทับใจแรกไม่ค่อยดีนัก คิดว่าอีกฝ่ายก็คงเป็นลูกชายตระกูลขุนนางอีกคน ที่เมืองหลวงมีพวกคุณชายแบบนี้มากมาย ฉินฉานตอนอยู่อิงเทียนก็เรียนรู้วิธีรับมือพวกนี้มาแล้ว วิธีเดียวก็คือ ‘เย็นชา’ ยิ่งเย็นชาก็ยิ่งได้รับความเคารพ พวกคุณชายเหล่านี้ชอบอะไรแบบนั้น ถ้าเจ้าประจบตั้งแต่ต้นล่ะก็ พวกเขากลับจะไม่เห็นหัวเจ้าสักนิด
ฉินฉานจ้องสวีเผิงจูแล้วถามตรง “เจ้ามาเมืองหลวงทำไม?”
สวีเผิงจูยิ้มแห้ง “ใกล้สิ้นปีแล้ว ข้ามาแทนปู่เข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาท เพื่อถวายพระพรปีใหม่ เจ้าก็รู้ ปู่ข้าอายุมากแล้ว เดินทางไกลไม่ไหว”
ใกล้สิ้นปี?
ฉินฉานพึมพำ “โกหกตาใสได้เก่งยิ่งกว่าข้าอีก แค่เข้าใบไม้ร่วงก็กล้าพูดว่าสิ้นปีแล้ว…”
สวีเผิงจูหัวเราะลั่น “เจ้าก็อย่าเปิดโปงข้านักเลย พูดออกมาตรงๆ มันเขินนะ อยู่อิงเทียนนานเกินไป มันน่าเบื่อ ข้าเลยออกมาเที่ยวบ้างอะไรบ้าง…”
“ปู่เจ้าปล่อยให้เจ้ามาได้หรือ?” ฉินฉานสงสัยจริงๆ เว่ยกว๋อกงหวงแหนหลานชายคนนี้หนักหนา จะปล่อยให้เขาออกมาเที่ยวเล่นอย่างสบายได้ยังไง?
สวีเผิงจูหน้าเฉย “ปู่ข้าแน่นอนว่าปล่อยได้ ข้าอยู่ในจวนกว๋อกงน่ะ พูดคำเดียวก็ชี้ขาดได้เลย”
ฉินฉานถอนหายใจอีกครั้ง “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเว่ยกว๋อกงสอนเจ้ามายังไง ถ้าข้ามีหลานชายอย่างเจ้า ข้าจะจับแขวนขึ้นทุกวัน เฆี่ยนสามรอบเช้าเย็น แถมแช่แส้ในน้ำเกลือก่อนด้วย ให้เจ้ารู้สึก ‘พิเศษ’ ยิ่งขึ้น…”
สีหน้าสวีเผิงจูเขียวเป็นไต้ฝุ่น เด็กหนุ่มข้างๆ ที่เงียบอยู่ก็หัวเราะจนตัวงอ ท่าทางเหมือนจินตนาการภาพสวีเผิงจูโดนแขวนแล้วเฆี่ยนอยู่ในหัว หัวเราะจนชี้นิ้วใส่เขา ตบเข่าหัวเราะงอเป็นกุ้ง หายใจไม่ทัน จนฉินฉานกับสวีเผิงจูต้องหันมามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ
ฉินฉานหันไปชี้เด็กหนุ่ม “ไอ้หนุ่มนี่ใครกันเนี่ย? ขำอะไรนักหนา ช่วยตบหลังให้หน่อย จะขำจนขาดใจแล้วมั้ง”
สวีเผิงจูรีบช่วยตบหลังให้ สีหน้าแปลกๆ ก่อนจะพูดอ้อมแอ้มว่า “เขา…เอ่อ…เป็นคุณชายของผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านข้า…”
ไม่ผิดแน่ เป็นคุณชายเกเรอีกคน
ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มส่งสายตาอะไรให้สวีเผิงจูหรือไม่ แต่เจ้าคนหลังรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ฉินฉาน เจ้ามาเป็นขุนพลองครักษ์ในเมืองหลวง ได้ไปเจอเรื่องสนุกอะไรบ้างหรือไม่? ข้ารู้ว่าเจ้าชอบหลอกคน มีใครในเมืองหลวงโชคร้ายโดนเจ้าหลอกแล้วบ้างล่ะ?”
ฉินฉานทำหน้าจริงจัง “คุณชายพูดผิดไป ข้าเป็นคนมีการศึกษา เคยหลอกใครเสียที่ไหนกัน? มันไม่ใช่วิถีสุภาพบุรุษ อย่าเอ่ยคำเช่นนี้อีกเลย คนไม่รู้ได้ยินเข้า คิดว่าข้าเป็นนักต้มตุ๋นตัวจริง เสียชื่อหมด”
สวีเผิงจูเบิกตากว้าง กล่าวชม “พูดออกมาได้แบบนี้ แสดงว่าหน้าหนาของเจ้า พัฒนาไปอีกระดับแล้ว น่ายินดีจริงๆ!”
เด็กหนุ่มที่หัวเราะอยู่นาน ในที่สุดก็สงบลงได้ แล้วจ้องมาที่ฉินฉานอีกครั้งด้วยดวงตาใสกระจ่าง
ฉินฉานเห็นเขามองมาก็อดสงสัยไม่ได้
เจ้าหมอนี่หัวเราะอะไรกันแน่? คำพูดธรรมดาๆ กลับกลายเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลกในสายตาเขา ชีวิตวัยเด็กผ่านมายังไงกัน?
คนที่ขำง่ายแบบนี้ ฉินฉานเคยเจอมาแล้วในชาติก่อน ตอนทำงานบริษัท เจ้านายเคยจัดเลขาส่วนตัวให้หนึ่งคน เพิ่งจบมหาวิทยาลัย ดูซื่อๆ ไม่ค่อยออกไปไหน อยู่แต่ในห้องเรียน พอเขาพูดหยอกว่า “เรากับผู้บัญชาการถอดชุดเกราะในม่านกลีบบัว กลางคืนผ่านไปอุ่นไอรัก” เท่านั้น แม่คุณขำลั่นอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นน้ำตาไหล สุดท้ายหายใจไม่ทัน “เอ้อ” หนึ่งเสียง เป็นลมล้มไป ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล
เขาต้องจ่ายค่ารักษาไปกว่าสองพันหยวนตั้งแต่นั้นมา ฉินฉานก็ไม่กล้าพูดเล่นอีก ทุกครั้งที่ปากเริ่มอยากกวน เขาจะหยิบกระเป๋าเงินออกมานับเตือนใจ ถ้าเงินยังหยุดปากไม่ได้ ก็เปิดกราฟตลาดหุ้นดูเส้นกราฟเขียวซีดให้รู้สึกแย่ลงแทน วิธีนี้ได้ผลมาก
ตอนนี้เผชิญกับเด็กหนุ่มขำง่ายเหมือนกัน ฉินฉานกระพริบตา ลองทดสอบดู
“ไม่เคยฟังมุขตลกเลยหรือ?”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า
“อย่างนั้นข้าจะเล่าให้ฟัง…” ฉินฉานหยิบถ้วยชาจากโรงเผาพื้นบ้านขึ้นมา โบกให้ดู “เจ้ารู้ไหมจะทำให้ถ้วยนี้กลายเป็นถ้วยใหญ่ขึ้นได้อย่างไร?”
เด็กหนุ่มเบิกตาอย่างตื่นเต้น คิดอยู่พักหนึ่งก็ส่ายหน้า “มันไม่เป็นไปได้ นอกจากจะเล่นกล”
ฉินฉานตอบเรียบๆ “ง่ายมาก แค่สวดมนต์บทมหากรุณาธารณีสูตรให้มันไม่หยุดก็พอ”
เด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็…ไม่ผิดจากที่คิด หัวเราะบ้าคลั่ง ท้องคัดท้องแข็ง คนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็รีบเข้ามาปลอบ พร้อมส่งสายตาตัดพ้อใส่ฉินฉาน
ขณะที่เด็กหนุ่มยังขำไม่หยุด ฉินฉานก็มองเขาอย่างว่าง่าย แล้วชี้ไปถามสวีเผิงจู “นี่มันของแปลกแท้จริง คุณชายจากบ้านไหน?”
สวีเผิงจูกลั้นหัวเราะไว้ กระแอมสองที “บอกไปเจ้าก็ไม่รู้จัก ไหนๆ ก็รู้จักกันแล้ว เล่นสักสองสามตาเถอะ ตั้งแต่เจ้าจากอิงเทียน ข้าหาใครสู้บนโต๊ะพนันไม่ได้เลย เหงาจะตาย”
ดีมาก นี่แหละเป้าหมายของข้า
ฉินฉานปลาบปลื้มกับความเสียสละของสวีเผิงจู บอกตามตรง ที่เขาคิดถึงอิงเทียนนักก็เพราะเสียดายคนแจกโชคอย่างคุณชายสวีผู้นี้ เขาราวกับเทพผู้ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความยากจน ทุกครั้งไม่เสียจนหมดตัวจะไม่ยอมแพ้ ฉินฉานต้องต้อนจนเขาเสียหมดกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เด็กหนุ่มที่หัวเราะจนอิ่มพอได้ยินคำว่า "เล่นพนัน" ก็ตาโตทันที “ข้าด้วย เล่นอะไรดี? ชนไก่ แข่งหมา จับจิ้งหรีด ให้นกกระจอก หมากรุกคู่ หรือเล่นลูกเต๋า?”
ฉินฉานอึ้ง เด็กอายุแค่สิบห้าสิบหกปีนี่มันสารพัดอย่างเลย ... ลูกเต้าบ้านไหนกันเนี่ย? พ่อแม่เลี้ยงอย่างไร?
สุดท้ายก็เล่นไพ่ใบไม้
ฉินฉานไม่ขัดข้อง ใบไม้ก็คล้ายไพ่มาจอง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากไพ่นกกระจอกเป็นกระดาษกรีด และมีกฎคล้ายคลึงกัน การพนันรูปแบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยถังถึงซ่ง ตอนนี้ในต้าหมิงก็ยังนิยมอยู่
โดยเฉพาะภรรยาเมียอนุภรรยาตระกูลใหญ่ที่ไม่ค่อยออกนอกบ้าน มักใช้เกมนี้เป็นการฆ่าเวลา แม้ฮ่องเต้หงจื้อจะเคยมีประกาศห้ามเล่นพนัน แต่คำว่า “พนัน” นั้นฝังรากลึกเป็นวัฒนธรรมจีนสองพันปี ห้ามไม่ได้แน่นอน
เจ้าหนุ่มหัวเราะง่าย พอเล่นไพ่กลับจริงจังขึ้นทันที เพียงแต่ดวงไม่ดี ฉินฉานนั้นผ่านการเล่นพนันกับลูกค้าระดับผู้บริหารมานักต่อนัก ฝีมือเข้าขั้นชั้นครู อยากชนะก็ชนะ อยากแพ้ก็แพ้
วันนี้เขาไม่คิดจะอ่อนข้อ คุณชายสวีอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่แล้วยื่นคอให้เฉือน จะไม่เฉือนก็เสียมารยาท ส่วนเด็กหนุ่มนั้น ฉินฉานก็ไม่เกรงใจ องครักษ์ขุนพลอย่างเขาต้องเลี้ยงภรรยา เลี้ยงสาวน้อยรายล้อม ค่าใช้จ่ายมาก เงินยิ่งเยอะยิ่งดี
ไพ่ของเด็กหนุ่มยิ่งเล่นยิ่งแย่ จนเสียไปเกือบพันตำลึง หน้าก็เริ่มซีด เหงื่อเริ่มผุดที่ปลายจมูก สีหน้าก็เริ่มร้อนรน
เมื่อได้ไพ่ใหม่หนึ่งชุด เด็กหนุ่มมองไพ่ก็หน้าเปลี่ยน หงุดหงิดขาดสติ ฉีกไพ่ทิ้งตะโกนลั่น “ไพ่อะไรห่วยแตก! ไม่เล่นแล้ว!”
ฉินฉานวางไพ่ลงอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วอยากเล่นอะไรล่ะ?”
“เล่นลูกเต๋า!”
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เด็กหนุ่มกลายเป็น “คุณชายเขียวซีด”… “เล่นหมากรุกคู่!”
อีกครึ่งชั่วยาม… เปลี่ยนเป็น “คุณชายเขียวเข้ม”
ฉินฉานเริ่มระแวง กำไรวันนี้เยอะจนรู้สึกร้อนมือ เด็กหนุ่มนี่ถ้าแพ้ต่ออีกหน่อย เกรงว่าจะกลายเป็นเต่านินจา ท่าทางเขาตอนนี้เริ่มบ้า ดวงตาดุดันเหมือนจะเขวี้ยงถ้วยใส่เขาทุกเมื่อ
สวีเผิงจูถอนหายใจ “พอเถอะ วันนี้ดวงไม่ดี ไว้คราวหน้าเอาคืน”
แต่เด็กหนุ่มไม่ยอมกัดฟันแน่น หน้าตาเหมือนคนขาดสติ “ไม่! ข้าไม่เชื่อว่าแพ้ทุกตา! คราวนี้เราจะเล่นอย่างใหม่!”
ฉินฉานสงสัย “อะไรใหม่?”
เด็กหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ ตะโกน “เล่น ตี้จู่ (เจ้าที่)!”
ฉินฉานกับสวีเผิงจูถึงกับตาค้าง “…”
อยากจะบอกความจริงเสียจริง…เจ้าเอาเกมนี้ไปเล่นกับคนที่คิดค้นมันเนี่ยนะ นอกจากหาที่ตาย ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีแล้ว
เล่นไปสี่ห้าตา เด็กหนุ่มก็ทนไม่ไหวแล้ว ฟาดโต๊ะดังปัง ชี้ไปยังไพ่ใบสุดท้ายในมือฉินฉาน ตะโกนลั่น “เจ้า เจ้าอย่าลงไพ่นั่นนะ! ข้า ข้าคือไท่จื่อ! ข้าสั่งเจ้า ห้ามลงไพ่!”
คนประเภทที่แย่ที่สุดในโลกก็คือแบบนี้นี่แหละ พอกำลังนั่งเล่นไพ่กันอย่างสงบ อยู่ๆ ก็มีคนลุกขึ้นโชว์ตัวตน แล้วสั่งห้ามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามชนะ มิฉะนั้นจะลงโทษอย่างไรต่ออย่างไร คำพูดไร้ยางอายแบบนี้พอพูดออกมาแล้ว คนอื่นจะทำอย่างไรได้อีก?
ดังนั้นจึงมีคำโบราณของจีนว่า “บนโต๊ะพนันไร้พ่อและลูก” ซึ่งไม่ใช่ว่าการพนันเป็นสิ่งไร้เมตตา แต่เป็นการบอกกติกากับผู้เล่นว่า บนโต๊ะนี้ไม่มีลำดับอาวุโส ไม่มีความใหญ่เล็ก มีแค่แพ้หรือชนะเท่านั้น
และไท่จื่อแห่งตำหนักบูรพาก็ได้ละเมิดกฎข้อนี้อย่างชัดเจน
ทั้งโต๊ะเงียบกริบราวป่าช้า สวีเผิงจูทำหน้าเหมือนจะร้องไห้หรือหัวเราะดี มองดูไท่จื่อ ส่วนฉินฉานซึ่งกำลังจะลงไพ่ใบสุดท้ายก็หยุดชะงัก แข็งค้างไปทั้งตัว จ้องมองเด็กหนุ่มที่เหมือนถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคน...ไท่จื่อแห่งตำหนักบูรพา...ด้วยสายตาเลื่อนลอย
ในสมองมีแต่เสียงอื้ออึง ความคิดวุ่นวายไปหมด ความตกตะลึงถึงขีดสุดทำให้สมองหยุดคิดชั่วขณะ
มาเล่นไพ่กับไท่จื่อ แล้วยังเล่นจนอีกฝ่ายแพ้หมดรูปแบบนี้...ถือว่าเป็นอาชญากรรมหรือเปล่า?
อีกฝ่ายจะปาขันน้ำเป็นสัญญาณ แล้วสั่งให้ทหารมีดดาบกรูกันเข้ามา สับเขาจนเป็นหมูบดเพียงเพราะเขาดันกล้าชนะเงินของไท่จื่ออย่างไม่มีเยื่อใยใช่หรือไม่?
ไท่จื่อแห่งตำหนักบูรพาผู้นั้นคือ "จูโฮ่วจ้าว" บุตรชายเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หงจื้อ เป็นไท่จื่อผู้ไม่มีคู่แข่งหรือข้อสงสัยใดๆ และในหน้าประวัติศาสตร์ก็ถือว่าเป็นฮ่องเต้ที่เหลวไหลที่สุด มีนิสัยเอาแต่ใจที่สุด และเป็นที่ถกเถียงมากที่สุด
เรียกได้ว่าเป็นฮ่องเต้ผู้เหลวแหลกอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์... และตอนนี้ เขาก็ได้เพิ่มอีกหนึ่งเกียรติประวัติ...คือคนที่มี “มารยาทบนโต๊ะพนันแย่ที่สุด” ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นไท่จื่อ ฉินฉานคงได้ฟาดเขาไปแล้ว
สีหน้าจูโฮ่วจ้าวขึ้นสีแดงก่ำ เป็นท่าทางของคนที่แพ้จนทนไม่ไหว ชายชราหน้าขาวไร้หนวดคนหนึ่งซึ่งผมขาวจนเห็นชัดกำลังปลอบเขาเบาๆ
ฉินฉานหางตากระตุก คนผู้นี้คงเป็น “หลิวจิ่น” ขันทีผู้ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีนกระมัง?
...วันนี้มันวันอะไร? ไม่ดูปฏิทินก่อนออกจากบ้านเลยหรืออย่างไร ถึงได้เคราะห์ซวยปะทะผีถึงขนาดนี้!
มือที่ชูไพ่ใบสุดท้ายค้างอยู่เนิ่นนาน ฉินฉานจู่ๆ ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจูโฮ่วจ้าว “กระหม่อม ฉินฉาน ผู้บัญชาการกองพันองค์รักษ์เสื้อแพรฝ่ายในแห่งเมืองหลวง ถวายพระพรไท่จื่อ!”
จูโฮ่วจ้าวเห็นฉินฉานที่เมื่อครู่ยังยโสโอหังบนโต๊ะพนันตอนนี้ยอมศิโรราบ ก็ยิ้มออก สีหน้าดูหยิ่งผยองนิดๆ แต่ยังไม่ทันจะพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ” ก็เห็นฉินฉานที่เพิ่งคำนับลงไป เอื้อมมือออกไปวางไพ่ใบสุดท้ายบนโต๊ะ...
“ใบสุดท้าย สอง... กระหม่อมชนะแล้ว...” พูดจบเรื่องสำคัญ ฉินฉานจึงค่อยเสริมคำคำนับต่อว่า “ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี!”
จูโฮ่วจ้าวชะงัก จากนั้นก็ระเบิดโทสะ “เจ้า! ไอ้สารเลว! คนไหนก็ได้ มาลากมันออกไป...”
ยังพูดไม่ทันจบก็โดนสวีเผิงจูรีบขวางไว้ สีหน้าของทั้งสองดูจะสนิทกันไม่น้อย ตามบันทึกนอกทางประวัติศาสตร์ ทั้งสองยังแต่งงานกับพี่น้องตระกูลเซี่ย เป็นคู่เขยกันอีกด้วย ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จเพียงใด แต่ดูจากความสนิทในวันนี้แล้วก็ดูจะมีเค้าอยู่
………….