- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 107 - ความแค้นชนิดไม่ตายไม่เลิกรา
107 - ความแค้นชนิดไม่ตายไม่เลิกรา
107 - ความแค้นชนิดไม่ตายไม่เลิกรา
107 - ความแค้นชนิดไม่ตายไม่เลิกรา
ฉินฉานยืนเหม่อลอยอยู่ที่บันไดหยกหน้าห้องทรงอักษร ทวนซ้ำคำพูดของหลี่ตงหยางอยู่ในใจ
ว่าเขาเป็นยอดคน เขาไม่ปฏิเสธ เพราะมันคือความจริง แต่ทำไมถึงบอกว่าเขาควรเป็นขุนนางพลเรือนกัน?
พอคิดถึงแววตาเสียดายของหลี่ตงหยางเมื่อครู่ ฉินฉานก็เริ่มเข้าใจความหมาย
ได้ยินกันว่าขุนนางพลเรือนของต้าหมิงนั้นมักจะชอบตะลุมบอน หากถกเถียงกันไม่รู้เรื่องก็จะหันไปแลกหมัดทันที ท่านมหาปราชญ์หลี่ที่พูดเช่นนั้น คงคิดว่าถ้าเขาได้เป็นขุนนางพลเรือน จะช่วยเพิ่มพลังรบเวลาตะลุมบอนก็เป็นได้?
ชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่ หลังจากนี้ต้องระวังเขาไว้ให้ดี
…
พอออกจากวัง ขุนนางเก่าจากหนานจิง นำโดยติงซุ่น ก็รออยู่ห่างๆ จากประตูเฉิงเทียน พอเห็นเขาออกมา แต่ละคนก็มีสีหน้าเบิกบาน เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ไม่ได้ทรงลงโทษขุนพลฉินจากเรื่องเมื่อคืน ทุกคนจึงโล่งอกอย่างแท้จริง
ในกองพันของเมืองชั้นใน พวกติงซุ่นที่ติดตามมาจากหนานจิง ต่างฝากชะตากรรมไว้กับฉินฉาน เขารุ่ง พวกเขาก็รุ่ง เขาตกต่ำ พวกเขาก็ลำบากไปด้วย
เพราะฉะนั้นการที่ฉินฉานกลับออกมาจากวังโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ความปรีดีของพวกติงซุ่นจึงเป็นของจริง ไม่ใช่การเสแสร้ง
“เบื้องบนชื่นชม”
นี่คือคำสรุปจากฮ่องเต้หงจื้อถึงการกระทำขององค์รักษ์เสื้อแพรเมื่อคืน หมายความว่าพฤติกรรมปลอมตัวเป็นทหารตงฉ่างแล้ววางเพลิงป้ายความผิดของติงซุ่นและตู้เอี้ยนนั้นหลอกฝ่าบาทได้อยู่หมัด ไม่เพียงไม่ถูกลงโทษ ยังได้รับคำชมเสียอีก
ฉินฉานกับติงซุ่นสบตาแล้วยิ้ม พูดโดยไม่ต้องออกเสียง จากนั้นทุกคนก็ห้อมล้อมฉินฉานกลับกองพันกันด้วยความร่าเริง
หน้าประตูที่พังพินาศของกองพัน ทั้งเก้านายกองมาพร้อมหน้า เว้นเสียแต่สองสามคนที่ช่วยเหลือฉินฉานเมื่อคืน คนอื่นล้วนมีสีหน้ารู้สึกละอาย
ฉินฉานไม่ถือโทษพวกเขา ท้ายที่สุดเขาเพิ่งได้รับตำแหน่งได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้สานสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วก็เจอเรื่องใหญ่เข้าเสียก่อน เป็นธรรมดาที่คนย่อมหลีกเลี่ยงภัย
เมื่อเจอเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ จะให้คนแปลกหน้าออกหน้าช่วยเหลือก็คงยาก เขาเองในชาติก่อนก็ยังไม่กล้าช่วย*คนแก่ที่ล้มกลางถนน
ศึกเมื่อคืน ทหารตงฉ่างเผาทำลายที่พักของกองพันจนราบเรียบ เหลือไว้แต่กองเถ้าถ่านที่ยังคงมีควันลอยออกมา กลิ่นไหม้ฟุ้งเต็มอากาศ บนพื้นดินยังมีคราบเลือดแห้งกลายเป็นสีแดงเข้ม เศษซากแห่งความขัดแย้งระหว่างตงฉ่างทั้งสองเมื่อคืนยังคงชัดเจนชวนให้สยองใจ
เหล่าองครักษ์พากันนิ่งเงียบ แววตาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
ฉินฉานหัวเราะกล่าว “ไม่ต้องเศร้าหมองไป ฝ่าบาทมีพระราชโองการให้ตงฉ่างชดใช้ความเสียหายของกองพันเรา บ้านที่พวกเขาเผา ก็ต้องสร้างกลับมาให้เหมือนเดิม และต้องใหญ่กว่าเดิม สวยกว่าเดิมด้วย”
คำพูดนี้ทำให้องครักษ์ที่อยู่ ณ ที่นั้นมีจิตใจฮึกเหิมขึ้นในทันที แสดงสีหน้าผู้ชนะออกมาเป็นครั้งแรก
ความขัดแย้งระหว่างสองตงฉ่างเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว แต่เหตุการณ์เมื่อคืนถือว่ารุนแรงถึงขีดสุด ไม่เพียงแต่ซัดพวกตงฉ่างจนร้องเรียกหาบิดามารดา ยังทำให้ต้องคำนับชดใช้ความเสียหายภายหลัง ตบหน้าครั้งนี้ทั้งดังและสะใจ
แม้เบื้องหลังจะไม่รู้แน่ชัด แต่ทุกคนก็พึงพอใจกับผลลัพธ์นี้
เพียงแค่ได้ผลลัพธ์ก็เพียงพอแล้ว ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญอีกต่อไป
…
ตู้เอี้ยนกับสองสาวน้อยถูกส่งกลับมาที่โรงเตี๊ยม ติงซุ่นเกรงว่าตงฉ่างจะคิดล้างแค้น จึงจัดทหารคอยเฝ้าระวังรอบๆ โรงเตี๊ยมอย่างเข้มงวด
ถึงแม้ความกังวลของติงซุ่นจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล หลังจากองค์รักษ์เสื้อแพรสั่งสอนตงฉ่างจนสะบักสะบอม อำนาจเย่อหยิ่งของตงฉ่างก็ถูกตัดทอนลงอย่างมาก ฝ่าบาทยังมีราชโองการโบยฆ่าแพะรับบาปหนึ่งคนซึ่งเป็นขันทีระดับสูงจนตาย ขณะที่ผู้บัญชาการหวังเยว่ก็ถูกโบยจนได้รับความอับอายอย่างหนัก
ในเมืองหลวงตอนนี้ พอพวกตงฉ่างเห็นองครักษ์เสื้อแพรก็รีบหลบหลีกทันที แต่ฉินฉานรู้ดีว่าสิ่งนี้เป็นเพียงชั่วคราว และตั้งแต่นี้ไป ความแค้นระหว่างเขากับตงฉ่างก็ยิ่งผูกแน่น ไม่มีวันคลี่คลาย
หากวันใดเขาพลาดพลั้ง ตงฉ่างต้องหาทางสังหารเขาแน่นอน หากเขายังไม่คิดจะตายตอนนี้ ทางเดียวคือรีบเสริมสร้างกำลังของตนเองให้เร็วที่สุด เมื่อปีกกล้าขาแข็ง พวกขันทีตงฉ่างก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมก็พลบค่ำพอดี ตู้เอี้ยนกับสองสาวน้อยยืนรออยู่หน้าประตูโค้งในสวน พอเห็นเขากลับมาก็พากันวิ่งเข้ามา ใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี
ฉินฉานที่อารมณ์หม่นหมองอยู่ พอเห็นพวกนางก็เผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด
ภรรยาผู้นี้แต่งเข้าบ้านมาไม่ผิดเลย นางทั้งคิดแทนเขาอย่างเต็มที่ ยามสามีตกอยู่ในอันตราย ยังแสดงฝีมืออันร้ายกาจออกมาได้เต็มที่ หากจะยกตำแหน่งหัวหน้าผู้มีผลงานสูงสุดในคืนที่ผ่านมานี้ให้ใคร ก็คงไม่มีใครเหมาะเท่าตู้เอี้ยนอีกแล้ว นางวางเพลิงได้คล่องแคล่วเสียจนเกือบจะเผาฆ่ามหาปราชญ์แห่งราชสำนักได้เลย
ตู้เอี้ยนวิ่งเข้ามาราวกับกวางน้อยโลดเต้น กลิ่นอายของแสงอาทิตย์ยังติดตามตัว นางกระโดดดีใจแล้วพุ่งเข้ามาหาเขา ยื่นมือทั้งสองออกมา...เริ่มค้นตัวฉินฉาน
ฉินฉานยืนนิ่งงัน ปล่อยให้ตู้เอี้ยนจับลูบไปทั่วอย่างเงียบๆ เสียดายที่นางเคยได้รับการอบรมเรื่องกายวิภาคบุรุษจากมารดาก่อนแต่งมา จึงหลีกเลี่ยงจุดสำคัญอย่างเฉลียวฉลาด ทำให้ฉินฉานรู้สึกเสียดายอย่างประหลาด
พวกสาวน้อยยังหลอกง่ายกว่าเยอะ
ค้นอยู่นาน ตู้เอี้ยนก็หยุด ในดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “แล้วเงินล่ะ?”
“หา?”
“หาอะไร หาเงินเลี้ยงบ้านอยู่ไหน?”
ใบหน้าหล่อเหลาของฉินฉานพลันบิดเบี้ยวหนักยิ่งกว่ามะระขม
เพิ่งจัดการปัญหาใหญ่ไปหมาดๆ ก็มาเจอปัญหาใหม่ทันที และถ้าวัดความยากแล้ว การหาเงินไม่ง่ายกว่าการต่อสู้กับตงฉ่างเลย การสู้แค่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ แต่การหาเงินทำให้สมองแตกละเอียด เป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ
ตู้เอี้ยนเห็นสีหน้าของฉินฉานก็รู้ทันทีว่าจะเค้นเอาน้ำมันจากเขาคงไม่มีทาง
“ไม่มีหรือ?”
ฉินฉานตอบอย่างกระอักกระอ่วน “สองวันนี้มัวแต่ต่อสู้อยู่...”
ตู้เอี้ยนถอนหายใจเบาๆ แล้วหยิบเศษเงินขึ้นมาหนึ่งก้อน โบกไปมาหน้าฉินฉาน
“ท่านพ่อบ้าน ข้าจำเป็นต้องบอกท่านว่า ตอนนี้ครอบครัวใหญ่ของเรามีเงินเหลือแค่สามตำลึง ซื้อข้าวซื้อกับข้าวจ่ายค่าแรงอะไรต่างๆ ก็ยังต้องจ่ายเหมือนเดิม หากท่านยังหาเงินไม่ได้ ข้าก็คงต้องพาเหลียนเยว่กับเหลียนซิงออกไปต่อยตีขายศิลปะบนถนนแล้วล่ะ”
ฉินฉานถึงกับน้ำตาคลอ ซาบซึ้งจับใจ “เอี้ยนเอ๋อ การได้เจ้าเป็นภรรยาช่างเป็นบุญสามชาติของข้า เจ้าทั้งดูแลนอกบ้านและในบ้าน เพิ่งวางเพลิงเสร็จก็จะออกไปหาเงินอีก เหนื่อยจริงๆ ภรรยาผู้เก่งกาจ ไปเถิด ขายศิลปะดีๆ ล่ะ ระวังตัวด้วยนะ ข้าจะรออยู่บ้าน ทำกับข้าวไว้รอเจ้า...”
ยังพูดไม่ทันจบ ฉินฉานก็โดนตู้เอี้ยนผู้มีสีหน้าเหี้ยมเกรียมบีบคอ “ใจร้ายนัก! ถึงกับยอมให้ข้าไปขายศิลปะจริงๆ หรือ?”
“ปล่อยมือ! หญิงบ้า! ข้าจะรีบหาทางหาเงินเดี๋ยวนี้แหละ!”
………..
(จากผู้แปล) *ประเทศจีนเคยมีกรณีที่ชายวัยทำงานคนหนึ่งได้ช่วยหญิงชราที่หกล้มด้านหน้าประตูรถเมล์ เขาจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้หญิงชราไป 70 หยวนด้วย แต่ต่อมาได้มีการตรวจพบอาการเจ็บป่วยแทรกซ้อนของหญิงชรา หญิงชราจึงทำการฟ้องร้องชายคนนั้นเป็นเงินหลายหมื่นหยวนเพื่อเป็นค่าผ่าตัดให้เธอ
ที่น่าตลกที่สุดก็คือศาลได้ตัดสินให้ชายคนนั้นชดใช้ค่าเสียหายให้กับหญิงชรา เพราะเขาเป็นคนช่วยเหลือเธอ ซึ่งศาลได้ให้ความเห็นว่าชายคนนี้มีความรู้สึกผิดบางอย่างจึงได้ช่วยเหลือหญิงชราในตอนแรก เพราะไม่เชื่อว่าชายคนนี้จะทำไปโดยเจตนาดี
จากนั้นก็มีกรณีฟ้องร้องเช่นนี้อีกหลายครั้ง และศาลได้ยึดคำตัดสินตามมาตรฐานเดิม ซึ่งทำให้มีพลเมืองดีในสังคมมากมายต้องประสบกับความโชคร้าย
หลังจากนั้นผู้คนชาวจีนจึงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือคนแปลกหน้าอย่างเคร่งครัด แม้ว่าคนๆ นั้นจะล้มตายอยู่ต่อหน้าก็ตาม พวกเขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด
มีกรณีหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก คือเด็กหญิงวัยสองขวบถูกรถชนล้มลงกลางถนน และยังมีรถอีกคันวิ่งเข้ามาทับโดยที่ยังไม่เสียชีวิต แต่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นกลับไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเลยแม้แต่คนเดียว
เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลจีนทำการรณรงค์อย่างหนัก เพื่อให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่ผู้คนก็ยังปฏิบัติเช่นเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในการตัดสินคดีความในอดีต
…………..