- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 51 - ที่ว่าการกองพันเราถูกพวกโจรปล้นมาหรือ?
51 - ที่ว่าการกองพันเราถูกพวกโจรปล้นมาหรือ?
51 - ที่ว่าการกองพันเราถูกพวกโจรปล้นมาหรือ?
51 - ที่ว่าการกองพันเราถูกพวกโจรปล้นมาหรือ?
ความโศกจากการพรากพรั่งพรูขึ้นในใจ
ขณะที่ฉินฉานกำลังลูบไล้รอยช้ำบนร่างกายอย่างเจ็บปวด ตู้เอี้ยนกลับยืนเช็ดน้ำตาให้เขาและจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“อิงเทียนไม่เหมือนเส้าซิงนะ ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้มีอำนาจ เจ้าต้องระวังตัว อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า…”
“ไม่ต้องห่วง ข้ารักสันติ ไม่คิดจะหาเรื่องใครเลย ข้าไม่อยากเป็นนายกองตั้งแต่แรก กะจะหาเรื่องทำผิดแล้วให้เบื้องบนไล่ออกไปเสียด้วยซ้ำ…”
“พูดแบบนี้ได้อย่างไร! เจ้าสอบเข้าราชการไม่ได้อีกแล้ว จะทำแค่เป็นเศรษฐีสบายๆ ตลอดไปหรืออย่างไร? นายกองก็นับว่าเป็นขุนนางแล้ว อย่างน้อยก็มีที่ยืนบนเส้นทางนี้ อย่าให้ความเกลียดชังของท่านพ่อข้าทำให้เจ้าทิ้งอนาคตไปเสีย เจ้าต้องทำให้ดีที่สุด อาจได้เลื่อนขั้น อย่าห่วงเรื่องพ่อข้า เจ้าต้องอยู่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อใคร”
ฉินฉานตะลึง…ไม่คิดว่าประโยค “สตรีเติบใหญ่ใจออกห่าง” จะจริงขนาดนี้ พ่อแม่ยังไม่ทันยกลูกสาวให้เขาเลย นางก็เต็มที่กับบทบาทภรรยาบ้านฉินเสียแล้ว
นึกถึงพวกภรรยายุคปัจจุบันที่แต่งแล้วขนสมบัติกลับไปบ้านแม่ เขารู้สึกว่าควรพาพวกนั้นมาดูงานจากตู้เอี้ยนแล้วให้นางสั่งสอนสักชุด
“ข้า…ข้าก็แค่นึกถึงอนาคตของเรา ท่านพ่อบอกว่าจะให้เจ้าพิสูจน์ตัวเองหนึ่งปีแล้วค่อยแต่งงาน แต่ท่านก็ไม่ได้ห้ามเจ้าเป็นขุนนางฝ่ายทหารนี่นา ถ้าถึงวันนั้นท่านยังไม่ยอมรับ…ข้าก็…ข้าก็จะปีนกำแพงหนีไปกับเจ้า!”
ประโยคนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ ฉินฉานรู้ตัวว่า…ตนเองตกหลุมรักนางเข้าแล้ว
ภรรยาที่แม้จะมือหนักปานใด แต่หากใจภักดีขนาดนี้ จะเอาอะไรมากอีก?
จะให้มีภรรยาเรียบร้อยแสนอ่อนหวาน แล้วชีวิตราบเรียบไร้สีสันดีหรือ?
ฉินฉานคิดว่าเขามองทะลุทุกสิ่งแล้ว
เอาเถอะ…ว่าที่ภรรยาคนแรกของบ้านฉิน…เจ้าก็คือคนนี้แหละ ตู้ซื่อ(สตรีแซ่ตู้)แห่งตระกูลฉิน
ทำไมต้อง “ภรรยาคนแรก”? ก็เพราะเขาไม่เคยคิดล้มเลิกเป้าหมายสูงสุด...สาวใช้แสนสวย! ถ้าตู้เอี้ยนคัดค้าน ก็เตรียมงัด “อำนาจสามี” ออกมาใช้ได้เลย
ในชาติก่อนเขาเป็นคนเจ้าชู้ ชาตินี้…ไม่คิดจะเลิกเช่นกัน
…
หยางเทียนโส่วเรียกให้ฉินฉานขึ้นรถ มืดแล้ว ไม่ควรเสียเวลาอีก
ฉินฉานขึ้นรถ หันกลับไปมองผ่านผ้าม่าน ตู้เอี้ยนยืนอยู่ข้างถนน น้ำตาไหลพราก ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าอย่างเงอะงะ ดูทั้งน่ารักและน่าสงสาร
ฉินฉานยิ้มอ่อนๆ ดวงตาแดงระเรื่อ
ตูซื่อแห่งตระกูลฉิน…ปีนี้เจ้ายังแค่สิบเจ็ด ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อรถม้าคล้อยไป ฉินฉานพลันเปิดม่านตะโกนออกมา
“ตู้เอี้ยน ข้าตัดสินใจแล้ว! จะแต่งเจ้าเป็นภรรยา! เจ้าเป็นภรรยาใหญ่ของบ้านฉิน!”
ตู้เอี้ยนร้องไห้หนักขึ้น พยักหน้ารัวๆ พูดไม่ออก
แต่จู่ๆ เสียงสะอื้นก็ขาดห้วง ดวงตาอ่อนหวานพลันกลายเป็นแววเฉียบขาด
“ฉินฉาน! เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่า ‘ภรรยาใหญ่’? เจ้าคิดจะแต่งอีกกี่คน! หยุดรถเดี๋ยวนี้! อธิบายให้ชัด!”
ฉินฉานเช็ดเหงื่อ สะดุ้งเฮือก “พี่หยาง! รีบหนีเอาชีวิตรอด…”
“เจ้านี่แกว่งปากหาเรื่องจริงๆ?!”
“…ใช่แล้ว…”
…
อิงเทียนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเส้าซิง ไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้ ระยะทางประมาณเจ็ดถึงแปดร้อยลี้ ด้วยความเร็วของคณะของฉินฉาน คาดว่าใช้เวลาราวสี่ถึงห้าวันจึงจะถึง
ตลอดทางไม่มีเรื่องใดน่าเอ่ยถึง ขบวนของพวกเขาผ่านหางโจว ผ่านหูโจว กระทั่งในวันที่ห้าก็มาถึงหน้าประตูจวี้เป่า ประตูทิศใต้ของเมืองอิงเทียน
บนกำแพงเมืองโบราณเก่าแก่มีอักษรจารึกคำว่า “อิงเทียน” อย่างลึกซึ้ง ตัวกำแพงสูงถึงหกวา สร้างขึ้นด้วยอิฐหินก้อนมหึมา ความยาวรอบเมืองราวเจ็ดสิบลี้ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์หยวนจนถึงปลายรัชศกหงอู่(จูหยวนจาง) รวมเวลากว่าสามสิบปี
เหตุที่ต้องสิ้นเปลืองแรงงานและทรัพยากรอย่างมากเพื่อสร้างเมืองหลวงนี้ ก็ด้วยรับคำแนะนำจากบัณฑิตจูเซิงในคราวที่ฮ่องเต้หงอู่ยกทัพพิชิตใต้หล้า
“สร้างกำแพงสูง เก็บเสบียงให้มาก รอเวลาเพื่อให้เมืองแห่งนี้จึงมั่นคงดุจเหล็กกล้า นับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทางใต้มีแม่น้ำฉินหวยเป็นคูเมืองธรรมชาติ ทางตะวันออกพิงเขาจง ทางเหนืออิงทะเลสาบหลังเมือง ทางตะวันตกเฉียงเหนือจากประตูจินชวนเชื่อมถึงแม่น้ำแยงซี เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้หงอู่วางแผนไว้ไกลแค่ไหน ตั้งใจให้เมืองหลวงมั่นคงอย่างที่สุด
ฉินฉานยืนอยู่ใต้กำแพงเมืองอิงเทียน แหงนมองอักษร “อิงเทียน” บนซุ้มประตูซึ่งถูกตะไคร่น้ำปกคลุมอย่างคร่ำครึ เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาว ความคิดในสมองพลันกระจ่างแจ้ง
มหานครโบราณของหกราชวงศ์ เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งจินหลิง สถานที่ที่ฮ่องเต้ทรงราชย์ ม่านม่วงลอยมาจากตะวันออก
ที่นี่…จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตเขาหรือไม่? ท่ามกลางยุคทองแห่งต้าหมิง ผู้ข้ามเวลาคนหนึ่งจะก้าวเดินบนเส้นทางใด? จะปีนขึ้นสู่ยอดเขาแห่งใด จึงไม่เสียเปล่าต่อชีวิตใหม่นี้?
ฉินฉานมีสีหน้าสับสน ราวเรือกระดาษกลางทะเลคลั่ง ถูกหยางเทียนโส่วและคนอื่นๆ พาเดินเข้าเมืองอิงเทียนอย่างเลื่อนลอย
ปีนั้นเป็นปีที่สิบเจ็ดในรัชศกหงจื้อ เดือนสี่ ชายหนุ่มวัยสิบเก้าถูกโชคชะตาดันเข้าสู่เวทีใหญ่แห่งต้าหมิง
---
เมื่อรับตำแหน่งนายกององค์รักษ์เสื้อแพร สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่ไปข่มเหงชาวบ้านหรือจับคนสุ่มสี่สุ่มห้า…เรื่องพวกนั้นไว้ทีหลัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปรายงานตัวที่ที่ว่าการผู้บัญชาการกองพัน
นายกองมีผู้บังคับบัญชาคือผู้บัญชาการกองพัน ขุนนางฝ่ายทหารแม้จะเป็นขุนนางก็ต้องอยู่ในระเบียบของราชการเหมือนกัน
ฉินฉานถูกจัดให้อยู่ในสังกัดที่ว่าการผู้บัญชาการกองพันเขตตะวันออกของอิงเทียน
“เขตตะวันออก” ที่ว่าหมายถึงย่านถนนรอบวังของอิงเทียน พื้นที่นี้ไม่ธรรมดา เพราะที่นี่คือถิ่นพำนักของเชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ เจ้าขุนมูลนายทั่วไปเดินผ่านย่านนี้อาจโดนคนเฝ้าประตูมองข้ามหัวเสียด้วยซ้ำ
ที่ว่าการผู้บัญชาการกองพันตั้งอยู่บนถนนซีฉางอัน(ฉางอันตะวันตก) ทิศขวาติดกับกรมจงเจิ้ง ทิศซ้ายติดกับกองพันธงและกรมสังเกตฟ้า ด้านหลังคือกองบัญชาการห้าทัพและหกกรมแห่งของอิงเทียน
ก่อนเข้าที่ว่าการ หยางเทียนโส่วเลิกคิ้วหัวเราะหื่นใส่ฉินฉาน “ถนนซีฉางอันตรงไปยังถนนต้าถง ทางนั้นคือกรมเริงรมย์ เป็นที่รวมหญิงงามตกยากจากตระกูลขุนนาง บ้างก็งามล่มเมือง บ้างเคยเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ บัดนี้ต่างสวมสีสันรับแขก สวยไม่เบาทีเดียว…”
ฉินฉานเบ้ปาก เขาไม่สนใจหญิงของใครทั้งนั้น สิ่งที่กังวลคือหัวหน้าที่จะต้องเผชิญ ไม่รู้ว่าจะเข้าหาหรือรับมือได้แค่ไหน
ที่ว่าการผู้บัญชาการกองพันดูทรุดโทรมอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของถนนใหญ่ กำแพงเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ สีแดงบนประตูก็หลุดลอกจนจาง ใครเห็นก็ไม่คิดว่านี่คือที่ว่าการของผู้บัญชาการกองพันองค์รักษ์เสื้อแพรที่ลือนาม
ดูแล้วองค์รักษ์เสื้อแพรเองก็เรียบร้อยดีอยู่ ไม่กล้าละเมิดกฎว่าห้ามปรับปรุงสถานที่ราชการ ผ่านศึกต่อปากกับพวกอาลักษณ์มาร้อยปี องค์รักษ์เสื้อแพรก็คงเข็ดเต็มที
หน้าประตูมีพลเกาทัณฑ์ยืนเฝ้าสองนาย หยางเทียนโส่วยื่นป้ายยศ พาฉินฉานเข้าไป
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ฉินฉานยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในซากโบราณสถาน บรรยากาศทรุดโทรมแม้ไม่ถึงกับร้างแต่ก็พาให้ใจหด
ฉินฉานขมวดคิ้ว “พี่หยาง ที่ว่าการผู้บัญชาการกองพันเราถูกพวกโจรปล้นมาหรือ?”
หยางเทียนโส่วแค่นเสียงขมขื่น “แต่ก่อนก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก แค่เมื่อไม่นานมานี้มันเกิดเรื่องขึ้น…”
“เรื่องอะไร?”
หยางเทียนโสวมองรอบข้าง หรี่เสียงลง “นับตั้งแต่คุณชายน้อยแห่งเว่ยกว๋อกงกลับจากเส้าซิง อารมณ์ก็เดือดดาลขึ้นมาก เมื่อหลายวันก่อนมีนายกองในกรมเราคนหนึ่งดันไปขัดใจเขาเข้า ท่านคุณชายก็เลยนำข้ารับใช้มาทุบทำลายที่ว่าการของเราแล้วก็จากไปหน้าตาเฉย…”
เขามองฉินฉานด้วยสายตาพิลึก ดูเหมือนจะรู้ว่าฉินฉานเคยมีความสัมพันธ์บางอย่างกับคุณชายผู้นี้ที่เส้าซิง
หรืออาจกำลังตำหนิฉินฉานว่า ทำไมถึงไม่รั้งปีศาจตนนั้นไว้ที่เส้าซิงให้มันจบๆ ไป…
……….