- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 34 - เคนทักกี้
34 - เคนทักกี้
34 - เคนทักกี้
34 - เคนทักกี้
ชีวิตที่ไม่เป็นคนนี้ผ่านมาเกือบสิบวัน ในที่สุดคุณชายน้อยสวีก็เหมือนจะเบื่ออาหารและเรียกฉินฉานกับถังอิ๋นไปพบ
“ฉินฉาน ไก่เจ้าทำดีนะ ไก่ขอทานก็อร่อย แต่กินบ่อยๆ มันก็…แค่นั้นแหละ” คุณชายพูดพลางนั่งแผ่กึ่งเอนหลัง แคะฟันอย่างไม่แยแส เป็นภาพที่ชวนให้เกลียดจริงๆ
ฉินฉานแทบจะน้ำตาไหล ดีใจจนอยากร้องไห้เสียให้ได้ ในที่สุด… ฟ้าก็เปิดแล้ว!
“คุณชายพอใจข้าน้อยก็ดีใจแล้ว” ฉินฉานรีบโค้งตัวตอบ
“อืม พอกินจนเบื่อแล้ว ข้าควรกลับอิงเทียนได้แล้ว ปู่ของข้าส่งคนมาตามหลายรอบละ…” สวีเผิงจูว่า แล้วเสริมอย่างร้อนรน “…ข้ารับผิดชอบงานเยอะนะ!”
“แน่นอน! เว่ยกว๋อกงเป็นผู้ดูแลเมืองหลวงใต้ ท่านแบกภาระใหญ่ไว้ทั้งนั้น ข้าน้อยเลื่อมใสอย่างยิ่ง!”
(ราชวงศ์หมิงมีสองเมืองหลวงคือ เป่ยผิงซึ่งก็คือปักกิ่งในปัจจุบัน และอิงเทียนซึ่งเป็นเมืองหลวงตอนตั้งราชวงศ์)
คุณชายยิ้มออก ดูภูมิใจมาก แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย “ข้าจะไปละ ถ้าคราวหน้าอยากกินไก่ขอทานอีก จะส่งคนมาเรียกเจ้าที่อิงเทียน”
“รับทราบขอรับ”
ฉินฉานมองข้ารับใช้ช่วยสวมเสื้อให้คุณชาย แล้วถอนหายใจยาวโล่งอกจากใจจริง
เมื่อก้าวออกจากประตู สวีเผิงจูโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องส่ง ข้าจะไปแล้ว ไก่ขอทานเจ้าอร่อยจริง สมควรเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ไปละ!”
ฉินฉานแอบปาดน้ำตาแห่งความสุข สุดท้ายก็ส่งตัวปัญหาไปได้ สะใจเหลือเกิน…
แต่เขาคงดีใจเร็วเกินไป
ถังอิ๋นที่ยืนข้างๆ ดันบ่นเสียงเบาเหมือนไม่ยอมแพ้
ประโยคนั้น ทำให้ฉินฉานตกนรกทั้งเป็น
“ไก่ขอทานน่ะยังไม่เท่าไหร่ เจ้าคงไม่เคยกิน ‘เคนทักกี้’ ฝีมือน้องฉิน…”
ฝีเท้าของสวีเผิงจูชะงักกลางอากาศเหมือนรูปปั้น
ค่อยๆ หันหัวกลับมา ฉินฉานแทบได้ยินเสียงกระดูกคอของเขาดังกร๊อบแกร๊บ…
“เจ้าเรียกว่าอะไรนะ… ‘เคนทักกี้’? มันอร่อยกว่าไก่ขอทานอีกหรือ?” ดวงตาของสวีเผิงจูลุกโชนด้วยไฟปรารถนาแบบนักกินแท้ๆ…
คนจนล้วนน่ารังเกียจ (คนที่น่าสงสาร ย่อมมีจุดให้น่าชัง) วาทะที่เป็นสัจธรรมเช่นนี้ ไม่อาจถูกโค่นลงได้ ย่อมต้องมีเหตุผลรองรับอันมั่นคง
ถังป๋อหู่ น่าสงสารหรือไม่?
แน่นอนว่าน่าสงสาร ถูกลากเข้าไปพัวพันกับคดีทุจริตอย่างไร้สาเหตุ ถูกตัดสิทธิ์สอบ ห้ามเข้ารับราชการชั่วชีวิต จากนั้นก็ร่วงโรยไร้ที่ไป ใช้ชีวิตอย่างอับจน…
แต่เขาน่าชังหรือไม่?
ไม่ต้องพูดมาก...ฉินฉานตอนนี้อยากจะคว้ามีดแล้วแล่เนื้อเขาออกมาให้หมด แล้วเอาแต่ละชิ้นไปชุบแป้ง ทอดในน้ำมันครึ่งชั่วยาม จากนั้นเอามาเสิร์ฟคู่กับซอส… อ้อ ไม่มีซอสมะเขือเทศในยุคนี้ ก็ใช้ซอสเปรี้ยวหรือขิงสับแทนก็ได้… กัดหนึ่งคำ กรอบนอกนุ่มใน หอมกรุ่นทั่วปาก…
“นี่คือวิธีทำเคนทักกี้รึ?” สวีเผิงจูตาเป็นประกาย ใบหน้าเปี่ยมความปลาบปลื้ม ดวงตาคู่นั้นเขียวระยิบระยับ ราวกับหมาป่าในกรงที่ยังไม่ได้อาหารเย็นในสวนสัตว์
ฉินฉานปรายตามองถังอิ๋นดั่งจะฆ่าคน ก้มหน้าตอบอย่างขึงขัง “นั่นน่ะคือวิธีทอดนักปราชญ์แห่งเจียงหนานให้กรอบนอกนุ่มใน… เอ่อ เคนทักกี้ก็ทำแบบนี้ได้เช่นกัน”
ถังอิ๋นหดตัวไปติดมุมผนัง ปากเบะอย่างเวทนา เขาเองก็รู้ว่าตัวเองปากพล่อยไปหน่อย การอยู่ร่วมกับคุณชายน้อยสิบกว่าวันนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด
สวีเผิงจูตบมือฉาดด้วยความยินดี “ดี ดี ดี! ข้าไม่กลับแล้ว! คนของข้า ไปเตรียมของให้คุณชายฉิน ทำไอ้นั่นแหละ...เคนทักกี้!”
ฉินฉานกลืนรอยยิ้มลงคอจนขม “เว่ยกว๋อกงต้องคุมความมั่นคงของอิงเทียน ถือภาระอันใหญ่หลวง…”
“นั่นมันปู่ข้า ข้าไม่ใช่เว่ยกว๋อกง”
“ข้าน้อยได้สอนสูตรให้แล้ว ท่านไปเรียกพ่อครัว…”
“ไม่ใช่เจ้าทำ ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้ของดี ข้าจะกินก็ต้องกินของที่ดีที่สุด”
ฉินฉานเงยหน้ามองขื่อหลังคา ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
คืนนี้… ต้องจุดธูปเพิ่มอีกสามดอก!
---
ด้านในจวนนายอำเภอซานอิ่น
ตู้เอี้ยนยกชายกระโปรงเบาๆ ก้าวย่องอย่างลับๆ ไปทางประตูวงเดือนอย่างระมัดระวัง ใบหน้ามีรอยซุกซนปนความน่ารัก
“เอี้ยนเอ๋อ” เสียงหนึ่งกดต่ำแน่นิ่งดังขึ้น ทำให้นางชะงัก เหลียวหน้าทำตาเจื่อนๆ
ตู้หงยืนอยู่ใต้ชายคา จ้องนางด้วยคิ้วขมวด
“ท่านพ่อ” ตู้เอี้ยนเข้ามาเกาะแขนออดอ้อน
“เจ้าจะหนีออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ? โลกภายนอกวุ่นวายสับสน ลูกผู้หญิงวิ่งเพ่นพ่านไปทั่ววันๆ แบบนี้ จะดูไม่งามรู้ไหม!”
“ในจวนมันน่าเบื่อนี่เจ้าคะ มีแต่หนังสือกับงานปักผ้า ลูกเบื่อ…” ตู้เอี้ยนทำปากยื่น
ตู้หงถอนหายใจ “พ่อไม่ได้หัวโบราณนัก เจ้าซุกซนมาแต่เล็ก พ่อก็ไม่ได้ขัดใจอะไร แต่เอี้ยนเอ๋อ… เจ้าจำไว้นะ ปีที่แล้วพ่อฝืนใจตอบตกลงหมั้นหมายกับบุตรชายของผู้ว่าถง ก็เพื่อรักษาหน้าเขา หากเจ้าทำตัวล่องลอยไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ผู้คนจะครหาว่าตระกูลตู้เลี้ยงบุตรีไม่ดี และเมื่อเจ้าเข้าตระกูลเขาไป ก็อย่าหวังว่าพ่อผัวแม่ผัวจะให้เกียรติ…”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “หมั้นหมาย” ใบหน้างดงามของตู้เอี้ยนก็ซีดเผือดทันใด ประหนึ่งจิตวิญญาณถูกสูบหาย ร่างทั้งร่างเหลือเพียงซากเปลือกเปล่า
ภาพใบหน้าคลุมเครือแต่คุ้นเคยลอยวูบผ่านในสมองของนาง อยากไขว่คว้าไว้กลับคว้าไม่ทัน
ในยุคนี้ สตรีไม่อาจเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง นางรู้เรื่องนี้ดี
ตอนที่ท่านพ่อจำต้องตอบตกลงให้กับคำขอของตระกูลถง นางก็รู้แล้วว่าวันเวลาที่นางสามารถหัวเราะเล่นตามใจตนเช่นนี้ กำลังจะหมดลง
นางซุกหัวเหมือนนกกระจอกเทศ ไม่ยอมมองความจริง พยายามเล่นให้สุด กินให้คุ้ม
นางเพียงหวังจะทิ้งความทรงจำสักเล็กน้อยไว้กับวัยเยาว์ เมื่อวันหนึ่งต้องอยู่ในเรือนหลังแต่งงานอย่างซึมเซา ไร้จุดหมายกลางลานแสงแดด นางยังจะมีช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ระลึกถึงอย่างเงียบงัน เป็นสิ่งเดียวที่ยังเป็นของนาง
ใบหน้าที่คุ้นเคยแต่น่าหมั่นไส้ลอยวูบเข้ามาในใจ มันวนเวียนราวกับแมลงวัน จะปัดอย่างไรก็ไม่ไป ยิ้มของเขาก็ช่างน่าชัง…
ถ้าคนที่แต่งด้วยไม่ใช่ลูกผู้ว่าถง แต่เป็นเขา…
ตู้เอี้ยนยิ้มหวานโดยไม่รู้ตัว แต่หยดน้ำตากลับไหลพรั่งพรูไม่หยุด
ตู้หงมองดูบุตรีอย่างอ่อนใจ ปากจะกล่าวก็กลืนคำ ถอนใจแล้วกลับเข้าห้องไป
คนในโลกนี้ ใครเล่าจะได้ทำตามใจไปเสียทุกเรื่อง? ลูกสาวของเขาเลือกไม่ได้ แล้วเขาล่ะ?
…….