- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 32 - ยอดนักกิน
32 - ยอดนักกิน
32 - ยอดนักกิน
32 - ยอดนักกิน
การสนทนานี้ดูเหมือนจะจริงจังแต่ก็ผ่านไปแบบขอไปที เพราะฉินฉานยังไม่ชินกับการพูดคุยเรื่องชีวิตและอุดมคติกับผู้ชาย แทนที่จะเป็นผู้หญิงอย่างที่เคยชิน
ในที่สุดไก่ก็สุก ฉินฉานใช้กิ่งไม้เขี่ยดินเผาดำๆ ออกมา เคาะด้วยหินเบาๆ จนโคลนแห้งแตกกระจาย เผยให้เห็นไก่ที่ห่อด้วยใบบัว
กลิ่นหอมของไก่สุกอบอวลทั่วบริเวณ ชวนให้น้ำลายไหลในพริบตา
“กลิ่นหอมเหลือเกิน! น้องฉิน นี่เจ้ามีเคล็ดลับอะไร รีบบอกมา!”
“นี่แหละไก่ขอทาน…”
ยังไม่ทันจะอธิบาย ถังอิ๋นก็พุ่งคว้าไก่ไปด้วยมือเดียวแล้วกินอย่างตะกละ แม้จะโดนลวกก็ร้องโอดโอยไป กินไป ปากมันแผล็บจนแสงสะท้อนแดด
ฉินฉานเบะปาก ก็ไหนว่ากวีเอกแห่งเจียงหนาน? ดูท่ากินแล้ว…
เขากำลังจะหยิบไก่อีกตัวที่เหลือ แต่แล้วก็ได้ยินเสียง “เอ๊ะ?” ด้วยความแปลกใจดังขึ้นจากริมคูเมือง แล้วร่างของบุรุษคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามา
คนผู้นี้แต่งตัวหรูหรา สวมชุดไหมสีขาวนวล ผูกเข็มขัดหยก แขวนเครื่องรางเสริมโชคไว้ เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ฮ่าๆ สองท่านมาไวแท้ กินกันก่อนแล้วหรือ”
ก่อนที่ฉินฉานกับถังอิ๋นจะทันตั้งตัว ชายแปลกหน้าก็ถือวิสาสะนั่งลงบนผ้ากระสอบทันที แล้วคว้าไก่ในมือฉินฉานไป ทุบดินแตก เปิดใบบัว แล้วก้มหน้ากินด้วยท่าทีมูมมาม ปากมันเยิ้มไปหมด เห็นชัดว่าอร่อยนัก เพียงแต่มัวแต่กินจนไม่มีเวลาพูดชม
ฉินฉานอ้าปากค้างมองชายคนนี้ “เมื่อครู่เขาพูดว่า ‘สองท่าน’ แปลว่าคุ้นกับเราสองคน?”
แต่…เขาไม่รู้จักชายคนนี้สักนิด!
ไก่มีแค่สองตัว ตอนนี้แปลกหน้าคนนี้กินไปอีกตัวหนึ่ง เท่ากับฉินฉานไม่ได้กินเลย…
จนกระทั่งชายคนนั้นกินไก่หมดเหลือแค่กระดูกกองบนหญ้า ฉินฉานถึงกับทนไม่ไหว หันไปมองถังอิ๋นด้วยแววตาเคลือบแค้น
“พี่ถัง ท่านมีแขกทำไมไม่บอกข้า?”
ถังอิ๋นผงะ ตาโตขึ้นด้วยความตกใจ “ข้าไม่รู้จักเขานะ! เขาไม่ใช่แขกของเจ้าหรือ?”
ไม่รู้จักกันสักคน แล้วจะมาเรียกว่า “สหาย” ได้ยังไง? แถมกินกันเอิกเกริกขนาดนั้น…
ฉินฉานตะลึงอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรระเบิดกลางหน้าผาก พลันคว้าคอเสื้อของชายแปลกหน้าคนนั้นอย่างแรง “เจ้าบ้า เป็นใครกันแน่? มากินเปล่าแล้วเกือบลอยนวลไปได้นะเฟ้ย!”
รอบด้านคล้ายจะมีเสียงกระบี่หลุดฝัก เกาทัณฑ์ขึ้นสาย แต่ชายแปลกหน้ากลับทำมือบางอย่าง แล้วทุกเสียงเงียบลงทันที
“ไก่อร่อยมาก ทำให้ข้ากินอีกสักตัวสองตัว ข้าจะจ่ายเงินให้เจ้า” ชายคนนั้นไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ท่าทีเย่อหยิ่ง เหมือนเป็นนิสัยของคนชอบสั่ง
ฉินฉานโมโหจนยิ้มออกมา ไอ้คนหน้าด้าน! กินเปล่าแล้วยังทำเหมือนกำลังโปรดให้ทาน นี่มันชั่วกว่าข้าอีก!
จะกินเปล่าก็ไม่ว่าอะไร แต่กินเปล่าแล้วยังทำตัวเหมือนเจ้าขุนมูลนาย แบบนี้มันเกินไปแล้ว
“เอาเงินมาด้วย ยี่สิบตำลึง” ฉินฉานยื่นมือออกไป หน้านิ่ง
ชายผู้นั้นเหมือนจะไม่รู้จักราคาตลาด ยักมือทีเดียว เงาดำก็พุ่งผ่านเข้ามา วางแท่งเงินใหญ่สองแท่งลงบนมือฉินฉาน แล้วหายไปทันที
ราวกับเล่นกล! หมอนี่เช็ดตะเกียงอะลาดินมาหรือยังไง?
ในเมื่อเขาจ่ายเงินแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้กินเปล่า ฉินฉานเก็บเงินอย่างไม่เก้อเขิน ท่าทีเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี...อย่างไรเสีย คนที่ยอมจ่ายยี่สิบตำลึงเพื่อไก่หนึ่งตัว ก็หาได้ยากเต็มที
“ท่านแซ่อะไรหรือ?” ฉินฉานค้อมมือตามมารยาท
“แซ่สวี ชื่อเผิงจู” ชายคนนั้นตอบสั้นๆ อย่างไม่คิดจะลดตัวพูดคำว่า *“นามอันต่ำต้อย” ราวกับแซ่ของเขาเป็นของสูงส่ง จนถ่อมตัวไม่ได้
สวีเผิงจู? ชื่อฟังดูคุ้นๆ ฉินฉานนึกไม่ออกชั่วขณะ แต่เอาชื่อรองของ**เยว่เฟยมาใช้เป็นชื่อตัวเอง มันก็หน้าด้านไปหน่อยแล้ว...
เขาค้อมมือนิดหน่อยแบบไม่จริงใจนัก “ยินดีที่ได้พบ…ยินดี…”
แต่ปากพูดอย่างนั้น ใจไม่อยาก ‘พบ’ ต่อ ฉินฉานหันหลังไปเรียกถังอิ๋นให้เตรียมกลับ
สวีเผิงจูหน้าตึง “รับเงินข้าแล้ว ทำไมไม่ทำไก่เพิ่มให้ข้ากินอีก? แบบเมื่อครู่…”
“เงินยี่สิบตำลึงนั่นจ่ายค่าไก่ที่เจ้ากินไปแล้ว เราไม่มีวัตถุดิบแล้ว ไว้มีวาสนาค่อยว่ากันใหม่” ฉินฉานไม่พูดมาก เก็บของเตรียมกลับกับถังอิ๋นทันที
เสียอารมณ์สิ! เดิมทีตั้งใจจะนั่งดื่มเหล้า ชวนพี่ถังวางแผนแบ่งเงินจากหนังสือ ไซอิ๋ว ที่จะตีพิมพ์แล้ว กลับกลายเป็นว่าเจอใครไม่รู้มากินไก่ของพวกเขา…
กลับเข้าเมือง ถังอิ๋นเดินๆ ไปก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เอามือหมุนคอบ่อยๆ
“น้องฉิน เจ้ารู้สึกเหมือนมีหมาตามหลังมาบ้างไหม?”
ฉินฉานพยักหน้า “ข้าว่ามากกว่านั้นนะ เหมือนโดนฝูงหมาตามมาเลย…”
พอหันกลับไป ก็เห็นสวีเผิงจูอยู่ไม่ห่าง ราวสิบวา ตาจ้องเขียวๆ มาที่พวกเขา พอเห็นทั้งสองหันมามอง สวีเผิงจูก็รีบทำทีเดินดูข้าวของริมทางแบบเนียนๆ แต่ท่าทางจับผิดได้ง่ายมาก
รอบตัวเขาก็มีคนแต่งตัวธรรมดาเดินเตร่ไม่ห่างกัน ล้วนรักษาระยะห่างไว้เท่ากันเป๊ะ
ฉินฉานจ้องเขาอย่างแค้นเคือง คนแซ่สวีนี่เปิดตัวได้แย่สุดๆ เขาไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลย
จากนั้นทั้งสองเดิน–สวีเผิงจูตาม เดินตามตลอด เหมือนเงาเหมือนเงาเงียบระยะสิบวา
ไม่นานฉินฉานเหมือนจะนึกอะไรออก จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา
“น้องฉิน หัวเราะอะไร?” ถังอิ๋นถาม
“พี่ถังอย่าถือสา ข้าแค่นึกถึงคำพูดชาวบ้านในถิ่นข้า ก็เลยหลุดหัวเราะออกมา”
“คำพูดแบบไหน?”
“หน้าตาเหมือนซาลาเปา ก็อย่าบ่นว่าทำไมหมาถึงตามมา... ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ถังอิ๋นชะงัก แล้วก็หัวเราะลั่นไปด้วย แต่พอหัวเราะไปสักพักก็ชะงักกึก สีหน้ากลายเป็นเศร้าๆ
“ระหว่างข้ากับเจ้า ใครหน้าเหมือนซาลาเปา?”
ฉินฉานหยุดหัวเราะ มองถังอิ๋นครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจเงียบๆ
ถังอิ๋นเห็นใบหน้าขาวเนียนของฉินฉาน ก็ลูบหน้าตนเองเบาๆ ความเศร้าท่วมท้นหัวใจ
ถังอิ๋นเกิดเมื่อปีเฉิงฮวา ที่หกของฮ่องเต้เสียนจง ปีนี้อายุสามสิบสี่แล้ว ไม่ใช่หนุ่มหล่อเจ้าสำอางเหมือนแต่ก่อน ผิวกร้านขึ้น ช่วงเวลาสงบสุขผ่านไปนาน และที่สำคัญ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นแบบซาลาเปา…
---
ให้โดนตามแบบนี้เรื่อยๆ มันไม่ใช่เรื่อง ฉินฉานไม่ชอบความรู้สึกโดนจ้องหลัง
เดินผ่านร้านขายซาลาเปา เขาแอบหยิบไปสองลูก เอาใบบัวห่อให้ดูเหมือนไก่ขอทาน แล้วโยนไปที่ข้างทางทันที จากนั้นก็ฉุดถังอิ๋นวิ่งหนีสุดแรง
สวีเผิงจูตอบสนองไวมาก เขาพุ่งตัวตามอย่างว่องไว พุ่งเข้าชาร์จด้วยท่าแบบผู้รักษาประตูเต็มรูปแบบ คว้า “ห่อไก่” ไว้ก่อนตกพื้น แต่ด้วยแรงเหวี่ยงกลับกลิ้งเข้าไปในร้านขายเครื่องลายครามข้างถนน…
“มารดามันเถอะ!” สวีเผิงจูสบถได้เพียงคำเดียว จากนั้นก็หลับตายอมชะตากรรม
เสียงกระเบื้องแตกเปรี๊ยะๆ ดังสนั่น กลุ่มบ่าวชายในชุดนักรบรอบๆ เขาร้องตะโกน “คุณชาย!” แล้วพุ่งเข้าไปในร้านเหมือนขาดสติ
…………
*ในสมัยโบราณเวลาถูกถามชื่อแซ่เป็นครั้งแรก ต้องกล่าวคำว่านามอันต่ำต้อยเพื่อเป็นการถ่อมตัว แต่มีกรณียกเว้นก็คือบุคคลที่มาจากตระกูลซึ่งสร้างคุณูปการให้กับอาณาจักรหรือไม่ก็เชื้อพระวงศ์
เชื้อพระวงศ์ต้าหมิงแซ่จู ชายหนุ่มคนนี้แซ่สวี ย่อมต้องเป็นลูกหลานของสวีต๋า เว่ยกว๋อกง ผู้เป็นขุนพลคู่บารมีของจูหยวนจาง ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง
**เยว่เฟยหรืองักฮุย ชื่อรองว่าเผิงจู เป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ซ่ง รบกับราชวงศ์จิ้น(กิมก๊ก)แห่งเผ่าหนี่ว์เจินจนได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์
ต่อมาเมื่อราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวแมนจูสืบเชื้อสายของชาวหนี่ว์เจิน เอาชนะราชวงศ์หมิงได้ก็ทำการยกย่องกวนอูขึ้นมาเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์แทน เพราะการที่ผู้คนบูชาเยว่เฟยเป็นเทพเจ้านับว่าเป็นการต่อต้านชาวแมนจูรูปแบบหนึ่ง
………..