- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 16 - เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
16 - เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
16 - เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
16 - เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ฉินฉานกำลังวุ่นวายกับการวางแผน... วางแผนร่ำรวย
เขาเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งบัณฑิต หมดหวังกับการเข้าสอบจ้วงหยวน(จอหงวน)อีกต่อไป ในเมื่อข้ามภพมาอยู่ในยุคโบราณ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือใช้ชีวิตแบบคนเสเพลผู้ร่ำรวย ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ไปจนแก่เฒ่า
เขาไม่ใช่คนมีความทะเยอทะยานมากนัก เป็นคนจำยอมตามสถานการณ์ ขอแค่มีกินมีใช้ไม่อดอยากก็พอ ในชาติก่อนแม้จะมีความสามารถก็ยังเป็นแค่พนักงานบริษัททั่วไปเท่านั้น
แน่นอนว่า ชีวิตก็ต้องมีเป้าหมายและแผนการ
เป้าหมายของฉินฉานไม่ได้สูงส่งนัก...ภายในหนึ่งปีต้องมีเงินหมื่นตำลึง
เป้าหมายนี้ถือว่าสมเหตุสมผล ไม่มีความเพ้อฝัน ไม่มีการกระโดดข้ามขั้น
รวมบทกวีป๋อหูขายไปแล้วหมื่นเล่ม คิดว่าไม่มีมูลค่าเหลือให้รีดอีก ต้องหาเส้นทางใหม่ให้เร็วที่สุด
หลังประสบการณ์จากการพิมพ์หนังสือคราวนี้ เขาตระหนักว่ากำไรจากวงการนี้สูงเกินคาด กลอนโศกเศร้าหลายบทมารวมกัน กลับได้เงินตั้งหลายร้อยตำลึง แถมยังไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่ต้องเสี่ยงอะไรอีกต่างหาก ได้ทั้งเงินได้ทั้งชื่อเสียง…
แน่นอนว่าเขาไม่สนใจชื่อเสียงอันจอมปลอม ยินดีส่งให้ถังอิ๋นทั้งหมด อยู่เงียบๆ ถึงจะปลอดภัย ถึงจะมีชีวิตยืนยาว คิดจะเฉิดฉายออกหน้าออกตา ควรนึกถึง *เสิ่นว่านซานผู้เป็นตัวอย่างในทางตรงกันข้ามในช่วงต้นราชวงศ์หมิงเสียก่อน
การประดิษฐ์คิดค้นไม่มีอนาคตแน่นอน เพราะราชวงศ์หมิงตอนนี้มีสุราแรงแล้ว มีดินปืนแล้ว สิ่งที่ควรมีก็มีแล้ว การสร้างเครื่องบินหรือรถถังไม่มีทางทำได้ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ และถึงแม้สร้างได้จริง ก็คงไม่มีใครให้รางวัล กลับกลายเป็นหัวหลุดจากบ่ามากกว่า
อย่างนั้นก็อยู่ในวงการพิมพ์นี่แหละดีที่สุด
บทกวีหมดแล้ว ก็ขายอย่างอื่นได้... เช่น นวนิยายคลาสสิก?
แต่มันต้องใช้ความจำมาก และเมื่อเขียนเสร็จแล้วจะลงชื่อใครดี? ไปหลอกถังอิ๋นอีกรอบก็คงเป็นไปไม่ได้ บัณฑิตอาจจะใสซื่อ แต่ก็ไม่ถึงกับโง่ซ้ำสอง
น่าปวดหัวนัก...
เขานั่งใต้ชายคาหน้าห้องโถงโรงเตี๊ยม อาบแดดฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น พลางอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย
พอมีเงินแล้ว ควรจะคิดเรื่องแต่งเมียบ้างหรือยังนะ?
ควรหาเมียแบบไหนดี?
หน้าอกใหญ่ ขายาว ใบหน้าดั่งเทพธิดา หุ่นดั่งนางปีศาจ…
สุภาพบุรุษก็เป็นบุรุษ ความชอบผู้หญิงของชายทุกคนไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าเป็นคนดีหรือเลวก็เหมือนกันตรงนี้แหละ
กำลังฝันหวานเพลินๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าแสงแดดหายไป มีเงาร่างเพรียวระหงบังแสงทั้งหมดไว้
ฉินฉานนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจยาว
คนคุ้นเคยนี่นา
ตู้เอี้ยนใบหน้างามมีแววกังวล ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งเมื่อเห็นฉินฉาน จึงค่อยเผยรอยยิ้มสดใสบ้าง
“ที่แท้ก็คุณชายฉินผู้แต่ง ‘หากเพียงครั้งแรกที่พบเจอกัน’ นี่เอง ช่างโชคดีจริงๆ” แววตาของตู้เอี้ยนมีรอยล้อเลียนแฝงอยู่
...นึกแล้วเชียว เมื่อวานน่าจะปิดปากนางไปเลย สู้ไม่ได้ก็วางยาเอาก็ยังดี...
ฉินฉานถึงกับเหงื่อเย็นไหลพลั่ก สอดส่ายสายตาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะฝืนยิ้มคารวะ “ที่แท้ก็ท่านคุณชายเกา ยินดี ยินดี…”
ตู้เอี้ยนชะงัก “ข้าไม่ได้แซ่เกา” (สูง)
“แต่เจ้าสูงขนาดนี้ แถมพ่อยังเป็นนายอำเภอ เจ้าไม่ใช่คุณชายเกา แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?”
ตู้เอี้ยนฮึ่มเบาๆ “เห็นเจ้ามานั่งเหม่อคนเดียวตรงนี้ คิดแผนร้ายอะไรอีก?”
“ข้ากำลังรำลึกถึงสุนัขที่บ้านเกิด...”
“สุนัขมีอะไรให้รำลึก?”
“สุนัขบ้านข้าไม่ธรรมดา มันจับหนูได้…”
“เก่งขนาดนั้น?” ดวงตากลมโตของตู้เอี้ยนเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ
“บ้านข้ายังเคยเลี้ยงแมว แต่แมวนั่นเสียสติไป…”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะหนูถูกหมากินหมดแล้ว…”
“แล้วแมวที่เสียสติล่ะ?”
“แมวนั่นเลยหัดกินกระดูกแทน”
ตู้เอี้ยน: “…………”
ฉินฉานยิ้มบาง “เอาล่ะ เรื่องเล่าครอบครัวจบแล้ว คำทักทายก็ทักแล้ว คุยเล่นก็จบแล้ว เชิญคุณหนูตู้เอี้ยนเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
ตู้เอี้ยนขมวดคิ้วงาม “เจ้ารังเกียจข้าหรือ?”
ฉินฉานทำหน้าจริงจัง “ข้าชื่นชมเจ้ามากจนไม่อยากพูดด้วย...เชื่อหรือไม่?”
ตู้เอี้ยนถอนหายใจเบาๆ “ที่แท้เจ้าก็รังเกียจข้าจริงๆ…”
ใบหน้าที่สดใสกลับถูกกลบด้วยความเศร้าลึก ฉินฉานเหลือบมองนาง...ดูเหมือนนางจะมีเรื่องหนักใจจริงๆ
ตู้เอี้ยนยืนอยู่ใต้ชายคา มองท้องถนนเบื้องหน้าที่พลุกพล่านด้วยสายตาอาวรณ์
“บางทีอีกไม่กี่วัน ข้าอาจต้องกลับเมืองบ้านกับท่านพ่อแล้ว...ไม่อยากจากที่นี่ไปเลย” ตู้เอี้ยนพึมพำ น้ำตาหยดลงเงียบๆ
“ทำไมต้องกลับล่ะ?”
ทันทีที่พูดจบ ฉินฉานก็อยากตบปากตัวเองเสียให้ได้
คนปากหมามักไม่รู้ว่าชะตากรรมแบบไหนรออยู่เบื้องหน้า
….
ฟ้าประทานภารกิจยิ่งใหญ่ให้แก่คนหนึ่งคน ย่อมต้อง...ให้เขาเสี่ยงตายก่อนกระมัง?
ขณะนี้ฉินฉานกำลังพินิจตนเองอย่างหนัก พิจารณาชีวิตตนเองอย่างจริงจัง
เขาคิดไม่ตก...เหตุใดฟ้าต้องปฏิบัติกับคนใจดีอย่างเขาเช่นนี้? เขาไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างมากก็แค่ขโมยไก่จากบ้านฉินจวง(หมู่บ้านตระกูลฉิน)ไม่กี่ตัว ลอกบทกวีของลูกหลานอนาคตมาสักเล็กน้อยเท่านั้นเอง
คำว่า “ใจดี” เป็นคำที่เปรียบเทียบ หากเทียบกับพวกคนชั่วที่ฆ่าคนวางเพลิง ข่มเหงชาวบ้าน อย่างเขานั้น...ไม่นับว่าดีเลยหรือ?
คนธรรมดาเช่นเขาเข้าไปพัวพันกับความบาดหมางระหว่างขุนนางสองคน...ไม่รู้เลยว่าจะตายอย่างไร...
ฉินฉานสะอื้นในใจ จนเกือบจะขยี้จมูกตัวเองจนกลายเป็นหัวกระเทียม
“คุณหนูตู้ ช่วยเล่าความบาดหมางระหว่างบิดาของท่านกับท่านขุนนางผู้ตรวจการอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบหน่อย”
ตู้เอี้ยนขมวดคิ้ว “ข้าเพิ่งเล่าให้เจ้าฟังไม่ใช่หรือ?”
ฉินฉานหน้าสลด “เมื่อครู่ข้าไม่ได้ฟังแม้แต่คำเดียว…”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ได้ฟัง?”
“เพราะในหัวข้ากำลังคิดหาวิธีสลัดเจ้าหลุดจากชีวิตอยู่…”
ตู้เอี้ยนยิ้มขึ้นมา ยิ้มหวานเสียด้วย “แม้เจ้าไม่ใช่คนดี แต่ก็นับว่าตรงไปตรงมาดีนัก”
นางจึงเล่าเรื่องระหว่างบิดาของตนกับขุนนางผู้ตรวจการชื่อสือลู่อีกครั้งอย่างละเอียด
ฉินฉานฟังจนเหงื่อเย็นไหลชุ่มหลัง ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่า การรับปากช่วยเรื่องนี้คือการตัดสินใจที่โง่เขลาสุดขีด
เมื่อเล่าจบ ตู้เอี้ยนก็จ้องเขาแน่วนิ่ง ขนตายาวกระพือเบาๆ
“คุณชายฉิน มีทางแก้หรือไม่?”
“มี”
แววตาตู้เอี้ยนสว่างวาบ หายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย “แก้อย่างไร?”
ฉินฉานปรายตามองนาง แล้วตอบอย่างนิ่งสงบ “ข้อแรก...จ่ายเงิน หนึ่งร้อยตำลึงเงิน”
ตู้เอี้ยนรู้สึกราวกับสมองโดนฆ้องทองแดงในวัดกระหน่ำตีจนสั่นไปหมด
“เวลาแบบนี้ เจ้ายังมีหน้ามาเรียกเงินอีกหรือ?” ตู้เอี้ยนกัดฟันพูด
ฉินฉานยังคงท่าทีสบายๆ “คุณหนูตู้ เจ้าต้องเข้าใจ ข้าเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา การเข้าไปข้องเกี่ยวในเรื่องของขุนนางคือการเอาชีวิตไปเสี่ยง ข้าเรียกแค่ร้อยตำลึงถือว่าราคาขายขาดทุนแล้ว เป็นราคาล้างสต๊อกแบบกระโดดตึกเลยเชียว…”
“...ตกลง หากสำเร็จ ข้าจะให้เจ้า ร้อยตำลึง พูดคำไหนคำนั้น...แล้วถ้าทำไม่สำเร็จล่ะ?”
“ถ้าไม่สำเร็จ เจ้าก็ยังต้องจ่ายเงินอยู่ดี เอาเงินร้อยตำลึงมาซื้อสุสาน ซื้อโลงศพอย่างหรูให้ข้า แล้วที่เหลือก็เปลี่ยนเป็นกระดาษเงินกระดาษทอง เผามาให้ด้วย…”
ตู้เอี้ยนตาแทบพ่นไฟ “ข้าจะเผาให้เจ้าแน่!”
…………