เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1385—1386: จุดอ่อนของชิงเป่า (สองตอนรวมกัน)

บทที่ 1385—1386: จุดอ่อนของชิงเป่า (สองตอนรวมกัน)

บทที่ 1385—1386: จุดอ่อนของชิงเป่า (สองตอนรวมกัน)


บริเวณแขกรับเชิญ

พิธีกรพูดเข้ากับไมค์ว่า

“ทักษะเสน่ห์ของภูติเร้นเมฆาเล่นงานใส่เสน่ห์กลิ่นสาบได้ตรงเป้า แต่ดูเหมือนเสน่ห์กลิ่นสาบจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยนะคะ”

พูดจบ เธอก็หันไปมองเลนนาร์ดที่ยืนอยู่ข้างๆ

เลนนาร์ดรับรู้สายตานั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าถูกพลังเสน่ห์เข้าไปตรงๆ แล้วไม่ติดสถานะ มีอยู่สองความเป็นไปได้ครับ อย่างแรกเสน่ห์กลิ่นสาบน่าจะเป็นเพศเดียวกับภูติเร้นเมฆา อย่างที่สองคือเสน่ห์กลิ่นสาบมีพลังจิตหรือเจตจำนงที่แข็งแกร่งมากจนต้านทานเสน่ห์ได้ แต่เพราะเสน่ห์กลิ่นสาบกับภูติเร้นเมฆาอยู่ในระดับเดียวกัน ผมก็เลยเอนเอียงไปทางอย่างแรกมากกว่า”

“เว่ยคู~” เสียงผีหลอกน้ำตาเทียมดังขึ้นเบาๆ ข้างๆ

เสียงแปลในหูฟังของพิธีกรกับเลนนาร์ดดังขึ้นพร้อมกัน

“ที่แท้เป็นเสน่ห์กลิ่นสาบที่ใกล้จะวิวัฒนาการแล้วเหรอคะเนี่ย!” พิธีกรพูดอย่างตกใจ

“เว่ยคู” ผีหลอกน้ำตาเทียมส่งเสียงอีกครั้ง

พิธีกรพยักหน้าเบาๆ พลางพึมพำอย่างทึ่งตามคำแปลในหูฟัง

“ที่แท้ถ้าใบไม้บนหัวของเสน่ห์กลิ่นสาบยาวเกินสามสิบเซนติเมตร ก็คืออยู่ในช่วงปลายของระดับสูงแล้วสินะคะ…”

พูดจบเธอก็ยิ้มชม “ผีหลอกน้ำตาเทียมมองออกขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฉันว่าคุณไปสอบเป็นนักพัฒนาสัตว์อสูรได้แล้วนะ ผ่านฉลุยแน่ๆ”

“เว่ยคู” ผีหลอกน้ำตาเทียมร้องกลับแบบถ่อมตัว

เลนนาร์ดพูดอย่างครุ่นคิดว่า

“ถ้าเสน่ห์กลิ่นสาบอยู่ระดับสูงขั้นปลายแล้ว ส่วนภูติเร้นเมฆาอยู่แค่ช่วงต้นก็พอจะมีความเป็นไปได้ที่จะต้านเสน่ห์ไว้ได้จริงๆ”

ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันในโซนแขกรับเชิญ ชิงเป่าก็กลับมาอยู่ในสภาวะกลายเป็นสายลมอีกครั้ง

เสน่ห์กลิ่นสาบสะบัดหัวเบาๆ แล้วระหว่างใบไม้สองใบบนหัวของมันก็พ่นหมอกสีเขียวออกมาอีกระลอก

กลิ่นเหม็นรุนแรงกว่าเดิมแพร่กระจายไปทั่วสนามในทันที

รอบๆ สนาม มีสัตว์อสูรในชุดทำงานยืนอยู่หลายตัว พวกมันปล่อยคลื่นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าออกมา เป็นวงกว้างครอบคลุมแถวหน้าของผู้ชม

นั่นคือคลื่นพลังรักษาที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ชมติดสถานะผิดปกติ

แต่ถึงอาการผิดปกติจะรักษาได้ กลิ่นเหม็นนั่นหลบไม่ได้…

ผู้ชมแถวหน้าแต่ละคนพากันกลั้นหายใจ บ้างก็รีบหยิบหน้ากากอนามัยที่เตรียมไว้ออกมาสวม

ตอนที่พวกเขาเลือกซื้อที่นั่งแถวหน้า ก็รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องเจอแบบนี้…

ชิงเป่าเอามือปิดจมูก ใบหน้าขึ้นสีแดงจัด ก่อนจะปรากฏตัวออกมาจากการกลายเป็นสายลมอย่างช่วยไม่ได้ ห่างจากเสน่ห์กลิ่นสาบไปราวๆ หลายสิบเมตร

ท่าทางจะจริงอย่างที่ว่า เสน่ห์กลิ่นสาบมีพวกผงพิษกับแก๊สพิษหลากหลายแบบ เรียกได้ว่าแก้ทางชิงเป่าได้หมดจด เพราะชิงเป่าเป็นสัตว์อสูรที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ในการเคลื่อนไหว…

กลิ่นเหม็น ทักษะสายพันธุ์ของเสน่ห์กลิ่นสาบ เป็นทักษะที่ปล่อยกลิ่นเหม็นรุนแรงออกมาจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว แถมยังทำให้ติดสถานะพิษได้ด้วย

เฉียวซางกลั้นหายใจไว้ แล้วพูดออกมาอย่างใจเย็น

“ม่านหมอกพลางตา”

ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง ร่างของชิงเป่าก็ส่องแสงสีชมพูจางๆ ออกมา

และในจังหวะนั้นเอง เสน่ห์กลิ่นสาบก็เหยียดกรงเล็บออก แสงสีเขียวระเรื่อเริ่มเรืองขึ้นที่ปลายนิ้ว

จากใต้พื้นดินใต้ตัวชิงเป่า ทันใดนั้นก็มีเถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวพุ่งขึ้นมา พุ่งเข้าใส่เป้าอย่างแม่นยำ

ตามปกติแล้ว ชิงเป่ามีปฏิกิริยาที่รวดเร็วมาก ดังนั้นยังไม่จำเป็นต้องสั่งการ… เฉียวซางคิดในใจ

พูดตรงๆ เลยนะ ถึงแม้ในใจเธอจะยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่เธอก็พอจะวิเคราะห์ชิงเป่าได้บ้างจากช่วงที่อยู่ในอาณาเขตลึกลับกับการฝึกซ้อมที่ผ่านมา ถึงอย่างนั้นก็ตาม จำนวนครั้งที่ได้สู้จริงๆ กันก็ยังน้อยมากอยู่ดี

ระหว่างที่คิดวาบขึ้นมาแบบนั้น ใบหน้าของชิงเป่าก็แดงจัดอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้หายตัวไปในอากาศ แต่กลับเริ่มสะสมพลังต่อ

จู่ๆ พื้นสนามประมาณหนึ่งในสามก็เปล่งแสงสีชมพูออกมา

ในขณะเดียวกัน เถาวัลย์สีเขียวหลายเส้นก็เข้ามาใกล้ชิงเป่า เหลือระยะไม่ถึงเซนเดียวเท่านั้น

“ซุนซุน!” ซุนเป่าที่ลอยอยู่ในโซนนักแข่งรีบร้องเตือนเสียงดัง

พอเถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวกำลังจะพุ่งเข้าใส่ร่างของชิงเป่า ชิงเป่าก็หายวับไปในพริบตา กลายสภาพเป็นลมอีกรอบ

แสงสีชมพูบนพื้นสนามก็หายไปพร้อมกัน

เถาวัลย์ที่พุ่งมาแทงก็แทงไม่โดนเป้า

“ซุนซุน…” ซุนเป่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะโบกไม้เชียร์ต่ออย่างร่าเริง

“ย่าห์?” หยาเป่าที่อยู่ข้างๆ หันมาร้องเหมือนต้องการถามอะไรสักอย่าง

“ซุนซุน~” ซุนเป่าถอดวงแหวนออก แล้วควักไม้เชียร์อีกอันออกมายื่นให้หยาเป่า

แล้วมันก็เหมือนเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็หยิบไม้เชียร์ออกมาอีกสองอัน ยื่นให้ลู่เป่าและกงเป่าอีกคนละอัน

กงเป่ารับไปอย่างเต็มใจ

ส่วนลู่เป่าแค่มองเฉยๆ ด้วยสายตาเรียบๆ แต่ไม่ได้รับไว้

“ซุนซุน…” ซุนเป่าทำหน้าเสียดายเล็กน้อย กำลังจะเอาไม้เชียร์ใส่วงแหวนเก็บคืน แต่พอดีมีเสียงของราชามังกรที่อยู่ข้างๆ ดังขึ้นมา

“โม่โม่~”

ยื่นให้ฉันสิ

“ซุนซุน~”

ซุนเป่าชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มดีใจแล้วยื่นไม้เชียร์ให้ทันที

“โม่โม่!”

ราชามังกรทำท่าเลียนแบบซุนเป่า โบกไม้เชียร์อย่างกระตือรือร้น

เพืื่อให้เด็กรุ่นใหม่ในเผ่าได้ทำพันธะสัญญาสำเร็จ การผูกมิตรกับสัตว์อสูรของอีกฝ่ายก็สำคัญเหมือนกัน

มิเคลล่ามองเห็นภาพนี้แล้วก็เผลอสูดหายใจเข้าลึกหลายเฮือก

บริเวณแขกรับเชิญ

“ภูติเร้นเมฆาหายตัวอีกแล้วค่ะ” พิธีกรพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ทักษะการกลายเป็นสายลมแบบนี้ถือว่าหายากมากๆ เลยนะคะ เพราะพวกมันหนีได้ดียิ่งกว่าสัตว์อสูรประเภทผีที่หายตัวได้อีก เพราะพวกนั้นแม้จะหายตัว แต่ตัวตนยังอยู่ที่เดิม ทว่ากลายเป็นสายลมนี่เรียกได้ว่าหายไปทั้งตัวของจริงเลยค่ะ”

“กับความสามารถที่รับมือได้ยากขนาดนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเสน่ห์กลิ่นสาบจะโจมตีต่อไปยังไงดี”

เลนนาร์ดเสริมว่า “ผมไม่เคยเห็นสัตว์อสูรที่ใช้กลายเป็นสายลมได้มาก่อนนะ แต่เท่าที่รู้ พวกนี้จะไวต่อคุณภาพอากาศมาก กลิ่นของเสน่ห์กลิ่นสาบในจุดนี้ก็เลยกลายเป็นตัวที่ค่อนข้างข่มภูติเร้นเมฆาอยู่พอสมควรเลยครับ”

“จากที่เมื่อกี้เห็นภูติเร้นเมฆาเผยตัวออกมาถึงสองครั้งติด ก็น่าจะพอเดาได้แล้วล่ะว่า ถ้าเสน่ห์กลิ่นสาบปล่อยกลิ่นเหม็นไม่หยุด ภูติเร้นเมฆาก็อาจจะไม่สามารถคงสภาพกลายเป็นสายลมได้อีกต่อไปครับ”

“เว่ยคู” ผีหลอกน้ำตาเทียมร้องขึ้นอีกครั้ง

พิธีกรฟังเสียงแปลจากหูฟังแล้วก็พูดขึ้นว่า

“ผีหลอกน้ำตาเทียมพูดได้ดีเลยค่ะ ตอนนี้ภูติเร้นเมฆาก็ใช้ทักษะม่านหมอกพลางตาสำเร็จแล้ว ทักษะนี้จะทำให้สัตว์อสูรในพื้นที่สนามไม่ตกอยู่ในสถานะผิดปกติชั่วระยะเวลาหนึ่ง”

“ต่อให้ภูติเร้นเมฆาไม่สามารถคงสภาพกลายเป็นสายลมได้ มันก็ยังไม่โดนสถานะผิดปกติจากพวกผงพิษหรือแก๊สพิษของเสน่ห์กลิ่นสาบอยู่ดี”

“โดยรวมแล้ว ภูติเร้นเมฆายังได้เปรียบกว่าอยู่ดีค่ะ”

“เว่ยคู” ผีหลอกน้ำตาเทียมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

ผู้ชมต่างก็เงียบกริบ มองไปยังสนามอย่างจดจ่อ โดยเฉพาะแถวหน้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง กลัวจะเผลอสูดเอาก๊าซที่ลอยมาเข้าไปปอด

“ซุนซุน!”

“โม่โม่!”

“ย่าห์!”

ในโซนนักแข่ง หยาเป่าโบกไม้เชียร์พร้อมกับซุนเป่าและราชามังกร

ในสนาม กลิ่นเหม็นยังคงลอยอวลอยู่ทั่ว

เสน่ห์กลิ่นสาบยังคงปล่อยก๊าซสีเขียวต่อเนื่อง

ชิงเป่าเผยตัวออกมาอีกครั้ง

แต่คราวนี้มันไม่ได้หน้าแดงเหมือนตอนก่อนหน้าแล้ว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด ดูไม่ไหวอย่างชัดเจน แถมไม่กลั้นหายใจแล้วด้วย

ทันใดนั้น ลมแรงพัดขึ้นมาอย่างรุนแรง

ลมกระหน่ำใส่เสน่ห์กลิ่นสาบ ใบไม้บนหัวของมันสั่นไหวแทบบินหลุด

เสน่ห์กลิ่นสาบต้องเกร็งขาแน่นเพื่อยันร่างให้มั่นคง ไม่งั้นคงปลิวไปแล้วแน่ๆ

ดูเหมือนว่าชิงเป่าจะสูดกลิ่นเหม็นเข้าไปเยอะ ตอนนี้เลยโมโหมากเลยสินะ แต่ก็ถือเป็นโอกาสเหมือนกัน เฉียวซางออกคำสั่งทันทีว่า

“สายลมแฟรี่”

จนถึงตอนนี้ ทักษะสายลมแฟรี่ก็ยังถือเป็นท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุดของชิงเป่า และด้วยแรงสนับสนุนจากทั้งลมพายุและม่านหมอกพรางตาในตอนนี้ ทำให้พลังโจมตีของมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกมาก

ถ้าโจมตีใส่เสน่ห์กลิ่นสาบได้ตรงๆ ถึงจะไม่ล้มก็ต้องเจ็บหนักแน่

ชิงเป่าได้ยินคำสั่งจากผู้ฝึกของตัวเอง ก็ตั้งใจจะอ้าปากร่ายทักษะทันที แต่แล้วกลิ่นเหม็นโฉ่ที่ฟุ้งอยู่ทั่วสนามก็พุ่งทะลักเข้าปาก มันหน้าเปลี่ยนสีแทบจะทันที จนทำให้มันรีบหุบปากแน่น

เสน่ห์กลิ่นสาบเห็นแบบนั้นก็รีบฉวยโอกาสทันที ยกนิ้วสั้นๆ ขึ้นมา ปลายนิ้วเริ่มเรืองแสงสีเขียว

จากพื้นสนาม เถาวัลย์สีเขียวเรืองแสงหลายเส้นพุ่งขึ้นมา แทงใส่ชิงเป่าแบบไม่ให้ตั้งตัว

พร้อมกันนั้น ตัวมันก็ปล่อยก๊าซสีเขียวออกมาอีกระลอก

ชิงเป่ารู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบใช้กลายเป็นสายลม หายวับไปกับสายลม

แต่เพียงไม่กี่วินาที มันก็ทนไม่ไหวจนต้องเผยตัวออกมาอีกครั้ง

และร่างมันโผล่กลับมาแทบจะในตำแหน่งเดิม

“ปัง!”

เสียงดังสนั่น เถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวฟาดใส่ร่างของชิงเป่าเต็มแรง

“ชิงชิง!!”

ชิงเป่าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ถูกซัดกระเด็นลอยไปไกล

ทั้งสนามเงียบกริบไปชั่วขณะ

จากนั้นผู้ชมแถวหลังก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน แต่แถวหน้า…ยังคงเงียบสนิทเหมือนเดิม กลั้นหายใจกันแน่น

“เฮ้ เดี๋ยวเมื่อกี้เฉียวซางก็สั่งให้ภูติเร้นเมฆาใช้สายลมแฟรี่แล้วนี่ ทำไมมันไม่ยอมใช้ล่ะ?”

“ตอนแรกคิดว่าสัตว์อสูรของผู้ฝึกระดับ B จะต้องฟังคำสั่งเป๊ะๆ ซะอีก พอเห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเฉย…”

“จริงๆ เฉียวซางอาจจะไม่ได้เป็นผู้ฝึกระดับ B ก็ได้นะ เธออาจจะแค่มีกลุ่มดาวสีแดงที่ผู้ฝึกระดับ B เท่านั้นถึงจะมีได้”

“เมื่อวานยังเห็นว่าพวกเธอสองคนทำงานเข้าขากันดีอยู่เลย ทำไมวันนี้จู่ๆ ภูติเร้นเมฆาถึงไม่ฟังคำสั่งเฉียวซางล่ะ?”

“ถ้าเมื่อกี้ภูติเร้นเมฆาได้ปล่อยสายลมแฟรี่ออกมาจริงๆ ล่ะก็ คนที่เจ็บก่อนอาจจะเป็นเสน่ห์กลิ่นสาบก็ได้…”

“ตอนแรกนึกว่าการแข่งนัดนี้เฉียวซางชนะขาดแน่ๆ แล้วนะ แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วแฮะ…”

โซนแขกรับเชิญ

พิธีกรหันไปถาม

“คุณเลนนาร์ดคะ คุณคิดยังไงกับเรื่องที่ภูติเร้นเมฆาไม่ทำตามคำสั่งของเฉียวซาง?”

เลนนาร์ดเงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อยตอบว่า

“ผมพูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่าสัตว์อสูรที่ใช้กลายเป็นสายลมได้จะไวต่อคุณภาพอากาศมาก อาจเป็นเพราะภูติเร้นเมฆาไม่สามารถทนกลิ่นเหม็นรอบตัวได้ เลยไม่อ้าปากปล่อยท่าตามคำสั่ง”

พิธีกรยิ้ม “แบบนี้แปลว่าเฉียวซางน่าจะเพิ่งทำพันธะสัญญากับภูติเร้นเมฆาไม่นานนะคะ”

สำหรับผู้ฝึกระดับมืออาชีพ ต่อให้สั่งสิ่งที่สัตว์อสูรไม่อยากทำ สัตว์อสูรก็จะเชื่อใจและทำตามอยู่ดี ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ได้ ก็คงมีเหตุผลเดียวคือต่างฝ่ายยังไม่มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นพอ

โซนผู้เข้าแข่งขัน

“ย่าห์…”

หยาเป่าค่อยๆ วางไม้เชียร์ลงอย่างเงียบๆ

ทำไมพอมันเชียร์ทีไร ชิงเป่าก็โดนโจมตีทุกทีเลย…

ในสนามแข่ง

ความอดทนของชิงเป่ายังไม่มากพอ แบบนี้คงต้องฝึกเรื่องนี้ให้มากกว่านี้หน่อย… เฉียวซางนึกในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบรวบสมาธิแล้วออกคำสั่งว่า

“สายลมแฟรี่…เป่ากลิ่นให้กระจาย!”

ตอนก่อนพูดถึงสายลมแฟรี่แล้วชิงเป่าอ้าปาก กลิ่นพิษก็ทะลักเข้าไปทันทีจนมันรับไม่ไหว แต่ถ้าสั่งโดยระบุเจตนาให้ชัดว่าใช้เพื่อเป่ากลิ่นพิษออกไป เธอเชื่อว่าชิงเป่าจะกัดฟันทนได้แน่นอน

“ชิงชิง…”

แล้วก็จริงอย่างที่คิด ชิงเป่าได้ยินแล้ว ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นทันที มันพยายามลอยขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วอ้าปากออกอีกครั้ง

กลิ่นเหม็นฉุนพุ่งทะลักเข้าไปในปาก แต่คราวนี้แม้ใบหน้ามันจะยังดูแย่อยู่ แต่มันก็ทนไว้ได้

ลมพายุสีชมพูที่เต็มไปด้วยพลังงานของธาตุแฟรี่พุ่งออกจากปากของมัน พัดกวาดกลิ่นพิษสีเขียวตรงหน้าไปจนฟุ้งกระจาย แล้วพุ่งเข้าใส่เสน่ห์กลิ่นสาบอย่างแรง

ขณะเดียวกัน เถาวัลย์สีเขียวที่พุ่งจากพื้นดินเมื่อครู่ก็ยังไม่หายไป มันเปลี่ยนทิศแล้วพุ่งเข้าใส่ชิงเป่าอีกครั้ง

แต่ก่อนที่จะโดนเข้าเป้า ชิงเป่าก็หายตัวกลายเป็นสายลมไป

อีกฝั่งหนึ่ง เสน่ห์กลิ่นสาบไขว้กรงเล็บไว้ข้างหน้าเพื่อป้องกันตัว

จากพื้นดินรอบตัวของมัน เถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวจำนวนมากพุ่งขึ้นมาปกคลุมตัวมันจนแน่นหนา กลายเป็นโล่ป้องกันที่ซ้อนกันไปมา

ลมพายุสีชมพูพัดกระหน่ำใส่เกราะจากเถาวัลย์นั่นเต็มๆ แต่ก็ไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้

ทั้งที่ไม่มีผู้ฝึกคอยสั่งการแท้ๆ แต่เสน่ห์กลิ่นสาบก็รู้จักใช้ท่าโจมตีเพื่อสร้างการป้องกันได้เอง เก่งจริงๆ… เฉียวซางแอบคิดอย่างทึ่ง

แต่แบบนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะมันจะกลายเป็นเป้าโจมตีที่มองเห็นชัดมาก

ลมพายุสีชมพูค่อยๆ จางหายไป ขณะเดียวกัน ด้านบนของเกราะเถาวัลย์เริ่มเปิดออก

เฉียวซางเห็นอย่างรวดเร็ว ก็รีบออกคำสั่งทันที

“ประกายเวทมนตร์!”

ชิงเป่าแผ่แขนทั้งสองข้างออก ทันใดนั้นก็ปล่อยแสงเจ็ดสีสว่างจ้าออกมาจากร่างกาย

พอดีกับจังหวะที่เถาวัลย์สีเขียวหดกลับลงดิน เผยให้เห็นร่างของเสน่ห์กลิ่นสาบ

แสงเจ็ดสีพุ่งเข้าครอบคลุมตัวของเสน่ห์กลิ่นสาบทันที

“เม่ยเม่ย!”

เสน่ห์กลิ่นสาบร้องเสียงหลง ถูกซัดจนกระเด็นลอยออกไป

“สายลมแฟรี่!” เฉียวซางออกคำสั่งต่อเนื่อง

ชิงเป้าได้ยินแล้ว ก็รีบอ้าปากอีกครั้ง พร้อมเร่งพลังในร่างกายอย่างสุดกำลัง

พายุสีชมพูที่เปี่ยมด้วยพลังภูตแฟรี่ก็พุ่งออกจากปาก กวาดเข้าหาเสน่ห์กลิ่นสาบที่กำลังลอยคว้างในอากาศทันที

พายุพัดแรงจนเสน่ห์กลิ่นสาบถูกกลืนเข้าไปทั้งตัว

“เม่ยเม่ย!!!”

เสน่ห์กลิ่นสาบกรีดร้องอีกครั้ง ร่างกระเด็นหลุดออกจากสนามแข่งและสลบไปในทันที

ชิงเป่ามองตามร่างของคู่ต่อสู้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ลมแรงยังคงพัดวนรอบตัวมันไม่หยุด

กลิ่นพิษสีเขียวที่ยังเหลืออยู่ในสนามก็ค่อยๆ ถูกลมพัดหายไปหมด

ผู้ชมแถวหน้าเพิ่งจะได้หายใจโล่งกันเสียที บ้างก็เริ่มคุยกัน บ้างก็ถอดหน้ากากออกอย่างโล่งอก

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเฉียวซางต้องชนะแน่ๆ”

“ตอนแรกนึกว่าเสน่ห์กลิ่นสาบจะชนะซะอีก โชคดีที่เฉียวซางมีฝีมือพอจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ไม่งั้นแค่คิดว่าเสน่ห์กลิ่นสาบชนะแล้วพรุ่งนี้ฉันต้องนั่งแถวหน้าอีกก็กลัวแล้ว…”

“ดูภายนอก ภูติเร้นเมฆาเหมือนจะเชื่อฟังดี แต่ที่จริงดื้อใช่เล่น ถึงขั้นไม่ยอมทำตามคำสั่งของผู้ฝึกเลย เกือบแพ้เพราะแบบนี้แล้วนะเนี่ย”

“ก็เพราะเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B นั่นแหละ ถึงยังพลิกเกมกลับมาได้ ส่วนใหญ่ถ้าสัตว์อสูรไม่ฟังคำสั่งแบบนี้ มีหวังแพ้แน่นอน”

“แต่เอาจริงๆ ฉันว่าก็โทษภูติเร้นเมฆาไม่ได้หรอก ได้กลิ่นเหม็นขนาดนั้น ยังจะต้องอ้าปากใช้ทักษะก็เหมือนโดนทรมานชัดๆ ฉันใส่หน้ากากยังได้กลิ่นทะลุออกมาเลย”

ขณะนั้น สัตว์อสูรที่สวมป้ายกรรมการก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เสน่ห์กลิ่นสาบ มันตรวจสอบอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบธงสีเขียวขึ้นมากวัดแกว่งไปยังฝั่งของเฉียวซางและชิงเป่า

“ขอแสดงความยินดีกับเฉียวซางที่เป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ค่ะ!” พิธีกรประกาศทันทีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

จากนั้นเธอก็หันไปถามว่า

“ผีหลอกน้ำตาเทียมมีอะไรอยากแสดงความเห็นกับผลการแข่งรอบนี้ไหมคะ?”

“เว่ยคู” ผีหลอกน้ำตาเทียมส่งเสียงตอบ

พิธีกรฟังคำแปลจากในหูฟังแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ผีหลอกน้ำตาเทียมบอกว่าสายลมแฟรี่ที่ภูติเร้นเมฆาใช้ ยังดูไม่ถึงขั้นสูงสุดเลย แต่กลับทำความเสียหายรุนแรงมากกว่าที่เห็นด้วยตาเปล่า แสดงว่าภูติเร้นเมฆาน่าจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีได้ค่ะ”

พูดจบ เธอก็เสริมว่า

“ฉันก็เห็นด้วยกับที่ผีหลอกน้ำตาเทียมพูดเลยค่ะ”

เลนนาร์ดกล่าวว่า “ผลการแข่งรอบนี้ผมพอจะคาดการณ์ไว้ได้อยู่ แต่กระบวนการระหว่างแข่งนี่เกินคาดเลยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสัตว์อสูรทุกคนต้องเจอ วันหนึ่งยังไงก็ต้องพบกับสถานการณ์ที่สัตว์อสูรไม่เชื่อฟังคำสั่ง แม้แต่ผู้ฝึกระดับ B ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”

“เพราะฉะนั้น ถ้าใครเจอเรื่องแบบนี้ในอนาคต ก็อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ ทุกอย่างพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝน”

เสน่ห์กลิ่นสาบถูกหามออกจากสนาม

ซุนเป่าปล่อยแสงสีฟ้าออกจากดวงตา แล้วร่างของเฉียวซางกับชิงเป่าก็หายวับไปจากสนาม

โซนผู้เข้าแข่งขัน

“ซุนซุน~!”

ซุนเป่าลอยมาหาชิงเป่าอย่างดีใจ ร้องออกมาเสียงสดใส

“ย่าห์!”

หยาเป่าร้องบอกด้วยน้ำเสียงพอใจ เป็นเชิงชมว่าทำได้ดี

ราชามังกรเองก็แอบอยากจะเหน็บแนมอยู่เหมือนกัน เพราะในสายตามัน ชิงเป่าไม่ได้ทำผลงานดีเท่าไหร่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียวซางจัดการสถานการณ์ไว้ดี มีหวังแพ้แน่

แต่เพราะอยากสร้างความสัมพันธ์ดีๆ มันก็เลยกัดฟันพูดออกไปว่า

“โม่โม่~”

ไม่เลวเลย

“ชิงชิง…”

ชิงเป่ากลับไม่ได้รู้สึกดีใจเท่าไหร่ มันคิดอยู่ในใจว่า ถ้ามันยอมทำตามคำสั่งของผู้ฝึกตั้งแต่แรกแล้วใช้สายลมแฟรี่ ตอนนั้นมันก็คงไม่ต้องโดนโจมตีจนเจ็บตัวแบบนี้

เฉียวซางเห็นอารมณ์ของมันก็รู้ทัน รีบปลอบว่า

“ไม่ใช่ว่าแกไม่ยอมฟังฉันสักหน่อย แต่เป็นเพราะกลิ่นเหม็นมันแรงเกินไปต่างหาก ทำให้ร่างกายของแกทนไม่ไหว ต้องเลือกหยุดกลิ่นก่อน เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลหรอก เราค่อยๆ ฝึกเรื่องความทนทานกันได้ ทีหลังจะได้ไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้อีก”

“ชิงชิง…”

สีหน้าชิงเป่าดูซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที แต่พอได้ยินประโยคหลังเท่านั้นแหละ หัวใจมันก็เย็นวาบทันที

หรือว่า…จะต้องฝึกกับกลิ่นเหม็นนี่จริงๆ น่ะเหรอ…

ตอนนั้นเอง มิเคลล่าก็ถามขึ้นว่า

“จะดูแข่งต่อ หรือกลับเลย?”

เฉียวซางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

“ไม่ดูละค่ะ แต่ก่อนกลับ ฉันอยากไปหาเสน่ห์กลิ่นสาบก่อน”

หลังจากผ่านการรักษาเบื้องต้น เสน่ห์กลิ่นสาบก็เดินออกมาจากสนามด้วยสีหน้าหดหู่ ข้างกายมีสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยหนามแหลมเดินประกบอยู่

“เสน่ห์กลิ่นสาบ!”

ทันใดนั้น เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลัง

เสน่ห์กลิ่นสาบหันกลับไป มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามา ใบหน้ามันก็พลันนิ่งงันไป

“เมื่อกี้ที่เธอเห็นฉัน ทำไมไม่ทักกันล่ะ?” เฉียวซางยืนหอบอยู่ตรงหน้าแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม

“เม่ยเม่ย…”

เสน่ห์กลิ่นสาบทำหน้างุนงง ไม่รู้จะตอบยังไง

ดอกไม้หนามที่ยืนอยู่ข้างมัน มองสลับระหว่างเสน่ห์กลิ่นสาบกับเฉียวซางแบบรู้หน้าที่ มันไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

“วันนี้แกทำได้ดีมากเลยนะ” เฉียวซางชมออกมา

“เม่ยเม่ย…”

เสน่ห์กลิ่นสาบเขินขึ้นมาทันที พอโดนชมตรงๆ แบบนี้

เฉียวซางพูดต่อ “ฉันนึกได้ว่าเมื่อก่อนแกเคยเอาดอกไม้มาให้ฉัน แต่ฉันยังไม่เคยให้อะไรเธอเลยนี่นา”

ว่าแล้ว เธอก็หยิบช่อดอกไม้สีชมพูสดใสออกมาจากด้านหลัง

เป็นช่อที่เธอซื้อมาจากร้านในสนามแข่งนั่นแหละ

“อันนี้ ฉันตั้งใจเอามาให้แก”

เสน่ห์กลิ่นสาบมองช่อดอกไม้ตรงหน้าอย่างอึ้งๆ

เฉียวซางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉันรู้ว่าแกอยู่ในช่วงปลายของระดับสูงและใกล้จะวิวัฒนาการแล้ว ฉันหวังว่าแกจะได้วิวัฒนาการเป็นในแบบที่เธออยากเป็น”

เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งแล้วเสริมว่า “แต่ไม่ว่าจะวิวัฒนาการเป็นรูปร่างแบบไหน ฉันก็อยากให้แกรู้ไว้นะว่า…แกน่ะสวยอยู่แล้ว”

พูดจบ เธอก็ยื่นช่อดอกไม้สีชมพูไปข้างหน้า

เสน่ห์กลิ่นสาบ สัตว์อสูรประเภทพืชระดับสูง มีเส้นทางวิวัฒนาการอยู่สองแบบ

แบบแรกคือ เสน่ห์ไม้หวาน ซึ่งมีรูปร่างสวยงาม แถมส่งกลิ่นหอมหวานน่าดึงดูด

ส่วนแบบที่สองคือ สาบลวงหลอก ซึ่งมีรูปลักษณ์แปลกประหลาด และกลิ่นตัวก็ฉุนรุนแรงสุดๆ

สัตว์อสูรอย่างเสน่ห์กลิ่นสาบเกินกว่า 90% มักจะวิวัฒนาการไปเป็นแบบที่สอง เพราะเงื่อนไขของแบบแรกคือ ต้องมีระดับความงามถึงเกณฑ์และต้องเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าตัวเอง “สวย”

ซึ่งเงื่อนไขพวกนี้ สำหรับเสน่ห์กลิ่นสาบที่มักถูกคนรังเกียจและหลีกเลี่ยงมาตลอดนั้น…แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

“เม่ย…เม่ย…”

เสน่ห์กลิ่นสาบรับช่อดอกไม้ไว้ในมืออย่างเหม่อลอย

“ถ้าเราได้เจอกันอีก ฉันก็หวังว่าแกจะทักทายฉันเหมือนเดิมนะ” เฉียวซางพูดพร้อมรอยยิ้ม

“เม่ยเม่ย…”

เสน่ห์กลิ่นสาบมองมนุษย์ตรงหน้าแล้วค่อยๆ พยักหน้าอย่างงุนงง

เฉียวซางหมุนตัวแล้วเดินจากไป

เสน่ห์กลิ่นสาบยังคงยืนมองแผ่นหลังของเธออย่างเงียบๆ ไม่ขยับเลย

“ซี้ดซี้ด…”

สัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยหนามข้างๆ ถอนหายใจเบาๆ อย่างอดทนชมไม่ได้

ไม่คิดเลยว่า ผู้ฝึกระดับ B คนนี้จะนิสัยดีขนาดนี้

เสน่ห์กลิ่นสาบเพิ่งรู้สึกตัว

มันมองช่อดอกไม้ในมือแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ

“เม่ยเม่ย…?”

มันสวยจริงเหรอ?

สัตว์อสูรหนามที่อยู่ข้างๆ ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ซี้ดซี้ด!”

แน่นอน

ถึงจะกลิ่นแรงไปหน่อย แต่รูปร่างหน้าตามันสวยจริง

เสน่ห์กลิ่นสาบยกช่อดอกไม้ขึ้นมาดมเบาๆ แล้วเงยหน้ามองกระจกผนังใสด้านข้าง

ตรงนั้น สะท้อนเงาของมันอย่างชัดเจน

ดวงตาสีชมพูเข้ม แขนเรียวยาว ใบไม้สองใบบนหัวพลิ้วไหวไปตามลม และช่อดอกไม้ในมือก็ไหวตามไปด้วย

แม้จะเป็นดอกไม้ที่หอมสดชื่น แต่เมื่ออยู่ในอ้อมแขนของมัน กลับดูเข้ากันอย่างประหลาด

และในวินาทีนั้นเอง…เสน่ห์กลิ่นสาบก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า

ตัวมันเองนั้นสวยแค่ไหน

ทันใดนั้น เงาสะท้อนในกระจกก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีขาวเจิดจ้า

คนที่อยู่แถวนั้นหลายคนหันมามองด้วยความตกใจ

สัตว์อสูรหนามที่ยืนอยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง

วิ…วิวัฒนาการแล้วเหรอเนี่ย!?

จบบทที่ บทที่ 1385—1386: จุดอ่อนของชิงเป่า (สองตอนรวมกัน)

คัดลอกลิงก์แล้ว