- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1383—1384: ชิงเป่า ปะทะ เสน่ห์กลิ่นสาบ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1383—1384: ชิงเป่า ปะทะ เสน่ห์กลิ่นสาบ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1383—1384: ชิงเป่า ปะทะ เสน่ห์กลิ่นสาบ (สองตอนรวมกัน)
“โม่โม่”
มังกรรากฐานได้สติกลับมา พร้อมมองไปที่มังกรน้อยอสนี
พูดตามตรง พอเห็นขนาดตัวของอีกฝ่าย มันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกเด็กอยู่ยังไงยังงั้น
“โม่โม่”
ราชามังกรส่งเสียงเข้มใส่ แล้วใช้กรงเล็บดันมันไปข้างหน้าเบาๆ
มังกรรากฐานเข้าใจความหมายของหัวหน้า
มันเหลือบมองมนุษย์ที่ตนอยากทำสัญญาด้วย เปลวไฟเล็กๆ ที่เคยมอดลงในใจพลันลุกขึ้นมาใหม่
ในเมื่อหัวหน้าอุตส่าห์ทำขนาดนี้เพื่อมัน อย่างน้อยมันเองก็ควรลองอีกครั้ง
“โม่โม่”
มันชี้ไปที่ลานฝึกฝั่งหนึ่งเป็นการบอกว่า ไปฝึกที่นั่นกันเถอะ
พูดจบก็เดินนำไปก่อน
มังกรน้อยอสนีก็ขยับตัวตามไปติดๆ
เสียง ปัง! ดังสนั่นบนฟากฟ้า แสงสีแดงกับสีแดงเข้มสองสายพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อนจะดีดตัวแยกจากแล้วพุ่งกลับมาชนกันอีกครั้ง
ความเร็วของพวกมันพุ่งทะลุขีด แสงสีแดงแล่นวูบไปทั่วท้องฟ้า เสียงระเบิดดังลั่นทุกครั้งที่ปะทะกัน
อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า มีใบมีดสีม่วงจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่เงาสีแดงเข้ม
ก่อนจะโดนโจมตี วงแหวนพลังโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเงานั้น แต่มันก็แตกละเอียดในพริบตา โชคดีที่เงาสีแดงเข้มหนีทัน กลายเป็นแสงสีขาวพุ่งถอยไปอย่างรวดเร็ว
บนพื้นดิน ครึ่งหนึ่งของลานฝึกถูกปกคลุมไปด้วยไอเย็นเยือกจนเข้ากระดูก เงาร่างมหึมาตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่กลางสนามด้วยสีหน้าทึ่ง ก่อนจะกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
ราชามังกรเห็นภาพนั้นก็ถึงกับทำหน้า ไม่อยากดูต่อแล้ว
ตอนแรกกะว่าจะพาพวกในเผ่ามาแสดงพลังภายใต้ข้ออ้างฝึกซ้อม แต่ดูไปดูมา แต่ละตัวกลับดูเหมือนกำลังเสียเปรียบซะมากกว่า
ตัวหนึ่งถึงขั้นโดนบดขยี้แบบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ
แต่ก็นะ ตัวที่กำลังสู้กับเจ้าสัตว์อสูรประเภทผีตัวเล็กๆ นั่นน่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเต็มๆ แหละ…
คิดไม่ทันจบดี
ปึ้ง! เกิดหลุมมิติสีดำบนท้องฟ้า
มังกรทะยานฟ้าที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม ขยับหูทันที ปลายหางของมันส่องประกายสีเงิน ก่อนจะเหวี่ยงตวัดลงมาอย่างรวดเร็วตรงตำแหน่งหลุมดำ
“ซุนซุน!”
“โม่โม่!”
เสียง ปัง! ดังสนั่น
ซุนเป่าเพิ่งโผล่หัวออกจากหลุมดำได้ครึ่งเดียวก็โดนหวดเข้าตรงๆ ทั้งมันและมังกรทะยานฟ้าร้องลั่นพร้อมกัน แล้วก็ร่วงลงมาด้วยกันแบบหมดสภาพ
สายลมบางเบาหอบตัวซุนเป่าลงมาวางเบาๆ บนพื้น
ราชามังกรเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น…
ในระดับของสัตว์อสูรราชาแล้ว การรับรู้สิ่งผิดปกติรอบตัวคือพื้นฐาน แค่พลังงานเคลื่อนไหวผิดจังหวะนิดเดียวก็รู้สึกได้ แสดงว่าซุนเป่าจะเข้าใกล้ใครโดยใช้ทะลวงเงาต้องฝึกเรื่องพรางพลังและกลบลมหายใจให้ดีขึ้นอีก บางทีอาจต้องฝึกซ่อนกลิ่นอายโดยเฉพาะ ขณะคิดและประเมินในใจ เฉียวซางก็พูดขึ้น
“ลู่เป่าไปช่วยรักษาซุนเป่ากับมังกรทะยานฟ้าที”
“ปิงตี้”
ลู่เป่าเดินเข้าไปหา พร้อมกับที่อัญมณีบนหน้าผากเปล่งแสงสีฟ้าน้ำแข็งออกมา ส่องลงไปบนร่างของทั้งสอง
ไม่นาน ร่างทั้งคู่ก็ฟื้นฟูจนเต็มสภาพ
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว นึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ทำหน้าหงุดหงิด มันร้องเสียงแข็งว่า มาอีกยกเลย!
คราวนี้มันไม่กลัวแล้ว
อย่างแย่สุดก็คือโดนอีกทีแล้วเสมอไปกับอีกฝ่าย
มังกรทะยานฟ้าที่มองเจ้าผีตัวเล็กจ้อยตรงหน้า
สายตาเต็มไปด้วยความสับสน…
เจ้าตัวเล็กนี่…มันใจกล้าขนาดนี้เลยเหรอ?
ลู่เป่ากลับไปยังจุดฝึกของตัวเอง ช่วยละลายน้ำแข็งให้มังกรทะยานฟ้า ก่อนจะเริ่มฝึกใหม่อีกครั้ง
ฟื้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ... ราชามังกรมองการรักษาของลู่เป่าด้วยสีหน้าทึ่งสุดๆ
ตอนนั้นเอง เฉียวซางก็พูดขึ้นว่า
“งั้นระหว่างนี้ราชามังกรไปเดินเล่นได้ตามสบายนะ ฉันจะพาชิงเป่าไปฝึกหน่อย”
ทันทีที่พูดจบ ลมเบาๆ ก็พัดผ่าน ก่อนที่ชิงเป่าจะปรากฏตัวขึ้น
“โม่โม่”
ราชามังกรได้สติก็หันกลับมามองมนุษย์ตรงหน้า สีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
แล้วมันก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เลยหันหลังกลับเดินไปทางที่มีมิเคลล่ายืนอยู่
ด้านเฉียวซางพาชิงเป่าไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเริ่มวิเคราะห์การแข่งขันในวันนี้
“เหตุผลที่เราชนะได้ง่ายวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะอีกฝ่ายมัวแต่เหม่อ เลยโดนเสน่ห์เข้าไปแบบไม่รู้ตัว การแข่งต่อๆ ไปคงไม่ง่ายแบบนี้แน่ๆ ดังนั้นรอบหน้าเราควรเริ่มจากแปลงร่างเป็นลมก่อนเลย แบบนั้นจะมีโอกาสใช้เสน่ห์สำเร็จมากขึ้น…”
เฉียวซางพูดถึงแผนรับมือในวันถัดไปอย่างจริงจัง
สำหรับเธอ การให้ชิงเป่าลงแข่ง ชนะหรือไม่ไม่ใช่เรื่องหลัก เป้าหมายคือให้ชิงเป่าได้พัฒนา
เพราะตอนนี้ทั้งหยาเป่า ลู่เป่า กงเป่าล้วนก้าวสู่ระดับราชาแล้ว การจะพัฒนาขึ้นในช่วงสั้นๆ มันยากมาก
แต่ชิงเป่ายังอยู่แค่ระดับสูง พอยังไม่ต้องใช้แต้มวิวัฒนาการเยอะก็สามารถเก็บจากการต่อสู้ระยะสั้นได้ ยิ่งได้ลงแข่งก็ยิ่งมีโอกาสฝึก ฝีมือก็จะพัฒนาขึ้นทุกด้าน
ถ้าทักษะไหนของชิงเป่าพัฒนาไปถึงขั้นไร้ที่ติเมื่อไหร่ก็จะสามารถเตรียมวิวัฒนาการได้ทันที
“ชิงชิง”
ชิงเป่าฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้ารับทุกประโยค
“เมื่อวานที่แกสู้กับแมงป่องแยกร่างแล้วลำบากมาก นั่นเพราะแกรับพิษของมันไม่ไหว ถ้าเจอพวกประเภทพิษอีก ลองใช้ม่านหมอกพรางตาตั้งแต่แรกดู ทักษะนี้แกไม่ค่อยได้ใช้ อาจจะยังไม่เข้าใจมันมากนัก แต่ความจริงแล้วหนึ่งในเอฟเฟกต์ของมันคือช่วยกันสภาวะผิดปกติได้ชั่วคราว”
“ถ้าอยู่ในพื้นที่ของม่านหมอก แกจะไม่โดนพิษเล่นงาน”
“ชิงชิง!”
ชิงเป่าทำหน้าทึ่งเหมือนเพิ่งรู้
ดูเหมือนการถ่ายทอดความทรงจำไม่ได้บอกรายละเอียดของทุกทักษะสินะ... หรือว่าที่ถ่ายทอดมาส่วนใหญ่เป็นพวกรักๆ แค้นๆ กันนะ ถึงทำให้บุคลิกของชิงเป่าเปลี่ยนไปขนาดนี้... เฉียวซางแอบบ่นในใจ แต่ภายนอกก็พูดต่อ
“ม่านหมอกพลางตานอกจากกันพิษ ยังกันลุกไหม้ แช่แข็ง ชา หลับ สับสน พวกสถานะผิดปกติทั้งหลายเลย ถึงจะไม่ใช่ทักษะโจมตีก็เถอะ แต่นี่คือหนึ่งในทักษะที่สำคัญมากๆ แกควรฝึกให้ชำนาญได้แล้วล่ะ”
“ยิ่งความชำนาญเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ระยะเวลาการคงตัวของหมอกจะยิ่งนานขึ้นเท่านั้น”
“ชิงชิง!”
ชิงเป่ารู้สึกถึงความสำคัญของทักษะนี้อย่างจริงจัง รีบพยักหน้าอย่างตั้งใจ
“เริ่มเลย”
เฉียวซางพยักหน้า
“ชิงชิง”
ชิงเป่าร้องตอบ ก่อนจะกลายเป็นสายลมลอยไปอีกฝั่งของลานฝึก เริ่มฝึกม่านหมอกพลางตาทันที
เฉียวซางหันไปดูฝั่งของมังกรน้อยอสนีบ้าง
เห็นมังกรรากฐานพ่นลมหายใจมังกรสีเงินออกมา
มังกรน้อยอสนีหลบไม่ทัน โดนเข้าเต็มๆ กระเด็นลอยไปไกล
แต่มังกรรากฐานควบคุมแรงดีมาก มังกรน้อยอสนีเลยลุกขึ้นได้เร็ว ทั่วร่างมันมีสายฟ้าสีเหลืองวิ่งวน ก่อนจะยิงพลังสายฟ้าใส่มังกรรากฐาน
มังกรรากฐานหลบได้อย่างสบายๆ
ตอนนี้ฝึกกันมาสักพักแล้ว มังกรรากฐานแทบไม่มีรอยขีดข่วน แต่มังกรน้อยอสนีนั้นมีแผลเต็มตัว
“ถ้าพลังใกล้หมดก็ไปดื่มน้ำยาฟื้นฟูพลังงานก่อน แล้วค่อยฝึกต่อ!” เฉียวซางตะโกนไป
แต่มังกรน้อยอสนีไม่สนใจ ยังคงจ้องมองมังกรรากฐานพร้อมสายฟ้าวิ่งทั่วตัว แล้วพุ่งเข้าโจมตีต่อทันที
ดูเหมือนว่า ถ้ามังกรน้อยอสนีมีเป้าหมายในใจ มันก็พร้อมจะฝึกอย่างจริงจังเสมอเลย... เฉียวซางแอบยิ้ม
เธอหันไปมองการฝึกของพวกหยาเป่าแป๊บหนึ่ง ก่อนจะหันกลับเข้าห้อง เดินไปนั่งที่ขอบเตียง หยิบมือถือขึ้นมา เลื่อนหาติดต่อของผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูรในตำนาน แล้วพิมพ์ข้อความส่งไปว่า
[ไม่ทราบว่าน้ำตาแฟรี่พอจะส่งมาให้ฉันได้ไหมคะ? ตอนนี้ฉันยังอยู่ที่ดาวนภาเพลิง ไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ ฉันอยากให้ชิงเป่าวิวัฒนาการที่นี่เลยค่ะ]
น้ำตาแฟรี่คือไอเทมวิวัฒนาการของชิงเป่าในขั้นถัดไป
จากบลูสตาร์ถึงนภาเพลิงด้วยไปรษณีย์ข้ามดวงดาว แม้เร็วสุดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเดือนครึ่ง แถมการจะหาไอเทมที่ระดับตรงกับชิงเป่าก็ไม่ง่าย ดังนั้นกว่าจะส่งถึง ชิงเป่าก็น่าจะพร้อมวิวัฒนาการพอดี
รอประมาณนาทีนึง ปลายสายก็ส่งข้อความเสียงกลับมา
เฉียวซางกดฟังจากลำโพง
[แน่นอนอยู่แล้ว ไอเทมวิวัฒนาการของสายพันธุ์นางฟ้าใจพิสุทธิ์เป็นของที่ฉันตามหามาตลอด จริงๆ ตอนนี้มีระดับ S อยู่แล้ว แต่ฉันรู้ว่าทางการมีอยู่ชิ้นหนึ่งที่เป็นระดับ SS ถ้าภูติเร้นเมฆายังไม่รีบวิวัฒนาการ ฉันจะลองขอทางการดู เพราะผลลัพธ์ที่ได้ของสองระดับนี้แตกต่างกันมากจริงๆ]
น้ำตาแฟรี่ระดับ SS เลยงั้ยเหรอ! เฉียวซางรู้สึกหัวใจพองโต รีบพิมพ์ตอบกลับทันที
[ไม่รีบค่ะ! ฝากช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ด้วยนะคะ!]
[อืม]
เฉียวซางอารมณ์ดีสุดๆ วางมือถือลง แล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียงเริ่มทำสมาธิทันที
ตอนนี้เธอมีแผนในระยะสั้นแค่สองอย่าง
หนึ่งคือ ทำให้ชิงเป่าวิวัฒนาการ
สองคือ พัฒนาพื้นที่สมองตัวเองให้ถึง 60% เพื่อจะได้ทำพันธสัญญากับมังกรน้อยอสนี
เช้าวันถัดมา ณ สนามแข่งขันของศึกชิงจ้าวสัตว์อสูรระดับสูงสุดแกร่ง
ทั้งสนามกำลังอยู่ในบรรยากาศงงงันและตื่นตะลึง สายตาทั้งหมดจ้องไปยังโซนนักแข่ง
“เฮ้ยๆ นั่นมังกรพิชิตเวหาไม่ใช่เหรอ?!”
“ไม่ได้ตาฝาดไหมเนี่ย…”
“ดูเหมือนมันจะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้มังกรเร้นลึกล่ะมั้ง…”
“ปีนี้การแข่งศึกชิงจ้าวสัตว์อสูรระดับสูงสุดแกร่งโคตรโหดเลยนะ ไหนจะมีผู้ฝึกระดับ B มาลงแข่ง แล้วตอนนี้ยังมีมังกรเร้นลึกที่มีมังกรพิชิตเวหาระดับมหาจักรพรรดิมาหนุนหลังอีก”
“จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกหรอกนะ สายพันธุ์มังกรฝึกหัดเป็นพวกที่มีศักดิ์ศรีสายเลือดสูงอยู่แล้ว แค่ได้ข่าวว่ามีผู้ฝึกสัตว์ระดับ B มาร่วมแข่ง มันก็คงรู้ว่างานยากเลยบินมาให้กำลังใจโดยเฉพาะล่ะมั้ง”
“แต่นายว่ามันแปลกๆ ไหม ทำไมฉันรู้สึกว่ามังกรพิชิตเวหาดูสนิทกับเฉียวซางมากเลยล่ะ?”
บริเวณโซนนักแข่ง
“โม่โม่”
ราชามังกรยื่นป๊อปคอร์นถุงหนึ่งให้เฉียวซาง
“ฉันเพิ่งกินข้าวเช้าเอง ยังอิ่มอยู่เลยค่ะ” เฉียวซางยิ้มปฏิเสธอย่างสุภาพ
ราชามังกรหันไปมองอาจารย์มิเคลล่าแทน
ยังอุตส่าห์นึกถึงฉันด้วยเหรอ… มิเคลล่าหลุดยิ้มบางๆ แล้วเอื้อมมือไปรับ
แต่พอจะถึงมือ มันกลับหันไปยื่นป๊อปคอร์นให้มังกรรากฐานแทน
“โม่โม่”
เอาไป แกกินละกัน
“โม่่~” มังกรรากฐานหรี่ตายิ้มรับ หยิบป๊อปคอร์นไปอย่างสบายใจ
มิเคลล่าได้แต่ชักมือกลับแบบไร้อารมณ์
พิธีกรบนเวทีกำลังแนะนำกติกาต่างๆ จบแล้ว หน้าจอเสมือนขนาดยักษ์ปรากฏภาพของผู้เข้าแข่งขันหลายสิบคน
“วันนี้คู่ใดจะถูกสุ่มให้จับกลุ่มกัน ใครจะเป็นคนแรกที่ทะลุเข้าสู่รอบ 16 คน! ให้ระบบสุ่มเป็นคนตัดสินใจค่ะ!” พิธีกรพูดด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม
ทันใดนั้น ภาพถ่ายเริ่มสลับหมุนวนอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ภาพก็จับคู่กันแบบสุ่มจนหยุดนิ่งลง
เฉียวซางกวาดตาดูแป๊บเดียวก็เห็นชื่อของตัวเองแล้ว:
[เฉียวซาง VS เสน่ห์กลิ่นสาบ]
เป็นเสน่ห์กลิ่นสาบเหรอ...เฉียวซางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เธอมองไปยังอีกฝ่ายอย่างไร้เสียงตามกลิ่นเฉพาะตัว
เห็นเสน่ห์กลิ่นสาบกำลังจ้องจออย่างเหม่อๆ เหมือนไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน
สงสัยเจ้าตัวก็คงไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเธอแบบนี้ในการแข่งขัน…
“ชิงชิง...”
ชิงเป่ามองเห็นคู่ต่อสู้ ก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
การแข่งขันยังคงดำเนินอย่างมีระเบียบและแมตช์ของเฉียวซางก็ยังคงอยู่ในช่วงเช้า
หลังผ่านไปอีกชั่วโมง ผู้เล่นกลุ่มก่อนหน้าเดินออกจากสนาม
จอเสมือนยักษ์แสดงภาพของเฉียวซางและเสน่ห์กลิ่นสาบขึ้นมาพร้อมกัน
เฉียวซางหันไปมองซุนเป่าที่อยู่ไม่ไกล
“ซุนซุน~”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ซุนเป่าก็เข้าใจทันที ดวงตาสีน้ำเงินวาบขึ้น
พริบตาต่อมา ร่างของเฉียวซางก็ปรากฏขึ้นกลางสนามแข่งขัน
เสียงเฮดังสนั่นไปทั้งสนาม!
“เฉียวซางลงสนามแล้วค่ะ!” พิธีกรตะโกนเสียงดัง “ในฐานะผู้ฝึกสัตว์ระดับ B เพียงหนึ่งเดียวของศึกชิงจ้าวสัตว์อสูรระดับสูงสุดแกร่งปีนี้ เธอถือเป็นตัวเต็งแชมป์อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะเมื่อมีภูติเร้นเมฆาที่ฝีมือชัดเจนว่าพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเสน่ห์กลิ่นสาบจะรู้สึกกดดันขนาดไหนที่ต้องเจอกับเธอเลยนะคะ!”
บรรดาผู้ชมเริ่มคุยกันจอแจ
“ยังไงก็ต้องกดดันอยู่แล้วแหละ!”
“ถ้าเฉียวซางไม่ได้ลงไปควบคุมด้วยตัวเอง ผลการแข่งยังพอเดาไม่ได้หรอกนะ แต่พอลงไปเองแบบนี้ บอกเลยว่าแทบไม่ต้องลุ้นแล้ว”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ จุดแข็งที่สุดของภูติเร้นเมฆาคือลักษณะเฉพาะตัวกลายเป็นสายลมไม่ใช่เหรอ? แต่เสน่ห์กลิ่นสาบน่ะมีทักษะจำพวกผงเยอะมาก แค่โปรยใส่ซักท่า ภูติเร้นเมฆาก็คงคงสภาพกลายเป็นลมไม่อยู่แล้วล่ะ ถ้าให้ฉันว่าทักษะของเสน่ห์กลิ่นสาบบางท่าก็เหมือนจะเป็นตัวต่อต้านภูติเร้นเมฆาโดยเฉพาะเลยนะ”
“แม้ว่าเสน่ห์กลิ่นสาบจะได้เปรียบในด้านสายพันธ์ุและประเภท แต่ภูติเร้นเมฆามีผู้ฝึกเป็นถึงระดับ B เลยนะ ระดับนั้นยังจะกลัวพวกที่แพ้ทางอีกรึไง?”
ระหว่างที่ผู้ชมกำลังถกเถียงกันไม่หยุด เสน่ห์กลิ่นสาบที่อยู่ตรงบันไดข้างเวที ก็ใช้ทักษะไม้เถาแตะพื้นสนาม จากนั้นอาศัยแรงกระแทกดีดตัวตีลังกากลับหลังในอากาศ ลงสู่สนามอย่างงดงาม
เสียงเชียร์ระลอกใหม่ดังขึ้นสนั่น
เสน่ห์กลิ่นสาบยืนประจำตำแหน่งฝั่งของตัวเอง
เฉียวซางพยักหน้าให้อีกฝ่ายนิดหนึ่งเป็นการทักทาย
ทว่าเสน่ห์กลิ่นสาบกลับก้มหน้าหลบตา ไม่สบตาเธอเลย
เฉียวซาง: “???”
ทันใดนั้น สัตว์อสูรผู้สวมป้ายกรรมการก็ปรากฏตัวขึ้นกลางสนาม ก่อนจะโบกธงสีเขียวไปทางเฉียวซาง
เฉียวซางดึงสติกับมา ประสานมือเพื่ออัญเชิญ
แสงสีแดงเจิดจ้าจากกลุ่มดาวปรากฏขึ้นทันที
ผู้ชมรอบสนามคราวนี้ดูสงบนิ่งกว่าครั้งก่อนมาก
เสน่ห์กลิ่นสาบมองกลุ่มดาวสีแดงด้วยสีหน้าจริงจัง
ขณะที่ชิงเป่าก็ปรากฏตัวขึ้นกลางกลุ่มดาว สีหน้าก็เคร่งขรึมไม่แพ้กัน
ปรี๊ดดดดดด
สัตว์อสูรที่คาบนกหวีดโลหะและสวมป้ายกรรมการเป่าลมหนึ่งครั้ง
จากนั้นมันก็หายตัวไป
ทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณ ชิงเป่ากลายเป็นลมและหายตัวไปจากสายตาของทุกคน
“เม่ยเม่ย!”
เสน่ห์กลิ่นสาบตะโกนขึ้น ใบไม้สองใบบนหัวปล่อยแก๊สสีเขียวออกมาเป็นสาย
เกือบจะทันทีหลังจากนั้น กลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงก็ฟุ้งกระจายไปทั่วสนาม
ร่างของชิงเป่าปรากฏตัวขึ้นห่างจากเสน่ห์กลิ่นสาบประมาณ 5 เมตร รีบอาอุ้งมืิิอปิดจมูกกับปากไว้แน่น แล้วขยิบตาข้างหนึ่งส่งสายตาหวาน
พลังงานรูปหัวใจสีชมพูปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งเข้าใส่ร่างของเสน่ห์กลิ่นสาบทันที
แต่เสน่ห์กลิ่นสาบกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
น่าเสียดายจริงๆ ดูท่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศหญิงสินะ… เฉียวซางคิดในใจ