- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1357—1358: กล้าขนาดนี้เชียวเหรอ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1357—1358: กล้าขนาดนี้เชียวเหรอ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1357—1358: กล้าขนาดนี้เชียวเหรอ (สองตอนรวมกัน)
ขณะที่เสียงพูดยังไม่ทันจาง สุนัขคลั่งสายฟ้าก็พุ่งตัวด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าขาววาบวับ
แม้ความเร็วของมันจะจัดว่าเร็วมาก แต่ในสายตาของเฉียวซาง เธอยังสามารถจับเส้นทางการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างชัดเจน
เมื่อระยะห่างระหว่างสายฟ้าสีขาวกับมังกรน้อยอสนีเหลืออยู่ราวๆ สิบเมตร เธอก็ออกคำสั่งทันทีว่า
“ฟาดไปข้างหน้าเลย!”
สายฟ้าสีเหลืองที่ล้อมรอบมังกรน้อยอสนีรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสายหนึ่งที่ฟาดเข้าใส่ข้างหน้าโดยตรง
“ฉาน!”
เจ้าสุนัขคลั่งสายฟ้าถูกฟาดเข้าใส่เต็มๆ จนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
แต่กระนั้น มันกลับไม่หยุดการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ใบหน้ามันกลับแสดงออกถึงความแน่วแน่ สะบัดสายฟ้าออกจากร่างแล้วพุ่งทะยานตรงเข้าใส่มังกรน้อยอสนีอีกครั้ง
ปัง!
เสียงกระแทกดังสนั่น มังกรน้อยอสนีถูกชนกระเด็นไปทางด้านหลัง
เสียงโห่ร้องจากผู้ชมก็ดังขึ้นทันที
“สุดยอดเลย สุนัขคลั่งนี่เจ๋งว่ะ!”
“เฉียวซางสั่งการดีนะ แต่เสียดายที่มังกรน้อยอสนียังโจมตีได้ไม่แรงพอ…”
“ยังไงมันก็เป็นสัตว์อสูรสายฟ้าแถมระดับก็สูงกว่า จะฝ่าทักษะสายฟ้าจากสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าก็ไม่น่าแปลกอะไรหรอก”
“รอบนี้ผลคงยังตัดสินยาก ทักษะสายฟ้าใช้ไม่ได้ผลกับมังกรน้อยอสนีก็จริง แต่ถ้าเจ้าสุนัขคลั่งสายฟ้าใช้พุ่งประกายสายฟ้าต่อเนื่องก็มีสิทธิ์พลิกเกมกลับมาชนะได้เหมือนกันนะ”
“แค่เมื่อกี้ที่พุ่งชนทีเดียว มังกรน้อยอสนีก็น่าจะไม่ไหวแล้วมั้ง?”
“เมื่อวานนายไม่ได้ดูการแข่งขันหรือไง? มังกรน้อยอสนีน่ะมีลักษณะเฉพาะตัวเกล็ดซ้อนอยู่อีกอย่างนะ ความสามารถนี้จะลดความเสียหายที่ได้รับลงครึ่งหนึ่งตอนที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และก่อนหน้านี้มันก็ยังไม่เคยได้รับความเสียหายจริงๆ เพราะทักษะทั้งหมดของอีกฝ่ายเป็นธาตุไฟฟ้า ซึ่งมันก็มีสายล่อฟ้าอีกด้วย นี่เลยเป็นครั้งแรกที่มันบาดเจ็บจริงๆ”
“มีทั้งเกล็ดซ้อนกับสายล่อฟ้า สองความสามารถนี้รวมกันโคตรโกงเลย ถ้ามังกรน้อยอสนีมีระดับเท่ากับเจ้าสุนัขคลั่งตัวนั้นนะ รับรองชนะขาดลอยแน่”
“ไม่ต้องมีลักษณะเฉพาะตัวเลยก็ยังได้ ถ้าระดับเท่ากัน ยังไงก็เป็นฝ่ายมังกรน้อยอสนีชนะอยู่ดีแหละ ฉันไม่ปฏิเสธว่าเจ้าสุนัขคลั่งมันเก่งมาก แต่สัตว์อสูรประเภทมังกรผสมไฟฟ้าน่ะ พลังโจมตีแล้วก็พลังป้องกันเหนือกว่ามันคนละชั้น เฉียวซางก็สั่งการเก่งกว่าฝ่ายนั้นด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วจะไปแพ้ได้ไง”
“พูดไปก็เท่านั้นล่ะ ตอนนี้มันไม่ได้มีระดับเท่ากันนี่นา”
บนสนามประลอง
“ถิงถิง…”
มังกรน้อยอสนีลุกขึ้นช้าๆ แสงสีเงินจางๆ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนร่างมัน
“พุ่งประกายสายฟ้าอีกครั้ง!” อวี่ชื่อเค่อตะโกนสั่ง
เจ้าสุนัขคลั่งสายฟ้าไม่รอช้า กลายเป็นแสงสีขาวอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่มังกรน้อยอสนีอย่างรวดเร็วเป็นรอบที่สอง
ดูท่าการแข่งขันน่าจะจบแล้ว…ผู้ชมหลายคนในสนามเริ่มกลั้นลมหายใจ รอจังหวะปะทะที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ลักษณะเฉพาะตัวเกล็ดซ้อนใช้ไม่ได้ซ้ำสองแล้ว และทักษะปล่อยสายฟ้าก็ไม่อาจหยุดคู่ต่อสู้ได้อีก ทางเดียวที่ยังมีความหวังก็คือต้องใช้หางมังกรเท่านั้น!
เฉียวซางจับจ้องไปที่ทิศทางการเคลื่อนไหวของเจ้าสุนัขคลั่งสายฟ้าอย่างแน่วแน่
เดิมพันสุดท้าย…ต้องลุยแล้ว!
เมื่อระยะห่างระหว่างสายฟ้าสีขาวกับมังกรน้อยอสนีเหลือเพียงสามเมตร เฉียวซางก็ตะโกนออกมาเสียงดัง
“หางมังกร!”
หางมังกร?!
มังกรน้อยอสนีตัวนี้มีทักษะหางมังกรด้วยเหรอ!?
เสียงอุทานดังขึ้นจากผู้ชมทั่วสนาม ต่างพากันตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ถิงถิง!”
มังกรน้อยอสนีเผยสีหน้าจริงจัง ปลายหางเริ่มกักเก็บพลัง
แสงสีเงินขาวพลันสว่างวาบ ห่อหุ้มปลายหางของมันไว้ทั้งเส้น ก่อนจะฟาดออกไปอย่างรุนแรงตรงด้านหน้า
ในจังหวะที่หางเหวี่ยงออกไปข้างหน้า สายฟ้าสีขาวก็พุ่งเข้ามาพอดีกับตำแหน่งการโจมตีของหาง
ปัง!!
หางที่ปกคลุมด้วยแสงสีเงินเหวี่ยงฟาดเข้าใส่เจ้าสายฟ้าขาวอย่างเต็มแรง!
“ฉานนนนน!”
สุนัขคลั่งสายฟ้ากรีดร้องลั่น ถูกฟาดกระเด็นร่างหมุนคว้างกลางอากาศ
กล้องถ่ายทอดสดตัดเข้าสู่ภาพระยะใกล้ทันที
ในภาพนั้นสุนัขคลั่งสายฟ้านอนนิ่ง ตาปิดแน่น หมดสติไปเรียบร้อย
มังกรน้อยอสนีมองดูคู่ต่อสู้ที่ล้มลง หายใจหอบหนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจอะไรออกมาเป็นพิเศษ
ทั้งสนามเงียบงันไปราวกับเวลาหยุดนิ่ง
และในวินาทีถัดมา เสียงอื้ออึงก็ดังสนั่นราวฝุ่นทรายถูกพายุพัดฟุ้งกระจาย
เสียงตะโกน เสียงถกเถียง เสียงตกตะลึง…ดังขึ้นทั่วทั้งอัฒจันทร์ หนักหน่วงกว่าทุกรอบที่ผ่านมาในการแข่งขันนี้เสียอีก
“เฮ้ย! มังกรน้อยอสนีตัวนี้ใช้หางมังกรได้ด้วยเหรอ!?”
“ไม่ธรรมดาเลยสักนิด ก็ว่าอยู่ว่าทำไมมันถึงไม่ใช้ทักษะประเภทมังกรบ้างเลย พอใช้ทีดันล่อเป็นทักษะระดับสูงเลย!”
“สัตว์อสูรระดับเริ่มต้นใช้ทักษะระดับสูงได้เนี่ย แบบนี้ถึงขั้นเอาลงข่าวได้เลยมั้งเนี่ย…”
“แอบเก็บไว้ลึกสุดๆ เมื่อวานตอนแข่งกับหอยทากเกราะเพลิงก็ยังไม่เห็นใช้เลยสักนิด”
“มังกรน้อยอสนีนี่พรสวรรค์สุดยอดจัดๆ! สัตว์อสูรระดับเริ่มต้นบางตัวยังพอมีโอกาสปลุกทักษะระดับสูงได้อยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นแค่ทักษะติดตัวเท่านั้น หางมังกรไม่ใช่ทักษะติดตัว นั่นแปลว่ามันเรียนรู้มาด้วยตัวเองหรือไม่ก็สืบสายเลือดมาจากต้นตระกูลที่มีทักษะแบบนี้”
“ไม่ต้องเดาเลย ต้องเป็นอย่างหลังแน่นอน สัตว์อสูรระดับเริ่มต้นจะไปเรียนรู้ทักษะระดับสูงเองได้ยังไง? แต่นั่นแหละ ต่อให้ได้มาจากสายเลือดก็ถือว่าโคตรเทพแล้ว มีสัตว์อสูรตั้งเท่าไรที่ปลุกทักษะใหม่ขึ้นมาได้ แต่ใช้ไม่เป็น แต่มังกรน้อยอสนีตัวนี้ใช้ได้ตั้งแต่ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น!”
“ถ้าไม่ใช่ว่ามันเป็นสัตว์อสูรจากบลูสตาร์ ฉันนี่จะรีบไปขอทำพันธสัญญาด้วยเลย…”
“หน้าอย่างเอ็งเนี่ยนะ? คิดว่ามันจะตกลงรึไง?”
“……”
โซนของแขกรับเชิญ
ฟู่เจี๋ยนถึงกับลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะทรุดกลับลงไปอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความตะลึง
“มังกรน้อยอสนีใช้หางมังกรได้จริงๆ ด้วย!”
เฟ่ยตั๋วเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน “หลังจากเห็นว่ามันมีสายล่อฟ้า ฉันยังคิดอยู่เลยว่า บางทีภายใต้การสั่งการของเฉียวซาง มันอาจจะพลิกกลับมาชนะได้ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะมีไม้ตายซ่อนอยู่อีกแบบนี้!”
เขาพูดไปก็ถอนหายใจไปอย่างอดไม่ได้
“ให้ตายเถอะ นี่มันเซอร์ไพรส์ของจริงเลยนะเนี่ย!”
หมีรถไฟที่เป็นสัตว์อสูรตนหนึ่ง ปกติก็แค่ดูการแข่งขันอย่างเดียว ไม่ได้สนใจหาความรู้จากหนังสืออะไรนัก เรื่องที่สัตว์อสูรประเภทมังกรในระดับเริ่มต้นจะสามารถใช้หางมังกรซึ่งเป็นทักษะระดับสูงได้ มันก็ไม่ได้รู้ละเอียดอะไรนัก
แต่สิ่งที่มันรู้แน่ๆ ก็คือมังกรน้อยอสนีตัวนี้ “ชนะคู่ต่อสู้ระดับกลางได้ทั้งที่ระดับต่ำกว่าได้” มันจึงอดไม่ได้ที่จะร้องออกมาด้วยความซาบซึ้งว่า
“เถี่ยเถี่ย…”
“เถี่ยเถี่ย…”
เสียงของหมีรถไฟถูกส่งตรงเข้าสู่หูของฟู่เจี๋ยนกับเฟ่ยตั๋วผ่านทางหูฟัง
ฟู่เจี๋ยนได้ยินแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที
“ที่หมีรถไฟพูดมาก็ไม่ผิดเลย” ฟู่เจี๋ยนกล่าวต่อ
“คำสั่งของเฉียวซางในจังหวะสุดท้าย ทั้งเวลาและการตัดสินใจถือว่าแม่นยำมาก ขณะเดียวกัน มังกรน้อยอสนีก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเฉียวซางได้ทันทีแบบไม่รีรอ ถ้ามันช้าไปแค่เสี้ยววินาที หรือเฉียวซางสั่งช้ากว่านั้นเพียงนิดเดียว หางมังกรคงฟาดไม่โดนแน่นอน แล้วจะกลายเป็นว่าเจอพุ่งประกายสายฟ้าฟาดใส่ก่อน ผลแพ้ชนะคงพลิกทันที”
เฟ่ยตั๋วจึงกล่าวสรุปว่า “ความเข้าใจและความเชื่อใจระหว่างผู้ฝึกกับสัตว์อสูรแบบนี้แหละ คือสิ่งที่เราหวังว่าจะได้เห็นที่สุดในการแข่งขันนี้”
“เถี่ยเถี่ย”
หมีรถไฟพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่
ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ยังไม่จาง เฉียวซางก็ก้าวขึ้นเวทีไปอุ้มมังกรน้อยอสนีขึ้นมา
…
ยังไม่ทันรอให้การแข่งขันรอบอื่นจบลง เฉียวซางก็เดินออกจากหอแข่งขันมู่เหลียน ขึ้นไปนั่งบนหลังหยาเป่าแล้วลอยขึ้นกลางอากาศ
ขณะนั้นเอง มังกรน้อยอสนีก็กำลังใช้ปลายหางม้วนขวดฟื้นฟูพลังงานจิบน้ำยาอย่างเงียบๆ
มิเคลล่าลอยตัวอยู่ข้างๆ หยาเป่า แล้วถามขึ้นว่า
“มังกรน้อยอสนีใช้หางมังกรได้คล่องแล้วงั้นเหรอ?”
“ยังเลยค่ะ” เฉียวซางส่ายหน้า
“วันนี้ที่ใช้ได้ตอนแข่งก็แค่ฟลุกน่ะค่ะ”
“โชคก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถ” มิเคลล่าว่าพลางนิ่งไป เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“อาจารย์คะ ขอยืมโทรศัพท์ได้ไหม?” เฉียวซางเอ่ยถาม
มิเคลล่าไม่ได้พูดอะไร แค่หยิบโทรศัพท์ให้เธออย่างเงียบๆ
เฉียวซางกดโทรออกไปยังเบอร์ของตนเอง
และในไม่กี่วินาที โทรศัพท์ปลายสายก็ถูกกดรับ
“ซุนซุน~” เสียงของซุนเป่าดังขึ้นมาจากลำโพง
“แข่งเสร็จแล้วเหรอ?” เฉียวซางถาม
“ซุนซุน”
ซุนเป่าร้องรับ แสดงว่าแข่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“แล้วพวกแกจะกลับเมื่อไหร่?”
“ซุนซุน”
ซุนเป่าร้องตอบอีกที ชิงเป่าบอกว่าดูแข่งเสร็จแล้วก็จะกลับเลย
“โอเค” เฉียวซางตอบ
“งั้นพอจะกลับก็โทรมาบอกฉันหน่อย ฉันจะได้เรียกกลับมาโดยตรงเลย”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่ารับคำอย่างร่าเริง
หลังจากกำชับอีกสองสามคำ เฉียวซางก็กดวางสาย แล้วส่งโทรศัพท์คืนให้มิเคลล่าทันที
มิเคลล่ารับโทรศัพท์คืนมาแล้วก็ถามอย่างกะทันหัน
“เธออยากไปดูการแข่งขันของภูติเร้นเมฆาเดี๋ยวนี้เลยไหม?”
“ตอนนี้เลยเหรอคะ?” เฉียวซางชะงักไปนิด แล้วพูดตรงๆ ว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะ วันนี้ชิงเป่าแข่งเสร็จไปแล้วด้วย”
มิเคลล่านิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนพูดว่า “ถึงจะแข่งจบแล้วก็เถอะ เธอก็ยังไปดูได้นะ ไม่อยากไปดูคู่แข่งที่ภูติเร้นเมฆาอาจจะต้องเจอในรอบต่อๆ ไปเหรอ?”
เฉียวซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่ล่ะค่ะ คู่แข่งของชิงเป่าฉันกลับไปดูย้อนหลังเอาก็ได้ค่ะ ตอนนี้ถ้าจะให้บินไปดูเลยมันเปลืองเงินเปล่าๆ”
แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะให้เบิกค่าการเดินทางได้ทั้งหมดก็เถอะ แต่เฉียวซางเองก็รู้สึกว่าการไปครั้งนี้ไม่จำเป็นจริงๆ อีกทั้งกลับไปแล้วเธอก็ยังอยากมีเวลาเอาไว้สำหรับทำสมาธิด้วย
มิเคลล่าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า “ฉันสามารถสั่งให้ไอพ่นเบิกฟ้าพาเธอไปส่งที่สนามแข่งของชิงเป่าได้เลยนะ”
ปฏิกิริยาแรกของเฉียวซางคือ หา?! ไอพ่นเบิกฟ้าพาไปถึงสนามแข่งของชิงเป่าได้เลยเหรอ?!
แล้วก็เป็นความคิดถัดมา ก็จริงล่ะนะ ยังไงไอพ่นเบิกฟ้าก็เป็นสัตว์อสูรระดับมหาจักรพรรดิ แค่ข้ามเมืองเล็กๆ แบบนี้ ไม่เห็นจะยากเลยสักนิด
ว่าแต่…ทำไมเธอรู้สึกว่าอาจารย์มิเคลล่าดูจะ “อยากให้เธอไป” ซะเหลือเกิน…
เฉียวซางเก็บความสงสัยในใจ แล้วถามออกไปว่า
“ให้ไอพ่นเบิกฟ้าพาไปงั้นเหรอคะ? แล้วอาจารย์จะไม่ไปด้วยเหรอคะ?”
“ฉันไม่ไปดีกว่า” มิเคลล่ายิ้มบางๆ “ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการ ไอพ่นเบิกฟ้าจะไปอยู่กับเธอ พอการแข่งขันจบก็จะได้พากลับมาทันที”
เฉียวซางยังคงลังเลใจอยู่ และคิดจะปฏิเสธ
แต่ในตอนนั้นเอง…
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าก็ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พูดชัดเจนว่า ไปดูแข่งเถอะ! มันอยากไปดูที่สนาม!
เฉียวซางได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจนิดๆ แล้วเปลี่ยนคำตอบ
“ก็ได้ค่ะ งั้นไปดูสักหน่อยก็ได้”
“เป่ยเป่ย” มิเคลล่าเรียกเบาๆ
ไอพ่นเบิกฟ้าปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
มิเคลล่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเปิดแผนที่ให้มันดูตำแหน่งสนามแข่งของชิงเป่า
ดวงตาของไอพ่นเบิกฟ้าส่องประกายแสงสีฟ้า เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา มันก็พาเฉียวซาง หยาเป่า และมังกรน้อยอสนีหายตัวไปจากจุดนั้นทันที
หลังจากพวกเธอหายไป มิเคลล่าก็ยังคงลอยตัวอยู่กลางอากาศ สูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มประสานมืออัญเชิญด้วยมือทั้งสองข้าง
กลุ่มดาวสีทองอร่ามงดงามและเต็มไปด้วยพลังอำนาจฉับพลันสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ
และในกลุ่มดาวนั้นก็ปรากฏร่างของสัตว์อสูรประเภทมังกรตัวหนึ่งที่มีความสูงประมาณหนึ่งเมตร สวมกำไลปรับขนาดสีแดงเลือดไว้บริเวณแขน
ทั่วทั้งตัวของมันเป็นสีเลือดสว่าง มีปีกขนาดใหญ่กว่าลำตัว และศีรษะเป็นรูปสามเหลี่ยม บริเวณบนเขาที่แยกไปทางซ้ายขวาแต่ละข้างมีรูเหมือนปล่องเพื่องปลดปล่อยพลังสามช่อง ทั้งหมดรวมแล้วให้ภาพลักษณ์เป็นสัตว์อสูรประเภทมังกรที่ทรงพลังสุดขีดตัวหนึ่ง
“โม่โม่”
สัตว์อสูรหัวสามเหลี่ยมมองมาที่มิเคลล่า สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจ พลางส่งเสียงงึมงำ
“ฉันเพิ่งจะพอมีเวลาว่างนี่แหละ” มิเคลล่าพูดอย่างรู้สึกผิด
“โม่โม่”
สัตว์อสูรตัวนั้นพ่นลมหายใจแรงๆ เหมือนกำลังประชด
มิเคลล่าเงียบไปเล็กน้อย แล้วอธิบายว่า
“ฉันมีลูกศิษย์ที่ต้องสอนด้วยตัวเองอยู่ช่วงนี้ เลยไม่สะดวกน่ะ”
“โม่โม่?”
สัตว์อสูรตัวนั้นหันมองรอบๆ อย่างสงสัย พลางส่งเสียงถามกลับ
“ฉันส่งเธอไปทำภารกิจแล้วน่ะ เดี๋ยวถึงเวลาก็จะกลับมาเอง”
“โม่โม่?”
มันเอียงคอถามอีกครั้ง
“เธอเป็นเด็กจากคณะจักรพรรดิ มีพรสวรรค์มหาศาลเลยล่ะ” มิเคลล่าตอบเรียบๆ
“โม่โม่!”
สัตว์อสูรหัวสามเหลี่ยมเบิกตาขึ้นทันใด ดวงตาสว่างวาบทันทีอย่างตื่นเต้น ส่งเสียงร้องออกมาอย่างมีชีวิตชีวา
“ไม่ได้” มิเคลล่ากะพริบตานิดหนึ่งแล้วปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
“หน้าสัญญาในตำราอสูรของเธอถูกใช้ไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีหน้าว่างให้ทำพันธสัญญาอีก ถึงจะมี เธอเองก็มีสัตว์อสูรที่เล็งไว้สำหรับทำพันธสัญญาต่อไปอยู่แล้วด้วย”
“โม่โม่”
สัตว์อสูรหัวสามเหลี่ยมส่งเสียงงึมงำ สีหน้าชัดเจนว่าไม่พอใจ
มิเคลล่าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “ตอนนี้ฉันอยู่บนดาวนภาเพลิงแล้ว ยังไงพวกเราก็จะได้เจอกันอีกแน่นอน แกเองก็คงยุ่งกับการดูแลเผ่าของตัวเองอยู่ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นกลับไปจัดการเรื่องที่ต้องทำก่อนดีไหม”
สัตว์อสูรหัวสามเหลี่ยมจ้องมองเธอไม่พูดอะไร
“ราชามังกร…” มิเคลล่าถอนใจ เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างจนใจ
“โม่โม่”
ราชามังกรส่งเสียงตอบกลับมาทันที ซึ่งแปลได้ว่า มันไม่รีบ
จากนั้นมันก็บินหมุนตัวแล้วพุ่งออกไปข้างหน้า
มิเคลล่าถอนหายใจเบาๆ แล้วว่า
“ไปผิดทางแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่บ้านฝั่งนั้นนะ”
“โม่โม่”
ราชามังกรเหลือบกลับมา พร้อมเสียงฮึดฮัดในลำคอหนึ่งที
ใครบอกว่าจะไปบ้านเธอกันล่ะ
ว่าจบก็บินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจ
มิเคลล่า “…”
“โม่โม่!”
ราชามังกรตะโกนเรียกขึ้นอีกที แปลได้ว่า มัวช้าอยู่ทำไม รีบตามมาสิ!
มุมปากของมิเคลล่ากระตุกเล็กน้อย…ก่อนจะจำใจบินตามไปอย่างช่วยไม่ได้
…
ในเวลาเดียวกัน
เมืองฮาร์มอน
สนามแข่งขันศึกชิงจ้าวสัตว์อสูรระดับสูงสุดแกร่ง
เนื่องจากชิงเป่าลงทะเบียนแข่งขันเรียบร้อยแล้ว ในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูรของมัน เฉียวซางก็ยืนยันตัวตนผ่านกระบวนการตรวจสอบและเดินเข้าไปในพื้นที่แข่งได้อย่างราบรื่น
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่อบอวลจากฝูงชนมหาศาล
สนามฝึกกลางแจ้งขนาดมหึมา รอบข้างมีหลังคาคลุมเฉพาะที่นั่งผู้ชม แต่บริเวณเวทีแข่งขันนั้นเปิดโล่งเห็นฟ้าสีครามชัดเจน
มองไปรอบเดียวก็เห็นแค่หัวคนกับสัตว์อสูรเบียดเสียดแน่นขนัดจนมองไม่เห็นพื้น ขนาดของสนามเรียกได้ว่าใหญ่กว่าของสมาคมมู่ถึงสิบเท่าเลยทีเดียว
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าตื่นเต้นมาก มองไปยังเวทีด้วยตาเป็นประกาย
“ถิงถิง……”
มังกรน้อยอสนีรู้สึกถึงไอร้อนที่ยิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก จึงหันหน้าหนีจากคอของผู้ฝึกสาว แล้วปีนไปเกาะอยู่บนหลังลู่เป่าแทน
ลู่เป่าไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้มันเกาะเงียบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ว่าแต่ซุนเป่ากับชิงเป่าอยู่ไหนกันนะ? เฉียวซางมองไปรอบๆ เห็นแต่ทะเลหัวคนก็เริ่มใช้ประสาทสัมผัสในสมองค้นหาพวกมัน
หลังจากพยายามจับคลื่นอยู่สองวินาที เธอก็ขมวดคิ้วแน่น แล้วทดลองตรวจจับอีกครั้ง
สองวินาทีผ่านไป…เฉียวซางก็ยืนนิ่ง
ซุนเป่ากับชิงเป่าไม่ได้อยู่ในสนามแข่งนี้ แม้แต่ละแวกใกล้ๆ ก็ไม่มี
ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งคุยโทรศัพท์กันแท้ๆ
นี่…เธอโดนหลอกงั้นเหรอ?
เฉียวซางขบคิดอยู่ครู่เดียว แล้วก็หันหลังเดินออกจากสนามแข่งทันที
“ย่าห์ ย่าห์?”
หยาเป่าทำหน้างุนงง เดินออกมาทำไมล่ะ?
“ฉันจะไปหาซุนเป่ากับชิงเป่าก่อน” เฉียวซางตอบเรียบๆ
“ย่าห์ ย่าห์……”
หยาเป่าทำหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที
ดูเหมือนพี่ใหญ่จะซวยแล้วล่ะ....กงเป่าได้แต่ภาวนาในใจให้อีกฝ่ายโชคดี
เฉียวซางเดินไปยังโซนร้านค้าภายในสนามแข่ง แล้วหาตู้โทรศัพท์สาธารณะโทรกลับไปยังเบอร์ของตัวเอง
เสียง ตู๊ด ตู๊ด ดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็รับสาย
“ซุนซุน?” เสียงของซุนเป่าดังขึ้นทันที
“ฉันเอง” เฉียวซางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตอนนี้แกอยู่กับชิงเป่าที่ไหนเหรอ?”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าตอบกลับทันทีว่า กำลังดูแข่งอยู่ในสนามน่ะ
“เหรอ?”
“ซุนซุน~”
จริงๆ นะ!
…กล้าโกหกกันขนาดนี้เลยเหรอ
เฉียวซางวางสายเงียบๆ สูดลมหายใจลึก แล้วเดินออกจากตู้โทรศัพท์ จากนั้นก็ยกสองมือขึ้นประสานกันเพื่ออัญเชิญ
ทันใดนั้น แสงแดงฉานจากกลุ่มดาวสองกลุ่มสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน!
ในพริบตาเดียว ซุนเป่าและชิงเป่าก็ปรากฎตัวออกมาจากกลุ่มดาวตรงหน้า