- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1339-1340: ศึกแรกของเจ้าถิงเป่า (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1339-1340: ศึกแรกของเจ้าถิงเป่า (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1339-1340: ศึกแรกของเจ้าถิงเป่า (สองตอนรวมกัน)
เฉียวซางเดินตามทิศทางที่เจ้าหน้าที่ชี้ไป จนมาถึงสนามที่ตนเองต้องเข้าแข่ง ยืนประจำตำแหน่งเรียบร้อย ข้างสนามก็มีกล้องติดตั้งอยู่ไม่น้อย
ตอนนี้ในสนามก็มีผู้เข้าแข่งขันมายืนรออยู่หลายคนแล้ว ส่วนฝั่งอัฒจันทร์ผู้ชมก็เกือบจะเต็มไปมากกว่าครึ่งแล้วเหมือนกัน
ขณะที่เฉียวซางกำลังมองไปรอบๆ อย่างเงียบๆ อยู่นั้น บรรดาผู้เข้าแข่งขันรอบตัวก็หันขวับมามองเธอพร้อมกัน
บนดาวนภาเพลิง คนทั่วไปต่างก็ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์อสูรป่า ถึงจะไม่ได้รู้จักสัตว์อสูรทั้งหมด แต่ก็พอจำแนกได้อยู่บ้างเป็นส่วนใหญ่ ทว่าครั้งนี้สัตว์อสูรที่ยืนอยู่รอบตัวเฉียวซางกลับไม่มีตัวไหนพวกเขารู้จักเลยสักตัว
แถมสัตว์อสูรพวกนั้น แต่ละตัวยังดูไม่ธรรมดาอีกต่างหาก
มีบางคนถึงกับแอบหยิบเครื่องมือระบุข้อมูลสัตว์อสูรออกมา ตั้งค่าปิดเสียงก่อนจะส่องไปทางฝั่งเฉียวซาง แต่ผลที่ได้กลับมีเพียงคำว่า “ขออภัย ไม่มีข้อมูล ไม่สามารถระบุได้”
ในชั่วพริบตาเดียว เฉียวซางก็กลายเป็นคนที่ดูน่าค้นหาและลึกลับขึ้นมาในสายตาคนรอบข้างทันที
ในเขตสนามประลองข้างกัน มีเด็กสาวผมสีน้ำตาลอายุราวๆ สิบห้าปีคนหนึ่ง ที่ท่าทางจะอดทนต่อความสงสัยในใจไม่ไหว เธอเลยเดินเข้ามาทักทายเฉียวซาง
“สวัสดี ฉันชื่อกาลีน่า แล้วเธอล่ะ?”
เฉียวซางหันไปมองก่อนจะตอบว่า “เฉียวซาง”
“เป็นชื่อที่จำง่ายดีนะ” กาลีน่าชมตามมารยาท ก่อนจะถามอย่างรู้ทั้งรู้ว่า “สัตว์อสูรพวกนี้เป็นของคนในบ้านเธอเหรอ?”
ในสายตาของเธอ เฉียวซางก็ดูอายุมากกว่าตัวเองแค่ปีสองปีเท่านั้นเอง และนอกจากสัตว์อสูรประเภทมังกรที่ห้อยอยู่ที่คอเธอที่ใส่สายรัดข้อมือสีดำอยู่ ยังมีสัตว์อสูรธาตุไฟอีกตัวอยู่ในอ้อมแขน แล้วก็ยังมีอีกตัวที่อยู่ในเป้ แถมยังมีนกเหล็กสีม่วงอีกหนึ่งตัวอยู่ข้างๆ รวมทั้งหมดเป็นสามตัว
ยังไงก็ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นสัตว์อสูรที่เธอคนเดียวเป็นคนทำสัญญาทั้งหมดแน่ๆ
เพราะการจะสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรได้สามตัวนั้น ต้องมีโดเมนสมองอย่างน้อย 20% แต่ดูจากสายรัดที่ใส่มากับสัตว์อสูรมังกรซึ่งยังเป็นตัวที่ยังไม่ได้ทำพันธสัญญาอยู่แบบนี้ ก็คือเธอกะจะรอแข่งเสร็จแล้วค่อยทำสัญญา ซึ่งก็หมายความว่าเธอต้องมีโดเมนสมองถึง 30%
แล้วเด็กสาวมัธยมปลายคนหนึ่ง จะไปถึงระดับนั้นได้ยังไงกัน?
“ของฉันเอง” เฉียวซางตอบ
กาลีน่าชะงักไปนิด ก่อนจะแกล้งทำเป็นตื่นตะลึงแล้วถามต่อว่า
“งั้น... เธอบอกชื่อพวกมันให้ฉันรู้ได้ไหม? เพราะเครื่องตรวจสอบของฉันไม่สามารถระบุได้เลย”
“ถ้าเธอใช้เครื่องตรวจสอบข้อมูลสัตว์อสูรรุ่นที่เป็นเวอร์ชั่นจักรวาลล่ะก็ น่าจะตรวจเจออยู่นะ” เฉียวซางตอบเรียบๆ “เพราะพวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรของดาวนภาเพลิง”
กาลีน่าถึงกับอึ้งไป แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะร้องออกมาว่า
“เธอเป็นมนุษย์ต่างดาวเหรอ?”
“ในมุมของฉัน เธอต่างหากที่เป็นมนุษย์ต่างดาว...” เฉียวซางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพิ่มไปว่า “ฉันมาจากบลูสตาร์”
กาลีน่าหันไปมองพวกหยาเป่าด้วยความตื่นเต้นก่อนจะถามว่า “งั้นพวกมันก็คือสัตว์อสูรจากบลูสตาร์ใช่ไหม?”
“ยกเว้นผู้พิทักษ์เหล็กกล้าที่ไม่ใช่ นอกนั้นใช่หมด” เฉียวซางตอบ
“กงฉิว”
กงเป่าเปล่งเสียงออกมานุ่มนวล เป็นการทักทายพร้อมแสดงตัวว่า มันนี่แหละคือสายพันธุ์ผู้พิทักษ์เหล็กกล้า
“แล้วมันมาจากดาวไหนเหรอ?” กาลีน่าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อัลติเมทสตาร์น่ะ” เฉียวซางตอบ
กาลีน่าได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าการแข่งขันครั้งนี้ดูมีระดับขึ้นมาทันตาเห็น ถึงขั้นมีคนจากต่างดาวพาสัตว์อสูรจากดาวอื่นมาลงแข่งด้วยเลยทีเดียว
ในขณะที่เธอเอง...ขนาดในประเทศตัวเองยังไม่เคยไปไหนเลยด้วยซ้ำ
ความกระตือรือร้นของเธอเลยพุ่งพรวดขึ้นทันที ถามคำถามรัวๆ หลายข้อติดกัน
แต่เฉียวซางก็ตอบให้ทุกคำอย่างใจเย็น
จู่ๆ สัตว์อสูรที่อยู่ข้างกาลีน่าก็เปล่งเสียงร้องขึ้นมา มันมีรูปร่างสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ตัวสีฟ้าโดยรวม ดูเผินๆ เหมือนกาน้ำ แถมยังใส่สายรัดข้อมือสีดำแสดงสถานะว่าเป็นสัตว์อสูรที่ยังไม่ได้ทำสัญญา มันเปล่งเสียงร้องออกมาว่า
“จิ้งจิ้ง~”
กาลีน่ารีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นขอโทษ แล้วพูดว่า
“ขอโทษนะ เราขอไปเตรียมตัวก่อนล่ะ”
พูดจบ เธอก็นั่งยองลงไป คุยกับเจ้าสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายกาน้ำนั่นด้วยเสียงเบาๆ
แต่เฉียวซางที่มีประสาทการได้ยินไวเกินคนทั่วไป ก็ได้ยินบทสนทนานั้นอย่างชัดเจน
“อย่าเพิ่งใจร้อนไป เดี๋ยวก็จะเริ่มแข่งแล้ว เราชนะรอบคัดเลือกได้แน่นอน เชื่อฉันเถอะ...เมื่อกี้ฉันก็แค่แกล้งทำตัวเป็นมิตรเพื่อสอดแนมข้อมูลเฉยๆ สัตว์อสูรที่เธอจะส่งลงแข่งเป็นประเภทมังกรใช่ไหมล่ะ? แค่พวกเราไม่เจอกับเธอ...ฉันรู้ว่ามีสัตว์อสูรระดับกลางอยู่บ้าง...แต่ถ้าเราไม่ต้องเจอกับพวกนั้น โดยเฉพาะสัตว์อสูรมังกรนั่น เราก็ชนะรอบแรกได้แน่นอน...”
ถึงแม้ยังไม่ได้ทำสัญญาอย่างเป็นทางการแล้วก็ไม่มีสัตว์อสูรคอยแปลภาษาให้ แต่ยังสามารถเข้าใจและสื่อสารกันได้ดีขนาดนี้ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสัตว์อสูรตัวนี้จะพัฒนามาไกลพอสมควรแล้ว เฉียวซางที่แอบฟังบทสนทนาของหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรคิดขึ้นในใจ
“ถิงถิง?”
ถิงเป่ามองไปรอบๆ เห็นผู้คนกำลังพูดคุยกับสัตว์อสูรของตัวเอง บางตัวก็เริ่มวอร์มอัป มันเลยกระโดดลงจากตัวผู้ฝึกสัตว์อสูรของมัน หันหน้ากลับมามอง แล้วส่งเสียงร้องออกมา
‘กงฉิว’
กงเป่ารีบแปลเสียงให้ในใจว่า
มันถามว่ามีอะไรอยากจะพูดกับมันรึเปล่า?
เฉียวซางเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ไม่ต้องเครียด ทำเหมือนตอนซ้อมสองสามวันที่ผ่านมาก็พอแล้ว”
เพราะไม่มีตัวช่วยอย่างนิ้วทองคำของเธอ การฝึกของเจ้ามังกรน้อยอสนีจึงไม่เร็วเท่ากับพวกหยาเป่า แม้สองวันนี้จะตั้งใจฝึกหนัก แต่ท่าหางมังกรก็ยังไม่สามารถปล่อยออกมาได้สำเร็จทุกครั้ง โอกาสสำเร็จตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งก็ดีกว่าตอนยังไม่ได้ฝึกที่แทบใช้ไม่ได้เลย
ด้วยโอกาสสำเร็จที่ยังครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ มันก็ไม่สามารถใช้หางมังกรเป็นท่าตัดสินแบบเด็ดขาดได้เลย
ลองนึกภาพดูสิ ถ้าระหว่างต่อสู้ ฝ่ายตรงข้ามงัดไม้เด็ดออกมา แล้วเฉียวซางตะโกนสั่ง “หางมังกร!” ถิงเป่าฟาดหางสวนไป แต่กลับใช้ทักษะไม่ติด โดนอีกฝ่ายสวนกลับมาเต็มๆ บินกระเด็นแล้วหมดสภาพ แค่คิดก็หน้าแตกสุดๆ แล้ว แถมโอกาสที่เหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ก็ครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
เมื่อรวมเหตุผลเหล่านี้เข้าด้วยกัน เธอเลยตัดสินใจจะลดความคาดหวังลง
“ถิงถิง~”
เจ้าถิงเป่าส่งเสียงเรียกด้วยท่าทางจริงจัง แล้วก็เริ่มตวัดหางลงกับพื้นเป็นจังหวะ เหมือนกำลังอุ่นเครื่องให้ปลายหาง
“ย่าห์…”
หยาเป่าที่ตอนแรกยังดูตื่นเต้นกับการได้มายืนในสนามประลอง พอมองรอบๆ แล้วเห็นแต่สัตว์อสูรตัวเล็กๆ ก็ถึงกับหมดความสนใจไปเลย
ส่วนชิงเป่าก็ล่องลอยไปมาในสนาม ราวกับสายลมพัดเบาๆ ปรากฏตัวตามจุดต่างๆ อย่างไร้ซุ่มไร้เสียง
ในตอนนั้นเอง เสียงประกาศจากลำโพงก็ดังขึ้นมา
“การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้น ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านเรียกสัตว์อสูรที่ไม่ได้ลงแข่งกลับเข้าตำราอสูรด้วยครับ”
แม้จะมีผู้เข้าแข่งขันบางส่วนที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับสัตว์อสูรเลยสักตัว แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนมีสัตว์อสูรอย่างน้อยหนึ่งถึงสองตัวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงประกาศ ทุกคนต่างก็หันไปพูดกับสัตว์อสูรของตัวเองสองสามคำ ก่อนจะโบกมือเรียกพวกมันกลับเข้าตำราอสูร
เฉียวซางเองก็โบกมือเบาๆ แล้วเรียกหยาเป่ากับตัวอื่นๆ กลับเข้าตำราอสูรเช่นกัน
พวกนั้น...พวกนั้นเป็นสัตว์อสูรที่เธอทำสัญญาด้วยจริงๆ เหรอ?! กาลีน่าที่แอบมองอยู่ถึงกับเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เสียงจากลำโพงยังคงดังต่อเนื่อง “หากมีสัตว์อสูรที่สามารถพรางตัวได้ ขอให้เรียกกลับเข้าตำราเช่นกัน หากแสงสแกนตรวจพบสิ่งผิดปกติในสนาม ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แอบพาสัตว์อสูรล่องหนเข้ามาจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันทันทีครับ”
เฉียวซางได้ยินแบบนั้นก็หันไปมองอากาศที่ว่างเปล่าสองจุดข้างหน้า เตรียมจะโบกมืออยู่แล้ว ทว่าเธอกลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงหยุดมือลงทันที
บนอัฒจันทร์ฝั่งผู้ชม มิเคลล่ากำลังมองเฉียวซางอยู่
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าเข่าตัวเองหนักขึ้น พอก้มลงไปดูก็เห็นว่าชิงเป่าโผล่มานั่งแปะอยู่ตรงตักพอดี
“ชิงชิง~”
ชิงเป่าเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงใสๆ อย่างอ่อนโยน
หัวใจมิเคลล่าอ่อนยวบไปทันที เธอพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “นั่งตรงนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร”
คำพูดเพิ่งจบ เธอก็รู้สึกว่าศีรษะตัวเองหนักขึ้นอีกแล้ว...
คราวนี้ในใจเธอเริ่มมีลางสังหรณ์บางอย่าง
และแน่นอน ลางนั้นก็กลายเป็นจริงในวินาทีถัดมา—หัวของซุนเป่าห้อยลงมาจากด้านบน พร้อมกับส่งเสียงยิ้มๆ ว่า
“ซุนซุน~”
มิเคลล่า: “……”
สัตว์อสูรที่นั่งแถวหลังสุดยื่นอุ้งมือออกมาตบเบาๆ ที่ตัวซุนเป่า พร้อมส่งเสียงเตือนว่า
“นู่นู่น~”
แกไปอยู่บนหัวมนุษย์มันสูงเกินไปแล้ว มันมองไม่เห็นอะไรข้างหน้าเลยนะ
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าหันไปมอง ทำหน้าเหมือนเข้าใจ แล้วหายตัวไปทันที
แต่น้ำหนักที่กดลงบนหัวของมิเคลล่าก็ยังอยู่ที่เดิมไม่มีเปลี่ยน...เธอนั่งนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ผ่านไปประมาณห้านาที
ไฟในสนามก็มืดลงกะทันหัน ก่อนที่ไฟบริเวณโซนแขกพิเศษจะค่อยๆ สว่างขึ้น
เสียงพิธีกรดังขึ้นมา
“ขอเชิญทุกท่านพบกับแขกผู้มีเกียรติของการแข่งขันประลองความเข้ากันของพันธสัญญาในครั้งนี้กันครับ! ท่านแรกคือผู้เข้าแข่งขันชื่อดังจากการแข่งขันยุทธสัตว์ของเมืองหลวง คุณฟู่เจี๋ยนครับ!”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ โบกมือตอบผู้ชมจากที่นั่งฝั่งแขกพิเศษ
พิธีกรพูดต่อ
“และท่านที่สอง เป็นผู้ที่เคยคว้าแชมป์จากการแข่งขันอสูรสีเขียวและยังมีแฟนคลับมากมายมหาศาล ขอเสียงปรบมือต้อนรับ หมีรถไฟครับ!”
“เถี่ยเถี่ย~”
สัตว์อสูรตัวหนึ่งเดินออกมาอย่างมั่นคง ตัวของมันมีขนสีขาวสลับดำ กล้ามเนื้อแน่นทั่วทั้งแขนขา ดวงตาแดงฉานเหมือนเปลวเพลิง ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมและลึกล้ำแบบสัตว์อสูรประเภทต่อสู้ที่แท้จริง มันค้อมหัวให้กับฝั่งผู้ชมเบาๆ
ทั้งสนามแทบระเบิดด้วยเสียงเชียร์ เสมือนกำลังต้อนรับซูเปอร์ไอดอลขวัญใจแฟนๆ
เฉียวซางพูดเสียงเบา ถามกาลีน่าข้างตัว
“สัตว์อสูรตัวนั้น...มันชื่อสายพันธุ์ว่าหมีรถไฟเหรอ? เท่าที่ฉันเคยเห็นมันถูกเรียกว่าหมีรางเหล็กไม่ใช่เหรอ?”
เจ้าสัตว์อสูรชื่อหมีรางเหล็ก เป็นสัตว์อสูรประเภทต่อสู้ระดับนายพล มีความสามารถในการรวบรวมความโกรธไว้ที่หมัด แล้วปลดปล่อยออกมาโจมตีศัตรูอย่างไร้ปรานี
กาลีน่ารู้ว่าอีกฝ่ายมาจากต่างดาว จึงไม่ได้แปลกใจที่เธอจะถามแบบนี้ รีบอธิบายว่า
“นั่นเป็นชื่อของมันน่ะ”
กาลีน่าหยุดนิดหนึ่งแล้วอธิบายเสริมต่อว่า
“สัตว์อสูรของดาวเราทุกตัวก็จะมีบัตรประจำตัวประชาชนเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดก็สามารถตั้งชื่อได้เลย”
อ๋อ...ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง เฉียวซางเข้าใจขึ้นมาทันที
พูดก็พูดเถอะนะ ชื่อหมีรถไฟนี่ก็ถือว่าโอเคอยู่นะ อย่างน้อยก็ดีกว่าชื่อที่พวกคู่ต่อสู้ในอดีตตั้งให้สัตว์อสูรตัวเองแบบมั่วๆ ตั้งเยอะเลย
“และสุดท้าย ผู้ที่คว้าอันดับสามประเภทต่อสู้เดี่ยวจากการแข่งขันสัตว์อสูรประจำเมืองในปีนี้ คุณเฟ่ยตั๋วครับ!!” พิธีกรกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ชายผมหยิกดำที่นั่งอยู่ในโซนแขกพิเศษยังคงนั่งนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย เพียงแค่ยิ้มเบาๆ เท่านั้น
ทั้งสนามก็ระเบิดเสียงเฮลั่นขึ้นมาทันที
ได้แค่ที่สามยังมีแฟนคลับเยอะขนาดนี้เลยเหรอ...เฉียวซางอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
เอาจริงๆ นะ พอการแข่งขันระดับใหญ่จบลง ถ้าไปถามคนดูว่านอกจากแชมป์แล้วอันดับสามคือใคร หลายคนก็ตอบไม่ได้หรอก ยกเว้นว่าคนนั้นจะเป็นผู้เข้าแข่งขันที่พวกเขาเชียร์อยู่แล้ว
พิธีกรเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
“ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นจริง เราขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่านจากใจจริง...”
หลังจากพิธีกรกล่าวขอบคุณสปอนเซอร์ทั้งหลายจบลง เขาก็พูดอย่างเร้าใจว่า
“สำหรับการแข่งขันประลองความเข้ากันของพันธสัญญาในครั้งนี้ มีผู้สมัครเข้าแข่งขันทั้งหมด 256 คู่! แล้วใครกันนะที่จะสามารถฝ่าด่านจากรอบคัดเลือกไปได้ และใครจะโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นจนเป็นที่ถูกตาของสามท่านแขกผู้มีเกียรติ...ตอนนี้เราจะทำการสุ่มจับคู่ของผู้เข้าแข่งขันกันเลยครับ!”
ทันทีที่พิธีกรพูดจบ สนามทั้งหมดก็เริ่มขยับและเลื่อนสลับกันไปมา
ตำแหน่งของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเริ่มเคลื่อนไหวซ้ายขวาขึ้นลงไปเรื่อยๆ
เฉียวซางรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองถูกเคลื่อนย้ายไปสองสามครั้ง จากนั้นก็หยุดลง
คนที่ยืนอยู่ข้างๆ สนาม รวมถึงคู่แข่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว
เนื่องจากสัตว์อสูรที่เข้าร่วมในการแข่งขันสายสัมพันธ์รอบนี้ส่วนมากมีระดับไม่สูงนัก สนามที่แต่ละคู่ใช้จึงไม่ได้ใหญ่มาก
เฉียวซางเหลือบมองไปยังสัตว์อสูรที่อยู่ไม่ไกลนัก ตัวมันดูเหมือนก้อนสำลีมีชีวิต คิ้วของเธอเลิกขึ้นเล็กน้อย
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ เอ๊ะ? นั่นมันก้อนเมล็ดฝ้ายที่เคยนั่งรถร่วมกันนี่นา?
ตามมาด้วยความคิดที่สอง รอบคัดเลือกน่าจะสบายแล้วล่ะงานนี้
ก้อนเมล็ดฝ้าย เป็นสัตว์อสูรประเภทพืชระดับเริ่มต้น ตัวเบาสุดๆ แค่ลมแรงหน่อยยังปลิวเลย แถมพลังโจมตีก็ต่ำมาก พลังป้องกันก็ไม่เท่าไหร่ ถ้าโดนเจ้าถิงเป่าของเธอฟาดด้วยสายฟ้าล่ะก็ บอกเลยว่า หลับในทีเดียวจบ
เจ้าก้อนเมล็ดฝ้ายเองก็ดูเหมือนจะจำเฉียวซางได้ มันรีบโบกอุ้งมือทักทายเธอด้วยความดีใจ
ส่วนเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างมัน ดูอายุประมาณ 15-16 ปี ทรงผมบ๊อบหน้าม้าแบบกะลาครอบ หันไปมองเจ้าถิงเป่าด้วยสีหน้ากังวลสุดๆ
เสียงประกาศจากลำโพงดังขึ้นอีกครั้ง
“การจับคู่ผู้เข้าแข่งขันทุกคู่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วครับ ในรอบคัดเลือกนี้ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะลงแข่งพร้อมกัน! แล้วใครจะสามารถเข้าสู่รอบถัดไปได้ และใครจะสามารถเรียกความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติทั้งสามท่านได้ สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน ขอประกาศว่า...การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วครับ!”
ตัวเลข “3” ปรากฏขึ้นในรูปแบบแสงเสมือนจริงลอยอยู่เหนือสนาม
บนท้องฟ้า มีสัตว์อสูรรูปร่างเหมือนลูกตาลอยเรียงกันทั่วบริเวณ แต่ละตัวต่างเล็งกล้องลงมาที่สนาม
แสงเสมือนจริงเปลี่ยนจาก 3 เป็น 2 และในวินาทีที่เปลี่ยนเป็น “1” แสงก็หายไปพร้อมกับเสียง
“การแข่งขันเริ่ม!”
ผู้ฝึกสัตว์อสูรทุกคนต่างก็รีบออกคำสั่งกับสัตว์อสูรของตัวเองแทบจะพร้อมกัน
ส่วนเฉียวซางยังคงไม่ออกคำสั่งใดๆ ตามรูปแบบที่เธอถนัด
“ใบมีดใบไม้!” เด็กชายผมทรงกะลาครอบตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงรีบเร่ง
“เหมียนเหมียน!”
ร่างของเจ้าก้อนเมล็ดฝ้ายเริ่มเรืองแสงสีเขียว
จากนั้นใบไม้สิบกว่าใบที่เปล่งประกายสีเขียวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งทะยานออกไปเหมือนใบมีดคมกริบพุ่งเข้าโจมตี
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าเห็นแบบนั้นก็ไม่คิดจะหลบ มันส่งเสียงร้องตอบกลับ ก่อนที่ทั่วทั้งตัวจะมีสายฟ้าสีเหลืองพาดผ่านไปมา แล้วรวมตัวกลายเป็นสายฟ้าเส้นใหญ่ฟาดเปรี้ยงใส่ก้อนเมล็ดฝ้ายทันที
“ลอยขึ้นไปเร็ว!” เด็กชายทรงผมกะลาครอบรีบตะโกน
เจ้าก้อนเมล็ดฝ้ายพ่นลมหายใจลงพื้นเบาๆ แล้วร่างของมันก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
พอมีลมผ่านมาพัดเบาๆ ร่างของมันก็เริ่มลอยไปมาโดยไร้ทิศทาง
นี่มันใช้ลมช่วยเคลื่อนที่เพื่อหลบการโจมตีงั้นเหรอ? เฉียวซางวิเคราะห์โดยสัญชาตญาณ
แต่การเคลื่อนไหวก็ยังช้ามากอยู่ดี ยังไงก็ต้องโดนฟาดแน่นอน ดูท่าว่าเจ้าตัวนี้น่าจะไม่เคยผ่านการฝึกแบบจริงจัง…แต่ถ้าลมมันแรงกว่านี้สักหน่อย ก็อาจจะหลบได้ล่ะมั้ง
ในเวลาเดียวกัน ฝั่งแขกผู้มีเกียรติก็เริ่มพูดบรรยายการแข่งขัน
“เจ้าตัวสีแดงนั่นไม่เลวเลย ถึงกับสามารถพลิกแพลงใช้ท่าล้อเพลิงเพื่อเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วได้ด้วย”
“แมวจอมโจรจากสนาม 47 ก็เร็วมาก ทั้งๆ ที่ยังเป็นระดับเริ่มต้นอยู่ แต่การเคลื่อนไหวกลับเหมือนทิ้งเงาติดตาเอาไว้ตลอดเลย”
“สนาม 32 ตอนนี้ดอกไม้เลื้อยนั่นดูเหมือนจะทะเลาะกับผู้ฝึกสัตว์อสูรเข้าให้แล้ว ดูเหมือนคำสั่งจากฝั่งมนุษย์จะไม่ทำให้มันยอมรับนะ ฉันว่าถ้าการแข่งขันนี้จบลงแล้ว ทั้งคู่อาจจะไม่ได้ทำสัญญาต่อก็ได้”
“เถี่ยเถี่ย~” หมีรถไฟส่งเสียงสั้นๆ สองครั้ง
ในห้องควบคุมการถ่ายทอดสด ยังมีหมีรางเหล็กอีกตัวที่กำลังทำงานอยู่เช่นกัน พอมันได้ยินเสียงในหูฟัง ก็จัดการหมุนกล้อง เปลี่ยนภาพไปยังสนามหมายเลข 26
ภาพในสนามยังถูกฉายผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเสมือนจริงที่ลอยอยู่เหนือเวทีด้วย
เฟ่ยตั๋วที่มองภาพในจอเสมือนอยู่ก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
“นั่นมันสัตว์อสูรสายฟ้าและมังกรในตัวเดียวกันเลยงั้นเหรอ? สัตว์อสูรที่มีคุณสมบัติแบบนั้นถือว่าหายากมากเลยนะ ไม่นึกว่าจะมีปรากฏในรายการแข่งสายสัมพันธ์แบบนี้ด้วย”
ฟู่เจี๋ยนพูดขึ้นว่า “การแข่งขันวัดใจแบบนี้ บางทีก็เจอสัตว์อสูรแปลกๆ เยอะนะ ฉันจำได้ว่าครั้งก่อนเคยเห็นอัลลิคอร์นสีแปลกโผล่มาด้วย”
เฟ่ยตั๋วไม่อายที่จะไม่รู้ เขาหันไปถามตรงๆ “แล้วนี่มันสัตว์อสูรมังกรตัวไหนกันแน่?”
“เถี่ยเถี่ย” เจ้าหมีรถไฟส่ายหัวเบาๆ
ฟู่เจี๋ยนเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เฟ่ยตั๋วไม่ได้ใส่ใจคำตอบนัก แล้วพูดต่อ “ถ้าอยู่ในระดับเดียวกันล่ะก็ ก้อนเมล็ดฝ้ายไม่มีทางชนะสัตว์อสูรมังกรได้แน่นอน”
ระหว่างที่ทั้งสองคนกับหมีหนึ่งตัวกำลังพูดคุยกันนั้น สายฟ้าของถิงเป่าก็พุ่งฟาดลงมาอย่างแม่นยำและรุนแรง ฟาดใส่เจ้าก้อนเมล็ดฝ้ายเข้าเต็มๆ
ส่วนทักษะใบมีดใบไม้ที่ก้อนเมล็ดฝ้ายปล่อยออกมาก็ยังไปไม่ถึงตัวถิงเป่าเลยด้วยซ้ำ ทั้งหมดกลับร่วงหล่นลงพื้นเสียก่อน
“เหมียน เหมียน!”
เสียงกรีดร้องของเจ้าก้อนเมล็ดฝ้ายดังขึ้น ร่างมันไหม้เกรียมกลิ้งลงมากระแทกพื้น
บริเวณครึ่งสนามที่เฉียวซางกับถิงเป่ายืนอยู่ปรากฏแสงสีเขียวขึ้น แสดงให้เห็นว่าพวกเธอคือฝ่ายที่คว้าชัยชนะไป
“ถิงถิง~”
ถิงเป่าแสดงสีหน้าเหมือนกับว่า ก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะชนะ
ในเวลาเดียวกัน คู่แข่งขันอีกหลายคู่ก็ใช้เพียงแค่ท่าเดียวในการเอาชนะคู่ต่อสู้เช่นกัน
กล้องเปลี่ยนภาพอีกครั้ง แขกผู้มีเกียรติทั้งสามก็กลับไปบรรยายการแข่งขันของผู้เข้าแข่งขันรายอื่นต่อไป
.....
ขอโทษที่หายไปนานครับ เพื่อแทนคำขอโทษตั้งแต่ตอนนี้ถึง 1390 จะเป็นตอนฟรีทั้งหมดแทนคำขอโทษนะครับ