เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: มีคนมาหาเธอน่ะ

บทที่ 13: มีคนมาหาเธอน่ะ

บทที่ 13: มีคนมาหาเธอน่ะ


“ยังไงก็ตาม ขาใหญ่…” ฟางซือซือเริ่มเปิดบทสนทนาต่อ

“อย่ามาเรียกฉันว่าขาใหญ่” เฉียวซางขัด

“งั้นเอาเป็นขาสวยแทนเป็นไง” ฟางซือซือแนะนำอีกคำ

เฉียวซาง: “…”

ภายใต้สายตาอันตรายของเฉียวซาง ในที่สุดฟางซือซือก็เปลี่ยนน้ำเสียงและคำเรียก “เฉียวซาง เธอได้ทำสัญญากับสัตว์อสูรแล้วหรือยัง”

ไม่มีสัตว์อสูรที่เพิ่งตื่นขึ้นใหม่สามารถต้านทานการล่อลวงให้ทำสัญญากับสัตว์อสูรได้โดยเร็วที่สุด

เฉียวซางพยักหน้าโดยไม่ปฏิเสธ

“แล้วเธอ...”

ขณะที่ฟางซือซือกำลังจะถามต่อ เสียงในห้องเรียนก็เงียบลงทันที ราวกับว่ามีคนกดปุ่มปิดเสียง

เมื่อมองขึ้นไปก็เห็นว่าเป็นอาจารย์ประจำชั้นที่มาถึง…

ในวินาทีต่อมา ใบหน้าของฟางซือซือก็ซีดลง

ไม่นะ ไม่นะ เธอยังลอกการบ้านไม่เสร็จ!

“อีก 5 นาทีไปรวมตัวกันที่สนาม” อาจารย์ประจำชั้นพูด และมองไปทางเฉียวซางหลังจากพูดจบ

นักเรียนกว่า 4,000 คนและอาจารย์กว่า 300 คนของโรงเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิง รวมตัวกันที่สนามก่อให้เกิดฝูงชนหนาแน่น

“เธอคิดว่าทำไมทั้งโรงเรียนต้องมารวมตัวกันที่นี่” ฟางซือซือซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเฉียวซาง แหย่เธอเล่นด้วยนิ้ว

“ไม่รู้เหมือนกัน” เฉียวซางตอบกลับ

เนื่องจากนักเรียนปีสามอยู่ระหว่างการเตรียมสอบอย่างเข้มข้น โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุมเฉกเช่นเดียวกับปีหนึ่งและสอง

โดยปกติแม้ว่าโรงเรียนจะเรียกรวมตัว แต่ก็มักจะมีชั้นเรียนอย่างน้อยหนึ่งหรือสองชั้นเรียนที่เป็นข้อยกเว้นเสมอ

เฉียวซางมองขึ้นไปบนเวทีและเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่โรงเรียนระดับสูงยืนอยู่ด้วยกันทั้งหมด รวมกระทั่งผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในการประชุมภาคเช้าตามปกติ

ผู้อำนวยการเฉินหยงเฟิงยืนอยู่บนเวที โดยกล่าวสุนทรพจน์ไม่ต่างไปจากครั้งก่อนๆ

เฉียวซางหาวอย่างเบื่อหน่ายไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที

หลังจากผ่านไปสิบนาที เสียงปรบมือดังก้องก้องไปทั่วอาคาร และเฉียวซางแม้จะไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงปรบมือแต่เธอก็ทำตามโดยอัตโนมัติ

ร่างบางจากปีสามเดินขึ้นไปบนเวที

“เรียนอาจารย์ที่เคารพและสวัสดีเพื่อนๆที่น่ารักทุกคน ฉันไท่ซูซู จากห้อง 9 ของชั้นปีที่สาม เป็นเกียรติอย่างยิ่ง…”

กลายเป็นว่าการประชุมครั้งนี้้มีเพื่อเชิดชูเกียรติของไท่ซูซู

เฉียวซางไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับไท่ซูซู แต่เธอเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเด็กสาวรายนี้มาไม่มากก็น้อย

ไท่ซูซูมาจากครอบครัวที่ยากจนและเป็นนักเรียนคนเดียวในโรงเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา

เธอเป็นนักเรียนระดับท็อปเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน และต่อมาได้ปลุกพลังขึ้นมาเองสำเร็จ เรียกว่าเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจของใครหลายคน

“ให้ยัยนี่มาพูดอะไรกันนักกันหนาโคตรน่ารำคาญ? ฐานะที่บ้านยัยนี่ไม่พอแม้แต่จะซื้อสัตว์อสูรกากๆด้วยซ้ำ” เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ทางขวาของเฉียวซางพูดเหน็บแนมออกมา

“พ่อแม่เธอเป็นคนธรรมดาทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพวกเขาถึงมีลูกที่ปลุกพลังเองได้ล่ะ” บางคนตั้งข้อสังเกตขึ้น

เฉียวซางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยการพัฒนาของสังคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ผู้คนตระหนักกันมานานแล้วว่าลูกหลานของผู้ฝึกสัตว์อสูรมีแนวโน้มที่จะปลุกพลังด้วยตัวเองได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ

ยิ่งระดับของผู้ฝึกสัตว์อสูรสูงมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีลูกซึ่งมีพรสวรรค์มากก็จะยิ่งสูงตามเท่านั้น

ในทางกลับกันหากทั้งพ่อและแม่เป็นคนธรรมดา โอกาสที่ลูกๆของพวกเขาจะกลายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรมีเพียง 2% เท่านั้น และโอกาสที่จะสามารถปลุกพลังขึ้นได้เองนั้นยิ่งน้อยลงไปอีก

ความอยากรู้อยากเห็นของเฉียวซางพองตัวขึ้น และเธอเริ่มเอียงหูเอาใจใส่กับบทสนทนารอบข้าง

“ฉันได้รับโอกาสในการแนะนำให้เข้าเรียนที่โรงเรียนเซินซุ่ย หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคณะอาจารย์…”

เปลือกตาเฉียวซางกระตุก

ทั้งเธอและไท่ซูซูต่างปลุกพลังขึ้นเองทั้งคู่ และตอนนี้เป้าหมายของทั้งคู่ยังเป็นเซินซุ่ยเฉกเช่นเดียวกัน เมื่อลองเอาคุณสมบัติของทั้งสองมาเทียบดูแล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะท้อและหมดความสนใจที่จะฟังการบรรยายต่อ

เมื่อกลับมาในห้องเรียน เฉียวซางก็มุ่งความสนใจไปที่การเรียนของเธอเพียงอย่างเดียว

ในฐานะนักเรียนชั้นปีที่สามที่การสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายกำลังใกล้เข้ามา หลักสูตรทั้งหมดได้รับการสอนจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงแค่การสอบจำลองเพื่อทบทวน

กว่า 3,000 ปีที่แล้ว เกิดภัยพิบัติ: แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน ภูเขาไฟระเบิด และเหตุการณ์ภัยพิบัติอื่น ๆ ที่ทำให้โลกตกอยู่ในสภาวะล่มสลายผู้ฝึกสัตว์อสูรคนไหนที่เป็นคนหยุดยั้งภัยพิบัติครั้งนี้ได้?

[ก. เฉินเจียติง]

[ข เซินเสี่ยวหมาน]

[ค. หวังเหวินหยู่]

[ง. หวังเหยา]

เฉียวซางได้เห็นคำถามเช่นนี้มากมายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น

เป็นหวังหยาวที่ใช้สัตว์อสูรของเขาเพื่อสร้างหายนะ ในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ SS พลังอำนาจของเขามากพอที่จะแปรเปลี่ยนภูมิประเทศ

ด้วยการเลื่อนขั้นตำราอสูรในแต่ละคร้ัง ผู้ฝึกสัตว์อสูรจะสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอสูรสัญญามากขึ้น ทำให้ได้รับพลังส่วนหนึ่งจากอสูรมาบ่มเพาะและพัฒนาร่างกาย

ดังนั้นเมื่อระดับของพวกเขาเพิ่มขึ้น ร่างกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งตาม

เว้นแต่จะตกเป็นเป้าโจมตีโดยตรง พวกเขาจะไม่ตายจากการโดนลูกหลงระหว่างสู้

หวังเหยาด้วยร่างกายของผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ SS สามารถฝ่ากับดักของพันธมิตรและผู้ฝึกสัตว์อสูรไป 223 คน ในจำนวนนั้นมีระดับ S อยู่ด้วยถึง 11 คน

การเพาะเลี้ยงผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ S ต้องใช้ความพยายามอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษ สิ่งนี้ทำให้พันธมิตรก็ประสบความสูญเสียอย่างหนักหน่วง

ต่อมาผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ SS หวังเหวินหยู่กลับมาจากสกายเฟลมสตาร์ และในที่สุดก็ปราบหวังเหยาได้ แต่ในการต่อสู้ครั้งนั้น สัตว์อสูรที่อยู่ที่ทำสัญญาอยู่กับเขามาอย่างยาวนานถึง 5 ตัวต่างตกตาย

หลังจากนั้น หวังเหวินหยู่ก็เริ่มเก็บตัวเงียบ

คำถามข้อนี้สามารถตอบผิดได้ง่ายๆหากอ่านไม่ละเอียด

คำถามนี้ปรากฏในการสอบจำลองครั้งก่อน และเฉียวซางเลือก D ไม่ใช่เพราะเธออ่านคำถามผิด แต่เพราะตอนนั้นเธอใช้วิธี “สามยาว หนึ่งสั้น” ในการทำข้อสอบ

ครั้งนี้เธอเปลี่ยนคำตอบจากครั้งที่แล้ว

“เฉียวซาง มีคนมาหาเธอ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างประตูตะโกนออกมา

เฉียวซางเงยหน้าขึ้นมองและเห็นเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนสีซีดยิ้มให้เธอจากทางเข้าประตู

“นี่ไท่ซูซู! พวกเธอไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฟางซือซือถามด้วยความประหลาดใจ

ไท่ซูซูเป็นคนดังในโรงเรียน ความสนใจของเพื่อนร่วมชั้นจึงถูกดึงดูดโดยธรรมชาติ

“ฉันไม่รู้จักเธอ” เฉียวซางตอบด้วยความงงงวยไม่แพ้กัน

ถึงอย่างนั้นเธอก็เดินออกไปหาอีกฝ่าย

"มีอะไรรึเปล่า?" เฉียวซางถามด้วยความสับสน

เธอแน่ใจว่าเจ้าของร่างคนก่อนไม่เคยปฏิสัมพันธ์ใดๆกับไท่ซูซูมาก่อน คนหนึ่งเป็นนักเรียนระดับท็อป ส่วนอีกคนเป็นปลาเค็มหางแถว แถมพวกเธอเองก็ยังอยู่กันคนละห้องด้วย

ในเมื่อตอนนี้มันใกล้ที่จะเรียนจบแล้ว ไท่ซูซูไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องเข้าหาเธอ

“ฉันมาที่นี่เพื่อขอโทษแทนแม่ฉันสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้ว” ไท่ซูซูกล่าว

เธอมีรูปลักษณ์เหมือนดอกไม้สีขาวเล็กๆ และเนื่องจากภาวะขาดสารอาหาร เธอจึงดูบอบบาง ราวกับว่าแค่ลมกระโชกแรงก็มากพอที่จะให้เธอปลิวไสว

"มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ?" เฉียวซางเลิกคิ้ว

“แม่เธอไม่ได้บอกเหรอ? เมื่อวันศุกร์ที่แล้วแม่ฉันเผลอพูดเรื่องไม่ดีกับแม่เธอ ตอนนั้นมีอาจารย์ยืนอยูู่ด้วยฉันเลยไม่สามารถเข้าไปขัดได้ ตอนที่อยู่บ้านคุณป้าเขาไม่ได้ดูหงุดหงิดอะไรใช่ไหม?” ไท่ซูซูถามด้วยเสียงแผ่วเบา

เฉียวซางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถามว่า “แม่เธอพูดว่าอะไรงั้นเหรอ?”

ไท่ซูซูแสดงสีหน้าขอโทษขอโพยออกมา

“มันค่อนข้างแรง แต่ที่จริงแล้วแม่ฉันไม่ได้ตั้งใจ แถมคุณป้าเองก็พูดบางอย่างออกมาเช่นเดียวกัน”

เธอหยุดชั่วคราวแล้วกล่าวเสริมว่า “แค่อาจารย์เห็นว่าพวกแม่ๆกำลังจะเริ่มทะเลาะกันจึงขอให้แม่ของเธอเป็นฝ่ายออกไปก่อน พอคิดถึงตอนนั้นฉันเลยรู้สึกผิดนิดหน่อย”

ใบหน้าของเฉียวซางนิ่่งเงียบ “อาจารย์ขอให้แม่ฉันออกไป แล้วมันเกี่ยวกับเธอยังไง?”

ไท่ซูซูสางผมของเธอด้วยมือให้ตรงเรียบ

“อาจารย์คงไม่เชิญคุณป้าออกไปหากไม่ใช่เพราะฉัน”

"อ่า" เฉียวซางกล่าวแล้วถามอีกครั้ง “แล้วสรุปแม่เธอพูดอะไรกันแน่”

ไท่ซูซูหัวลง ด้วยความที่เธอเตี้ยกว่าเฉียวซางเป็นทุนเดิม ทำให้ตอนนี้เฉียวซางจึงไม่สามารถแม้แต่สังเกตุสีหน้าอีกฝ่ายได้

“แม่ฉันบอกว่าผลการเรียนของเธอไม่ดีเป็นเพราะเธอขาดการอบรมจากพ่อ และที่เธอสามารถปลุกพลังขึ้นได้เป็นเพราะโชคดีล้วนๆ แถมยังพูดอีกว่าที่คุณป้าต้องหย่านั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคุณป้าปากร้าย”

เธอเงยหน้าขึ้นมา พร้อมแววตาและสีหน้าไร้เดียงสา “แล้วนี่เธอ...ปลุกพลังขึ้นมาได้เองจริงๆเหรอ?”

....

ขาใหญ่ (大腿)เป็นการเล่นมุกจากคำว่า กอดต้นขา(抱大腿) หมายถึงการพูดประจบสอพลอ

จบบทที่ บทที่ 13: มีคนมาหาเธอน่ะ

คัดลอกลิงก์แล้ว